ซูหยางเค้นสมองจนแทบแตกก็ยังนึกไม่ออกว่าเขาไปทำอะไรให้ผู้าุโหลิวขุ่นเคืองใจ
ในเมื่อนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก เขาจึงสรุปเอาเองว่าผู้าุโหลิวคงจะเข้าสู่่ ‘วัยทอง’ แล้วจริง ๆ
เมื่อครูหนุ่มเดินมาถึงห้องเรียน เห็นนักเรียนห้อง 5 กำลังฝึกยามเช้ากันอยู่ เขาจึงไม่เข้าไปรบกวน และเดินกลับมายังห้องทำงานเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาของตนเองต่อ
ปัจจุบันเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัดของซูหยางฝึกมาถึงเพียงขั้นที่สองคือกระดูกทองแดง แถมความก้าวหน้ายังผ่านไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
น่าเสียดายที่ระบบไม่สามารถตรวจสอบค่าความเข้ากันของตัวเขาเองกับวิชาที่ฝึกอยู่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงเลือกทำลายวรยุทธ์เดิมแล้วเริ่มฝึกใหม่ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ขยายเส้นชีพจรและสร้างปราณโกลาหลขึ้นมาได้ ซูหยางััได้ชัดเจนว่าความเร็วในการฝึกฝนของเขานั้นพุ่งทะยานราวกับติดปีก
การฝึกฝนเพียงเล็กน้อยเมื่อคืนที่ผ่านมา ให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการฝึกฝนตามปกติถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม
วิธีการฝึกขั้นกระดูกทองแดงนั้นไม่ซับซ้อน พูดง่าย ๆ คือการชักนำปราณไปเคลือบไว้บนผิวของกระดูกทั่วร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกและยกระดับพลังป้องกัน
ก่อนหน้านี้ซูหยางฝึกฝนอย่างยากลำบาก การจะเคลือบกระดูกนิ้วเพียงนิ้วเดียวต้องใช้เวลาถึงสิบวันครึ่งเดือน ทว่าเมื่อคืนนี้เขาเพียงชักนำปราณโกลาหลออกมาประเดิมการเคลือบกระดูก เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเขาก็เคลือบกระดูกนิ้วก้อยได้สำเร็จ และด้วยพลังแฝงของปราณโกลาหล ซูหยางรู้สึกได้ทันทีว่าความแข็งแกร่งของนิ้วก้อยนี้เหนือกว่านิ้วอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
วิธีการทดสอบนั้นแสนเรียบง่าย เขาใช้นิ้วจิ้มลงไปบนแผ่นไม้หนาสองเิเอย่างแรง
นิ้วอื่น ๆ สามารถทะลวงแผ่นไม้ได้เพียงสองชั้น แต่นิ้วก้อยกลับแทงทะลุสามชั้นได้อย่างง่ายดาย
หากนิ้วก้อยไม่ติดว่ามันสั้นเกินไป ซูหยางรู้สึกว่าการจะแทงทะลุแผ่นไม้สี่ห้าชั้นก็คงไม่ใช่เื่ยาก
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูหยางจึงตัดสินใจรื้อฟื้นการฝึกขั้นกระดูกทองแดงใหม่ทั้งหมด โดยใช้ปราณโกลาหลเคลือบกระดูกซ้ำอีกรอบ เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของร่างกายให้ถึงขีดสุด
ทว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว
การฝึกฝนประเภทนี้เผาผลาญพลังกายและสมาธิมหาศาล เพียงแค่เคลือบกระดูกมือขวาเสร็จ ความหิวโหยก็จู่โจมเขาทันที
น้ำยาเสริมสารอาหารที่เก็บไว้ในตู้แช่ขนาดเล็กในห้องทำงานถูกซูหยางจัดการจนเกลี้ยงในพริบตา
"ปราณโกลาหลนี่ดีทุกอย่างจริง ๆ ยกเว้นเื่เดียวคือ... เปลืองตังค์ชะมัด"
ซูหยางเริ่มหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาดีดตัวเลขทันที
"น้ำยาเสริมสารอาหารซองนี้ หักลบสวัสดิการแล้วก็ตกซองละร้อยหยวน"
"เคลือบกระดูกแค่ฝ่ามือเดียวก็ปาไปพันสองแล้ว"
"ซี้ด... แพงชะมัด ถ้าจะเคลือบทั้งตัวเนี่ย ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายหลายหมื่นเลยเหรอ!"
ซูหยางเริ่มรู้สึกว่าเงินเก็บของเขากำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่!
