Side story 02 : 9 years ago
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้!! ..อ๊ากกก!”
เสียงของชายคนหนึ่งกำลังร้องขอความเชื่อเหลือได้ไม่ทันจบประโยค ขาของเขาที่กำลังวิ่งอยู่นั้นก็ถูกตัดออก ตามด้วยลำตัวของเขาที่ฉีกขาดออกจากกัน เืสีแดงสาดกระเด็นไปตามพื้นอิฐสีเทา ภาพที่น่าสยดสยองนี้ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความหวาดกลัว
“กริ๊ดดดดด ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!!!”
หญิงสาวอีกคนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพยายามวิ่งหนีจากสัตว์ประหลาด ที่เริ่มหันมาไล่ตามเธอต่อ… และนี่ไม่ใช่เสียงกรีดร้องเสียงเดียวที่กำลังร้องขอชีวิต…
ตอนนี้ ‘วอร์เลนเซีย’ กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน... ศัตรูที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้… พวกเขาไม่มีแผนรับมือใดๆทั้งนั้น.. เช้าวันเฉลิมฉลองครบรอบวันสถาปนาอาณาจักรวอร์เลนเซียในขณะนี้กำลังถูกย้อมไปด้วยสีของเื ผู้คนที่กำลังอยู่ในงานฉลองนั้นต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดกันสุดชีวิต แม้จะมีกองทหารนับพันเข้ามาช่วยแล้วก็ตาม แต่การบุกโจมตีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวอีกทั้งยังมีจำนวนเยอะเกินกว่าจะรับมือได้ ทำให้พวกทหารเองก็กลายเป็เยื่อของสัตว์ประหลาดพวกนี้ไม่ต่างกับพวกชาวเมือง
“หลบไป!”
ในตอนที่ผู้คนกำลังวิ่งหนีกันชุลมุน เสียงของชายในชุดเกราะสีเงินก็ดังขึ้น
“ทะ ท่านวีรบุรุษสีเงินนี่!! ท่านวีรบุรุษสีเงินยังไม่ตาย!”
“ท่านวีรบุรุษสีเงินได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!!”
ชาวบ้านหลายคนที่เห็นการปรากฏตัวของเขา ต่างพากันหลีกทางให้โดยทันที ท่ามกลางความสิ้นหวังในเวลานี้ได้เกิดปฏิหารบางอย่างขึ้น บุคคลผู้ถูกขนานนามว่า ‘วีรบุรุษสีเงิน’ ซึ่งถูกประกาศว่าตายไปในากำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
“รีบไปที่หลบภัย! เร็วเข้า!”
ชายในชุดเกราะสีเงินพูด ก่อนจะดึงดาบสีดำสนิทข้างตัวขึ้นมาแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าเข้ารับการโจมตีจากสัตว์ประหลาดที่ไล่ตามมา สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกับกระดูกของมนุษย์แต่กลับมีขาเป็กระดูกแหลมหลายขาเหมือนกับแมงมุมใช้กระดูกแขนแหลมยาวของมันแทงไปที่วีรบุรุษสีเงิน แต่แน่นอนว่าผลไม่ได้เป็ไปตามที่มัน้า ชายหนุ่มสะบัดดาบสีดำคู่กายได้ทันปัดการโจมตีนั้นได้ทันแล้วหันคมดาบฟันร่างของสัตว์ประหลาดแตกกระจาย
“..ท่านแม่ทัพ!”
ทหารและอัศวินหลายนายที่กำลังต่อสู้อยู่ เริ่มสังเกตเห็นบุคคลที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ได้
“ไม่อยากจะเชื่อ!? ท่านแม่ทัพ! พวกเราคิดว่าท่าน..”
“เื่นั้นไว้ทีหลัง! จัดการพวกมันก่อน! ฟันที่ข้อต่อกระดูก!!”
“ระ รับทราบ!”
