เฉินม่อไป๋กลับมาสู่ความจริงที่เงียบเหงา เนื่องจากไอิญญาหลายพันปีของเฉินม่อไป๋แข็งแกร่งมากแม้จะเป็ครึ่งเดียวแต่สิ่งมีชีวิตก็พากันหลีกหนี นางจึงอยู่ที่นี่อย่างโดดเดี่ยว แม้แต่มดสักตัวก็ไม่กล้าเข้าใกล้
ิญญาโปร่งใสยืนเตะลมอย่างเซ็ง ๆ ก่อนจะนั่งเหม่อมองอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้เพราะเหตุใด ่ปีหลัง ๆ มานี้ สตินึกคิดของนางมักจะล่องลอยอยู่เสมอ
ผ่านไปเนินนาน จิติญญาของเฉินม่อไป๋เริ่มไม่เสถียรจนตัวเองรู้สึกง่วงงุน นางหลับตาลงแล้วเข้าสู่ห้วงฝัน
ภายในฝัน นางเห็นป้ายหยกลอยอยู่ตรงหน้า มันเื่แสงสีขาวจาง ๆ ก่อนจะปรากฏร่างจิติญญาของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง รัศมีบุญกุศลโอบล้อม พลังตบะกล้าแข็ง ทั้งยังมีการแต่งกายที่ดูราวกับเป็เทพเซียนอย่างไรอย่างนั้น
"อาจารย์..." เฉินม่อไป๋ตกตะลึงเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความดีใจ "ท่านบรรลุเป็เซียนแล้วหรือ"
"ใช่" เฉินจูอินยิ้มอ่อนโยน นางหลุบตามองป้ายหยกในมือก่อนจะถอนหายใจ "เ้าไม่น่าใช้งานป้ายหยกชิ้นนี้เลยจริงๆ"
"เพราะเหตุใดหรือ" เฉินม่อไป๋ขมวดคิ้ว
"ที่เ้ายังอยู่ตรงนี้ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ก็เพราะถูกป้ายหยกตรึงดวงิญญาเอาไว้ ข้าพยายามลงมาช่วยปลดพันธนาการให้แล้ว แต่...เวลาบนโลกมนุษย์กับ์นั้นต่างกันเกินไป" เฉินจูอินส่ายศีรษะ หากนางมาช้ากว่านี้ ไม่แน่ว่าดวงิญญาของเฉินม่อไป๋คงสลายหายไป กลายเป็พลังงานไร้จิตสำนึกบนโลกแล้วก็ได้
"มาช้าก็ดีกว่าไม่มานะเ้าคะ" เฉินม่อไป๋ยิ้ม นางเป็คนเรียบง่ายเป็ทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่คิดอะไรให้มาก
อีกอย่างนางก็นึกสังหรใจอยู่แล้วว่าที่ต้องติดอยู่ที่นี่น่าจะเกี่ยวกับป้ายหยกชิ้นนั้น...เอาเถอะ อย่างไรก็ให้ถือเป็บททดสอบของ์ก็แล้วกัน
"เ้ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน" เฉินจูอินหัวเราะเบา ๆ มองศิษย์เอกของตนด้วยสายตาเอ็นดูระคนปวดใจ เด็กคนนี้อยู่ที่นี่มาหลายพันปีคงลำบากไม่น้อย นางััได้ถึงห้วงอารมณ์เศร้าโศกของดวงิญญาได้อย่างชัดเจน
"ข้าก็ยังเป็ข้า...แล้วตอนนี้ข้าต้องไปเกิดใหม่เลยหรือไม่" เฉินม่อไป๋ตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ในแววตาเจือความคาดหวัง
เฉินจูอินยิ้มแล้วชี้นิวที่ระหว่างคิ้วของเฉินม่อไป๋ จากนั้นหญิงสาวก็รับรู้ได้ถึงกระแสธารอบอุ่นของชีวิตสายหนึ่ง
"ข้าััได้ถึงดวงิญญาอีกครึ่งหนึ่งอยู่ไม่ไกล เอ๋ ร่างเกิดใหม่ของข้า?" เฉินม่อไป๋หลับตาใช้จิตัั
"ถูกต้อง เ้าจะได้ไปเข้าร่างเกิดใหม่ หลังจากนี้ก็ดูแลตัวเองดี ๆ เล่า อย่าทำให้เป็ห่วงเช่นนี้อีก" เฉินจูอินแววตาอ่อนโยน ขณะนั้นเอง ด้านหลังก็พลันปรากฏเงาของชายในชุดทหารสีขาวสองคน
"เซียนเฉินจูอินทำผิดกฎ์ ลักลอบลงมาโลกมนุษย์ทั้งยังติดต่อกับิญญาคนตายโดยพลการ โปรดตามพวกเราไปรับโทษด้วย"
เมื่อเฉินม่อไป๋ได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง ความรู้สึกตื้นตันเอ่อล้นขึ้นมา อาจารย์ของนางถึงกับทำผิดกฎ์เพื่อมาช่วยเหลือศิษย์โง่เง่าเช่นนี้...