เขาทำงานมาได้เพียงสองปีครึ่ง ต่อให้ประหยัดมัธยัสถ์แค่ไหนก็มีเงินเก็บเพียงหนึ่งแสนหยวนเท่านั้น
หากต้องเจียดเงินหลายหมื่นออกมาเพื่อฝึกขั้นกระดูกทองแดงใหม่ รายรับย่อมไม่พอกับรายจ่ายแน่นอน
"ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้แล้วล่ะ!"
ใจหนึ่งเขาก็อยากจะไปรับงานเสริมที่หน่วยลาดตระเวน แต่ปัญหาคือตอนวิกฤตเขาอาจจะใช้งานจริงไม่ได้ ดีไม่ดีจะถูกส่งเข้าคุกข้อหาต้มตุ๋นไปนั่งเย็บผ้าแทนเสียนี่
ทางเลือกที่ดูเป็ไปได้มากกว่าคือการเป็พรานล่าสัตว์ร้าย แต่น่าเสียดายที่เกณฑ์ขั้นต่ำของบรรดาตระกูลใหญ่และบริษัทต่าง ๆ คือระดับลึกลับยุทธ์ขั้นเจ็ด แถมต่อให้เขาจะมีพลังฝีมือถึงเกณฑ์ แต่เื่เวลาก็ยังเป็ปัญหา
พรานล่าสัตว์ร้ายทำงานให้กับบริษัทและตระกูลใหญ่ ประเภทที่ว่า ‘ไม่รับงานสามปี รับทีอยู่ได้สามปี’ งานแต่ละภารกิจต้องใช้เวลาเป็สิบวันหรือครึ่งเดือน ซูหยางไม่สามารถทิ้งโรงเรียนไปนานขนาดนั้นได้ อย่างมากก็ต้องรอ่ปิดเทอม
เมื่อตัดสองทางนี้ออกไป ก็เหลือเพียงทางเดียวคือ... การ ‘อาศัย’ พลังงานบริสุทธิ์ที่ได้จากการเลื่อนระดับพลังของพวกนักเรียน!
อยากถอนขนแกะจากเ้าพวกเศรษฐีห้อง 5 จริง ๆ เลยโว้ย!
ที่บ้านพวกเขามีฐานะดี น้ำยาเสริมสารอาหารมีกินมีใช้ไม่ขาดมือแน่นอน
แต่ในฐานะครู เื่ของจรรยาบรรณและหลักการนั้นยอมความไม่ได้
"ยังไงก็ต้องเลือกทางพึ่งพาอาศัยนี่แหละ ความสุขที่ได้มาฟรี ๆ มันช่างหอมหวาน!"
่สองวันนี้จูเทาดูเงียบไปผิดปกติ มีความเป็ไปได้สูงว่าเขาจะติดขัดในเื่การฝึกแบบคู่
เ้าเด็กปากแข็งคนนี้ไม่ยอมปริปากบอกความคืบหน้าในการฝึกเลย ซูหยางจึงทำอะไรไม่ได้ไปพักหนึ่ง
เมื่อคิดไปคิดมา เขาจะวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวไม่ได้
ซูหยางจึงตัดสินใจมองหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมให้กับหลี่อีิ ซึ่งมีประสิทธิภาพการฝึกเป็อันดับสองรองจากจูเทา
หากเทียบกับนิสัยของจูเทาแล้ว หลี่อีิถือว่าคุยง่ายกว่าเยอะ
ประกอบกับเพิ่งมีเหตุการณ์เกราะกลคุ้มคลั่งเกิดขึ้น ซูหยางเชื่อว่าตอนนี้หลี่อีิน่าจะให้ความร่วมมือกับเขาเป็อย่างดี
คิดแล้วก็ลงมือทันที ในขณะที่ห้อง 5 กำลังฝึกยามเช้า ซูหยางก็มุ่งหน้าไปยังห้องสมุดเพื่อค้นหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมให้กับหลี่อีิ
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องเรียน จูเทาที่กำลังนั่งสมาธิอยู่พยายามควบคุมปราณสองสายตามที่ซูหยางแนะนำไว้ในสมุดบันทึก
ปัญหานี้ค่อนข้างเร่งด่วนจริง ๆ
ทุกครั้งที่จูเทาต้องกดปราณที่ดุดันของเคล็ดวิชาหมัดเทพัขดไว้ในจุดตันเถียนโดยไม่ให้มันหมุนเวียน เขาต้องทนเ็ปอยู่นานแสนนาน
ความเ็ปแบบนี้มันไม่มีทางชินได้เลยจริง ๆ