หลังคำสั่งการของวีรบุรุษสีเงิน เหล่าทหารและอัศวินที่แตกตื่นอยู่เมื่อครู่ก็กลับมามีสมาธิแล้วโจมตีพวกสัตว์ประหลาดตามที่ได้รับสั่ง ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็ไปตามที่เขากล่าว สัตว์ประหลาดพวกนี้เมื่อโดนฟันที่ตามข้อต่อกระดูก พวกมันจะขยับเขยินไม่ได้อีก ระหว่างที่ขวัญกำลังใจของพวกทหารกลับมาอีกครั้ง จำนวนของสัตว์ประหลาดโครงกระดูกด้วยนี้เริ่มลดลงแต่กลับมาสัตว์ประหลาดชนิดอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก รูปร่างของมันคล้ายกับปลิงสีม่วงคล้ำแต่มีขนาดใหญ่พอๆกับม้าหนึ่งตัวและพยายามไต่ตามกำแพงเพื่อเข้ามาในเมือง
“นะ นั่นมันตัวอะไร!?”
“..ไม่ใช่แค่พวกมัน!! ดูบนฟ้านั่นสิ!!”
เสียงของเหล่าทหารที่โต้ตอบกันอยู่ ทำให้ชายในชุดเกราะสีเงินเงยหน้าขึ้นมองตาม ...มันคือสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกับนกตัวใหญ่แต่ที่ท้องและปากของมันกลับมีเขี้ยวแผลมยาวและหนวดสีดำที่น่ารังเกียจกำลังเคี้ยวร่างของมนุษย์สองสามร่างอยู่.. มีชิ้นส่วนของร่างกายบางส่วนหลุดร่วงลงมากระแทกกับพื้น… นี่เป็สิ่งที่เกินกว่าจินตนาการที่พวกเขาจะรับได้ ความสยดสยองของสิ่งมีชีวิตพวกนี้…
“ปีศาจ!! พวกนี้มันปีศาจชัดๆ!! พระเ้า!! ท่านเทพแห่งชีวิตได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!!”
บาทหลวงคนหนึ่งที่หวาดกลัวเกินกว่าจะหลบหนีได้พูดออกมาเสียงดัง ร่างของบาทหลวงที่สั่นเทานั่งคุกเข่าอยู่กลางลานพิธีเฉลิมฉลอง เขาก้มตัวลงแนบกับพื้นและท่องบทสวดอ้อนวอนให้เทพเ้าคุ้มครอง… แน่นอนว่าต่อให้เขาพยายามสวดขนาดไหน ก็ไม่มีพระเ้าลงมาช่วยเขา… เสี้ยววินาทีนั้น ร่างของบาทหลวงก็ถูกหนวดสีดำดึงร่างขึ้นไปบนฟ้า ปากของสัตว์ประหลาดซึ่งอ้ารอรับไว้แล้วก็บดขยี้ร่างนั้นเป็ชิ้นๆ…
“มะ.. ไม่ไหว พวกเราต้องตายแน่ๆ…”
ทหารหลายนายเริ่มขวัญเสียกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สัตว์ประหลาดที่บินอยู่ท้องฟ้าไม่ได้มาแค่ตัวเดียว.. พวกมันมากันถึงสิบกว่าตัว… ความสิ้นหวังเริ่มเข้ามากัดกินจิตใจของพวกเขาอีกครั้ง
ไม่… ไม่มีทางรอดเลย…
“ Holy Barriers!! ”
เสียงดังกังวานของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น วงแหวนเวทพร้อมแสงสว่างสีขาวนวลปรากฎขึ้นปัดป้องหนวดสีดำของสัตว์ประหลาดที่กำลังพุ่งเข้ามาทันท่วงที
“...! เ้าหญิงดิไวท์!!”