นางทำให้อาจารย์ลำบากแล้ว
"อาจารย์ต้องไปแล้ว ไม่ต้องห่วง รับทัณฑ์์เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่หลังจากเ้าเข้าร่างเกิดใหม่ก็อย่าลืมตั้งศาลบูชาให้เหล่าอาจารย์ของสำนักด้วยเล่า อ้อ ส่งอาหารไปให้มากหน่อยนะ พวกเขาแทบจะหลงลืมรสชาติอาหารธรรมดาไปหมดแล้ว" เฉินจูอินหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ยี่หระกับโทษทัณฑ์ที่ต้องรับ
เหล่าอาจารย์หรือเ้าสำนักแต่ละรุ่นนั้นละทิ้งซึ่งกิเลสทั้งปวงเพื่อบำเพ็ญเพียรขึ้นเป็เซียน แต่เมื่อขึ้น์จริง ๆ กลับไม่ได้มีกฎข้อห้ามใดให้ละทิ้งซึ่งกิเลส ขอแค่สร้างบุญกุศลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และบำเพ็ญเพียรจนถึงจุดหนึ่งก็พอแล้ว นั่นเลยทำให้พวกนางเกิดความนึกเสียดายขึ้นมาที่ไม่ได้ตักตวง่เวลาดี ๆ บนโลกมนุษย์เอาไว้ โดยเฉพาะการกินอาหาร ถึงแม้เทพเซียนจะอิ่มทิพย์แต่ก็ยังโหยหาการกินอาหารปกติอยู่เสมอ
เฉินม่อไป๋ได้ฟังก็หัวเราะทั้งน้ำตา "ได้เ้าค่ะ ข้าจะส่งไปให้มากเท่าที่พวกท่านจะกินไหวเลย!"
"ดี" เฉินจูอินพยักหน้าพอใจจากนั้นนางก็เดินจากไปพร้อมกับทหารชุดขาวสองตน
หลังจากเฉินม่อไป๋ลืมตาขึ้นก็พบว่าดวงิญญาของตนเองสามารถล่องลอยไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระแล้ว ทั้งยังรับรู้ได้ถึงดวงิญญาอีกครึ่งหนึ่งซึ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เฉินม่อไป๋จึงลอยไปตามทางที่ััได้ เพียงไม่นานก็เห็นกลุ่มนักเรียนพร้อมครูผู้ชายดูมีอายุสองคนกำลังนั่งรถบัสขึ้นมาบนูเา
เฉินม่อไป๋เห็นร่างเกิดใหม่ของตนเองแล้วก็รู้สึกแปลกใจยิ่ง เพราะเหตุใดร่างเกิดใหม่จึงดูคล้ายผู้ชายนัก ทั้งยังตัดผมสั้นราวกับผู้ชายด้วย?