แถมแต่ละครั้งความเจ็บยังพัฒนาไปในรูปแบบใหม่ ๆ จนเขาต้องรีบดึงปราณหมัดเทพัขดเข้าสู่การโคจรจักรวาลน้อยให้ได้โดยเร็วที่สุด
ปราณของเคล็ดวิชาเข็มสลักเมฆาปะชะตาฟ้ามีความนุ่มนวลและควบคุมง่ายสำหรับจูเทา แต่ปราณของหมัดเทพัขดนั้นกลับพยศอย่างยิ่ง สั่งให้ไปตะวันออกมันดันไปตะวันตก แถมยังคุ้มคลั่งจนคุมไม่อยู่บ่อยครั้ง
เดิมทีจูเทาก็ฝึกฝนปราณที่ดุดันสายนี้ได้ไม่ดีนักอยู่แล้ว
เมื่อยืนยันว่าปราณที่อ่อนโยนเริ่มโคจรจักรวาลน้อยไปโดยอัตโนมัติแล้ว จูเทาก็ค่อย ๆ ชักนำปราณที่ดุดันออกมาจากจุดตันเถียน เพื่อลองฝึกโคจรแบบต่างความเร็ว
แต่จังหวะในการดึงมันออกมานั้นควบคุมยากเหลือเกิน เร็วไปก็ชนท้าย ช้าไปก็โดนชนท้าย
เขาลองดูไม่กี่ครั้ง การปะทะกันทำเอาเืลมในร่างกายตีกลับจนใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อการฝึกยามเช้าสิ้นสุดลง สมาชิกห้อง 5 ต่างค่อย ๆ ลืมตาขึ้น บิดี้เี และเตรียมจะดื่มน้ำยาเสริมสารอาหาร
ทว่าพอพวกลืมตาขึ้นมา ก็เห็นจูเทาหน้าแดงก่ำราวกับเืจะทะลักออกมา ทุกคนจึงมองหน้ากันด้วยความใ
"เทาจื่อ เป็อะไรไปเนี่ย!?"
"ทำไมฝึกยามเช้าแล้วทำหน้าเหมือนจะไปสู้กับใครมาแบบนั้น?"
"ดูสิ หน้าแดงจนจะกลายเป็สีม่วงแล้ว!"
ทุกคนเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็ไม่กล้าปลุกจูเทาให้ตื่นจากการทำสมาธิ
เพราะไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้จูเทากำลังเผชิญกับอะไร การะโเรียกกะทันหันอาจทำให้เขาเสียสมาธิ และอาจนำไปสู่หายนะร้ายแรงได้
"คนแซ่ซูอยู่ไหน!?"
"รีบไปเรียกที่ห้องทำงานเร็ว!"
หลี่อีิรีบวิ่งไปที่ห้องทำงานของซูหยางทันที เขาเคาะประตูและะโเรียกอยู่นานแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงวิ่งกลับมาที่ห้องเรียนด้วยท่าทางร้อนรน "เหล่าซูไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงาน!"
"เชี่ย! เวลาที่้าตัวดันหายหัวไปซะงั้น!"
"โทรหาเลย เร็วเข้า!"
ทุกคนรีบควักมือถือออกมา แต่แล้วก็ต้องชะงักไป
"ฉันไม่มีเบอร์คุณซู!"
"ฉันก็ไม่มี!"
"ฉันมี!"
หลี่อีิรีบกดโทรออกหาซูหยางทันที
ซูหยางซึ่งกำลังตั้งใจค้นหาเคล็ดวิชาอยู่ในห้องสมุดััได้ว่ามือถือสั่น เมื่อเห็นว่าเป็เบอร์หลี่อีิเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินออกมาจากห้องสมุดเพื่อรับสาย "มีอะไรเหรอ?"
"เหล่าซูครับ เกิดเื่ใหญ่แล้ว!" หลี่อีิละล่ำละลักบอก "จูเทาไม่ยอมตื่นครับ ตอนนี้หน้าเขาแดงจนจะกลายเป็สีม่วงอยู่แล้ว!"
"สีม่วงเหรอ?" ซูหยางรีบถาม "สีม่วงแบบเดียวกับรอยช้ำตอนที่พ่อแม่เธอตีเธอหรือเปล่า?"
วิธีกระแสต่างความเร็วนั้นต้องอาศัยการลองผิดลองถูก ใน่นี้ย่อมทำให้เืลมตีกลับ การที่หน้าแดงจนม่วงถือเป็เื่ปกติ
หลี่อีิตอบกลับตามสัญชาตญาณ "พ่อแม่ผมไม่เคยตีผมนะครับครู!"
ซูหยางถึงกับใบ้กิน
โกหกชัด ๆ...
นายต้องไม่รู้ตัวแน่ ๆ