เสียงฮือฮาของเหล่าทหาร ทำให้วีรบุรุษสีเงินที่จดจ่อกับการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดอยู่หันไปหาหญิงสาวคนนั้น หญิงผู้ที่ไม่ควรมายืนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ที่สุด…
“..ขอโทษนะคะ ท่านแม่ทัพ.. ฉันไม่สามารถหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวได้จริงๆค่ะ!”
“เ้าหญิง! นี่ท่านยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ว่าท่านสำคัญกับอาณาจักรมากแค่ไหน!? จะให้ข้าต้องอธิบายอีกกี่ครั้ง!?”
ชายในชุดเกราะสีเงินตะคอกออกมาอย่างมีน้ำโห ต่อให้ไม่เห็นใบหน้าของเขาเพราะหมวกเหล็กที่เขาใส่ตลอด ก็สามารถรับรู้ได้จากน้ำเสียงว่าเขาโกรธมากแค่ไหน
“ฉันเข้าใจดีค่ะ! แต่ฉันทนไม่ได้.. คุณต้องให้ฉันช่วยนะคะ!!”
ท่าทีของเ้าหญิงซึ่งยื่นกรานว่าจะอยู่ช่วยให้ได้..รวมไปถึงสถานการณ์ขณะนี้ ทำให้แม่ทัพไม่มีทางเลือก... เขาเหลือบมองหาใครสักคนแล้วหันกลับมาที่หญิงสาว
“เรย์ทริสกับฝ่าาล่ะ?”
“คุณเรย์ทริสแยกตัวออกไปช่วยกองทหารทางเขตปีกซ้ายค่ะ ส่วนท่านพ่ออยู่กับพี่อเล็กและพี่บรอเดอริค.. แล้วก็ฉันแอบหนีออกมาจากที่หลบภัยตอนที่ชุลมุนกันอยู่...”
“เ้าหญิงดิไวท์...…”
“ขอโทษค่ะ!! ขอโทษจริงๆค่ะ!!”
หญิงสาวก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด วีรบุรุษสีเงินถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาสะบัดดาบที่เปื้อนเมือกสีม่วงคล้ำจากการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเมื่อครู่ทีหนึ่ง แล้วหันหลังเดินไปทางเหล่าสัตว์ประหลาดซึ่งยังคงพยายามเข้ามาให้อาณาเขตที่เ้าหญิงเสกเอาไว้
“อย่าห่างจากข้าเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“ค่ะ!”
ดิไวท์เงยหน้าขึ้นแล้วมองไปที่เหล่าทหารที่กำลังต่อสู้อยู่ เธอผายมือออกแล้วเริ่มร่ายเวทอีกครั้ง
“ Holy Power! ”
สิ้นเสียงดังกังวานของหญิงสาวก็มีวงแหวนเวทพร้อมแสงสีขาวสว่างจ้าหมุนรอบตัวเหล่าทหารทั้งหมดในรอบบริเวณที่เธอยืนอยู่ ด้วยพลังนี้จะช่วยทำให้พวกเขาสามารถต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมพวกนี้ได้… เมื่อมีความหวังกลับมาอีกครั้ง ทั้งอัศวินและทหารต่างทุ่มสุดตัวเพื่อการต่อสู้ครั้งนี้... นี่ไม่ใช่เพียงแค่การปกป้องเ้าหญิง แต่เป็การปกป้องผู้คนและบ้านของพวกเขา
“ครืนนนนนนน!”
เสียงของแรงสั่นะเืบางอย่างดังขึ้น พื้นอิฐเริ่มค่อยๆแตกและมีรอยแยกออกจากกัน ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ตัวเมืองขึ้นมาเรื่อยๆ
“พวกเรารับมือตรงนี้ไหว ท่านแม่ทัพ!! รีบพาเ้าหญิงหนีไปเถอะครับ!”