ิญญาหญิงสาวไม่ได้กลับเข้าร่างในทันที เธออยากดูสถานการณ์ก่อนว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น
เธอติดตามรถบัสไปจนถึงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง ขณะนั้นสังเกตร่างของตนเองไปด้วย หญิงสาวผมสั้นดูแววตาเลื่อนลอยเล็กน้อย จะมีบางครั้งที่จ้องมองอะไรนาน ๆ แล้วโคลงศีรษะอย่างนึกสนุกและยิ้มซื่อ ๆ ออกมา ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจกับตัวตนของเด็กพิเศษนี้เท่าไหร่ แม้แต่อาจารย์ก็ยังปล่อยปละละเลย
เมื่อรถบัสหยุดเคลื่อนที่ ทุกคนก็ค่อย ๆ ทยอยลงไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครสนใจเฉินม่อไป๋เลยแม้แต่คนเดียว ร่างเกิดใหม่ของเธอลงจากรถบัสเป็คนสุดท้าย ทันใดนั้นด้านหน้าก็ถูกขวางด้วยผู้ชายกลุ่มหนึ่ง
"ไอ้ปัญญาอ่อนแกจะลงมาทำไม กลับขึ้นรถไปซะ" ชายหนุ่มร่างสูงกำยำคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ ใบหน้าเผยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
ร่างเกิดใหม่ของก้มหน้าแล้วตัวสั่นอย่างหวาดกลัว เธอไม่กล้าก้าวต่อ แต่ก็ไม่ได้้ากลับขึ้นรถ "ยะ อยากไปถ่าย ระ รูปรวม"
เฉินม่อไป๋ที่ดูอยู่ก็พลันขมวดคิ้ว ขนาดเสียงยังทุ้มต่ำ หรือร่างเกิดใหม่ครั้งนี้จะเป็ผู้ชายจริง ๆ ?
ชายร่างสูงแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเหยียดหยาม "ถ่ายรูปรวมบ้าบออะไร ไม่มีใครเขาอยากจะถ่ายรูปรวมกับแกหรอก"
พูดจบ ชายร่างสูงก็ลากเฉินม่อไป๋ขึ้นไปบนรถบัสก่อนจะติดสินบนคนขับให้ปิดประตูเอาไว้ ทำให้เธอทำตัวไม่ถูกไปชั่วครู่
"เอ้า เด็ก ๆ มาถ่ายรูปกัน"
เสียงครูวัยกลางคนะโด้านนอกดังเข้ามาในรถ ทำให้ร่างเกิดใหม่เกิดความกระสับกระส่ายพร้อมพึมพำ "ต้องไปถ่ายรูป คุณครูเรียก ครูเรียก..."
ิญญาของเฉินม่อไป๋ย่นคิ้ว ทำไมคราวนี้เป็เสียงผู้หญิงไปแล้วล่ะ เธอยังไม่กล้าเข้าร่างของตนเองในยามนี้ พยายามเก็บข้อมูลรอบ ๆ อย่างสงบ
ในจังหวะที่ร่างเกิดใหม่กำลังจะเดินไปที่ประตู กระเป๋าของเธอก็สั่นไหวน้อย ๆ มือเรียวจึงหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา
เฉินม่อไป๋เห็นรูปหน้าจอก็ชะงักค้างไปชั่วครู่ นั่นไม่ใช่เจี้ยนลู่หรอกหรือ?!
หรือว่านี่จะยังเป็ร่างเกิดใหม่ครั้งที่สามสิบสามของเธอ...ถ้าแบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย!
ดวงิญญาของหญิงสาวยินดีอยู่ในใจลึก ๆ
"ไป๋ไป๋ลูกถึงจุดชมวิวรึยังเอ่ย หรือลงจากเขามาแล้ว" เจี้ยนลู่ถามอย่างอารมณ์ดี วันนี้ชั้นเรียนของลูกสาวไปทัศนศึกษานอกสถานที่เธอจึงต้องโทรเช็กทุก ๆ ชั่วโมงเพื่อให้แน่ใจว่าลูกสาวไม่เป็อันตรายอะไร
"แม่จ๋า" เฉินม่อไป๋รับโทรศัพท์ด้วยเสียงสั่น ๆ
เจี้ยนลู่มีััที่ไวต่ออารมณ์ของลูกสาวเป็พิเศษ เพียงแค่ได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าอารมณ์ของลูกไม่ค่อยปกติ "ไป๋ไป๋ลูกเป็อะไร ใครทำอะไรลูก"
"เพื่อนนักเรียนเข่อ ไม่ ไม่ให้หนูลงจากรถ ฮือ ครูให้ไปถ่ายรูปแล้ว แต่ แต่หนูไปไม่ได้ ฮึก" เฉินม่อไป๋พูดไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ทั้งยังร้องไห้งอแง แต่เจี้ยนลู่ก็ยังเข้าใจ
หญิงวัยกลางคนปลายสายผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ลูกสาวก็ไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย เธอจึงพูดโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ลูกจ๋า เพื่อนนักเรียนเข่อเขาเป็ห่วงหนู เขากลัวว่าหนูจะลงจากรถแล้วหกล้มเหมือนคราวก่อนเลยให้อยู่ในรถไงจ๊ะ"
"จริงเหรอ" เฉินม่อไป๋สะอื้นเสียงเบา จากนั้นก็ถามย้ำอีกครั้ง
"ใช่จ้ะ หนูเป็เด็กดีนั่งรอเพื่อน ๆ ในรถนะ เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว" ถึงแม้ใจของเธอจะรู้ดีว่าลูกสาวโดนแกล้ง แต่ก็ยังโกหกไป
"ก็ได้" เฉินม่อไป๋ในร่างเกิดใหม่มีความเชื่อใจมารดาอย่างถึงที่สุด หากไม่ใช่เจี้ยนลู่ ไม่แน่ว่าอาการของเธอจะสงบได้ง่ายขนาดนี้
"งั้นลูกก็ทำตัวดี ๆ นะ กลับบ้านมาแล้วแม่จะทำกับข้าวของโปรดลูกไว้รอ" เจี้ยนลู่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"อื้อ" ร่างเกิดใหม่ของเฉินม่อไป๋อารมณ์ดีขึ้นทันทีเมื่อพูดถึงของกิน เธอกลับไปยังที่นั่งของตัวเองแล้วโคลงศีรษะ คาดว่าในใจคงกำลังคิดถึงอาหารเย็นแล้ว
ดวงิญญาหญิงสาวอมยิ้มแล้วส่ายศีรษะเล็กน้อย อดเอ็นดูตัวเองในตอนนี้ไม่ได้จริง ๆ
หลังจากผ่านไปได้สักพัก นักเรียนและคุณครูก็กลับขึ้นรถบัส พวกเขาทำราวกับไม่เห็นเฉินม่อไป๋ หากดีหน่อยก็ถูกเมินหรือไม่ก็มองด้วยสีหน้ารังเกียจ แต่ถ้าโชคร้ายหน่อยก็ถูกมือของใครบางคนตบศีรษะ
"เ้าเด็กหน้าเหม็นนี่!" เฉินม่อไป๋ในร่างิญญาชี้หน้าชายหนุ่มหน้ากลมอย่างมีโทสะ ตอนนี้นางยังไม่กลับเข้าร่างดังนั้นจึงได้แต่จดลงบัญชีหนังหมาในใจ
เฉินม่อไป๋สามารถทำร้ายคนมนุษย์ได้แต่ก็ไม่ทำ เพราะการลงมือกับผู้คนที่ยังมีชีวิตจะทำให้ิญญามีบาปติดตัว เธอไม่ยอมมีบาปติดตัวเพราะเด็กหน้าเหม็นคนเดียวหรอก!
ฝากไว้ก่อนเถอะ!