หัวหน้าอัศวินหันมาะโบอกวีรบุรุษสีเงินก่อนจะรีบหันกลับไปง้างธนูยิงใส่สัตว์ประหลาดที่บินอยู่บนฟ้าต่อ เมื่อหญิงสาวได้ยินดังนั้น เธอจึงมีทีท่าว่าทักท้วงในทันที
“เ้าหญิง! ..ขออภัย!”
“..! เดี๋ยวค่ะ! ทะ ท่านแม่ทัพ! ว้าย!”
แม่ทัพไม่ได้สนใจคำทักท้วงใดๆจากเ้าหญิง เขารีบอุ้มเ้าหญิงขึ้นแล้วออกวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
“คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ! ฉันบอกว่าฉัน..!”
“ช่วยเงียบแล้วเลิกเอาแต่ใจสักที เ้าหญิง!”
หลังจากโดนวีรบุรุษสีเงินดุไป ดิไวท์ก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะกัดฟันแล้วพยายามพูดต่อ
“ได้โปรดพาฉันไปที่วิหารด้วยค่ะ! นี้เป็ทางเดียวที่จะช่วยทุกคนไว้ได้!”
“ข้าจะไม่พาท่านไปที่ไหนทั้งนั้น เ้าหญิง ท่านต้องรีบหนีไปจากที่นี่!”
“ได้โปรดเถอะค่ะ! ที่นั่นเป็จุดศูนย์รวมพลังเวททั้งหมดของเมืองนี้! ถ้าใช้ที่นั่นเป็สถานที่ร่ายเวทสร้างอาณาเขตป้องกัน ครั้งนี้ฉันจะไม่มีปัญหาเื่พลังเวทไม่พออีกแน่นอนค่ะ!”
ดิไวท์มองตรงไปที่วีรบุรุษสีเงินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความดื้อรั้นของเ้าหญิงนั้นทำให้เขาต้องปวดหัวอยู่บ่อยครั้งก็จริง แต่ทุกๆสิ่งที่เธอทั้งคำพูดและการกระทำนั้น ล้วนแต่เป็ความมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือผู้คนเสมอ.. เธอรู้ตัวดีว่าตนนั้นมีพลังเวทไม่มากพอที่จะใช้ความสามารถของผู้ถูกเลือกได้อย่างเต็มที่ เขายังจำได้ดี..ในวันที่เ้าหญิงพยายามจะชุบชีวิตทหารที่เสียสละชีวิตในา เธอชุบชีวิตไปได้เพียงแค่ 3 คน ก็กระอักเืออกมาจนล้มพับไป… โชคยังดีที่เธอไม่ได้เป็อะไรมาก แต่ต้องใช้เวลาถึง 4-5 วัน จนกว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาจากการหลับไหล
“เ้าหญิง.. หน้าที่ของข้าคือการปกป้องท่าน…”
“หน้าที่ของคุณคือการปกป้องประชาชนต่างหากค่ะ!”
“...เ้าหญิง”
“นี่เป็คำสั่งค่ะ! ท่านแม่ทัพ วีรบุรุษสีเงินแห่งวอร์เลนเซีย! พาเราไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์เดี๋ยวนี้!”
ดิไวท์พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น… ในเมื่อนี่เป็คำสั่งแล้ว... ในฐานะที่เขาเป็แม่ทัพและอัศวินที่รับใช้ราชวงศ์ ทำให้เขาไม่สามารถขัดคำสั่งใดๆได้
“...พ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพตอบกลับ แม้ว่าจะใช้เสียงที่นิ่งเฉยแต่ความจริงแล้วภายใต้น้ำเสียงนั้นกลับมีความกังวลใจอยู่เต็มไปหมด… เขาหยุดฝีเท้าลงก่อนที่จะวิ่งเลี้ยวเปลี่ยนเส้นทางที่ใช้อยู่ ชายหนุ่มเลือกใช้ทางลัดที่จะพาไปถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์ให้เร็วที่สุด ระหว่างทางนอกจากเจอพวกสัตว์ประหลาดที่พยายามไล่ตามแล้วยังมีศพของชาวเมืองจำนวนมากนอนเรียงรายอยู่ตลอดเส้นทาง ดิไวท์ทำได้แต่หลับตาลงเพียงกำฝ่ามือของเธอไว้และอดทนเก็บความรู้สึกที่อยากจะช่วยชุบชีวิตผู้คนเหล่านี้… ด้วยศักยภาพร่างกายของเธอนั้น ทำให้ไม่สามารถใช้เวทแห่งชีวิตได้100เปอร์เซ็นต์
“แฮ่ก… ”
เสียงหอบเบาๆของแม่ทัพเล็ดลอดผ่านหมวกเหล็ก การวิ่งในชุดเกราะโดยไม่ได้หยุดพักแถมต้องหยุดต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่ไล่ตามเป็ระยะๆ ส่งผลต่อร่างกายของเขาพอสมควร แต่โชคยังเข้าข้างพวกเขา การใช้เส้นทางลัดทำให้พวกเขามาถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์ในที่สุด ซึ่งสภาพของวิหารตอนนี้ก็ไม่ต่างจากที่อื่นๆในเมือง มีศพของแม่ชีและบาทหลวงจำนวนมากนอนอยู่ตามพื้น… ดูเหมือนจะไม่มีใครรอดชีวิต… แม่ทัพปล่อยเ้าหญิงออกจากอ้อมแขนให้เธอลงเดิน แล้วเดินไปยังศพของบาทหลวงคนหนึ่งที่นอนอยู่หน้าวิหาร
“...เอ็ดดี้”
เขาพึมพำชื่อของบาทหลวงคนนั้นออกมา ก่อนจะก้มลงแล้วยื่นมือไปลูบเปลือกตาที่เปิดค้างอยู่ให้ปิดสนิท
“...เพื่อนของคุณเหรอคะ…”
“..ใช่ ..พวกเรามักจะมาสวดมนต์ที่โบสถ์ด้วยกันตอนเด็กๆ..”
“........ถ้าคุณอยากให้ฉัน..”
“ไม่… ท่านมีสิ่งสำคัญกว่าที่ต้องทำ… เ้าหญิง…”
“.................ค่ะ …...ขอโทษนะคะ”
ดิไวท์กัดริมฝีปากตัวเองแล้วรีบเดินเข้าไปในวิหาร ขณะนั้นแรงสั่นะเืก็ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ...แม่ทัพรู้ดีว่าเวลาเริ่มไม่เหลือแล้ว เขาหยุดยืนอยู่หน้าวิหารแล้วหันไปมองส่งเ้าหญิงที่กำลังเดินเข้าไป เธอหันกลับมาหาแม่ทัพเมื่อรู้ตัวว่าเขาไม่ได้เดินตามเข้ามาด้วย
“ข้าจะถ่วงเวลาให้…”
“.....ดูแลตัวเองด้วยนะคะ”
เธอพูดเสียงเบาก่อนจะรีบหันหลังเดินเข้าไปในวิหารทันที
เมื่อเห็นว่าเหล่าสัตว์ประหลาดกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ แม่ทัพสะบัดดาบอีกครั้ง เขาตั้งดาบขึ้นมาแล้วเพ่งสมาธิ ดาบสีดำสนิทของเขาค่อยๆปลดปล่อยออร่าสีดำออกมา… นี่ไม่ใช่ดาบธรรมดาทั่วไป.. มันคือดาบที่ดูดกลืนพลังเวทของผู้ใช้และดูดกลืนพลังชีวิตของเหยื่อ ยิ่งดาบเล่มนี้ได้ฆ่ามากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้น… สิ่งนี้ถูกตกทอดต่อกันมาเรื่อยๆในตระกูลของเขา... ดาบของตระกูลที่คอยรับใช้ราชวงค์แห่งวอร์เลนเซียมาช้านาน...
“เข้ามา..”
วีรบุรุษสีเงินพูดขึ้นก่อนจะใช้ดาบฟันสวนกลับสัตว์ประหลาดที่พุ่งตัวเข้ามาโจมตีเขาระยะประชิด ไม่มีอะไรที่เขาต้องหวาดกลัวทั้งนั้น ตราบใดที่เขายังถือดาบเล่มนี้อยู่ในมือ จะไม่มีอะไรล้มเขาได้ทั้งนั้น…
ใช่แล้ว... ความเชื่อมั่นเป็สิ่งที่แข็งแกร่ง
แต่บางครั้ง… ความเชื่อมั่นที่มีมากเกินไปก็นำมาพาซึ่งหายนะเหมือนกัน
….
…
..
.
“แฮ่ก.. แฮ่ก.. เจอแล้ว!”
หญิงสาวหอบเล็กน้อย หลังจากพยายามเลื่อนแท่นบูชาออก แน่นอนว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวไม่มีทางเลื่อนของหนักๆแบบแท่นบูชานี้ออกได้หรอก... แต่เป็เพราะเธอโกงนิดหน่อยโดยการใช้เวทเพิ่มพลังให้กับตัวเอง
ข้างใต้แท่นบูชานั้นมีวัตถุซึ่งเป็ใจกลางพลังเวทของวอร์เลนเซียอยู่ มันคือหินเวทมนตร์สีขาวสว่างขนาดใหญ่ ดิไวท์รู้สึกได้ถึงพลังเวทแห่งชีวิตที่แพร่ออกมาจากหินเวทมนตร์ตรงหน้า ดูเหมือนว่าจะเป็ไปตามที่เคยอ่านเจอ… เอกสารลับ… หนังสือพันปีที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้ถูกเลือกแห่งเอโซเดียร์ หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า นักบุญ ...เป็ไปตามที่หนังสือของแกรนลิชเชอร์เขียนไว้.. เคยมีนักบุญคนหนึ่ง เมื่อสักราวๆ 500 ปีก่อน ได้มอบพลังให้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์ในวอร์เลนเซียเอาไว้ให้…
“ไม่อยากจะเชื่อ… มีเวทมนตร์แห่งชีวิตหลบอยู่ข้างใต้มาตลอดเลยเหรอเนี่ย…”
จากที่เธอเคยอ่านเจอในเอกสารนั้น 500 ปีก่อน วอร์เลนเซียยังไม่ได้เป็เมืองหลวงด้วยซ้ำ… ยังเป็เพียงเมืองเล็กๆแถบตอนเหนืออยู่เลย… น่าแปลกที่มีนักบุญมาถ่ายพลังเวทแห่งชีวิตเก็บเอาไว้ให้แบบนี้… ทำไมกันล่ะ..?
“...หรือว่า ...นักบุญคนนั้นรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่”
ดิไวท์รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง…
การที่นักบุญสามารถหยั่งรู้ถึงอนาคตได้.. อาจจะไม่ใช่แปลกอะไรก็ได้…
นั่นก็เพราะว่า...
“ ตูมมมมมมมมมมมมมม!! ”
มีเสียงของอะไรบางอย่างะเิอย่างรุนแรงข้างนอกวิหาร เ้าหญิงรู้ได้เลยทันทีว่าเหลือเวลาไม่มากนักแล้ว… เธอต้องรีบแล้ว...
“ขอร้องล่ะ… อย่าเพิ่งเป็อะไรไปนะคะ ท่านแม่ทัพ..”
เธอกุมมือของตัวเองไว้แน่น.. พยายามลบความกังวลในใจออกไปแล้วรีบตั้งสมาธิไปที่หินเวทมนตร์ตรงหน้า
‘ฉันขอยืมพลังของคุณนะคะ ท่านนักบุญ…’
ดิไวท์พูดในใจแล้วยืดแขนออกไปข้างจากนั้นก็ค่อยๆหงายฝ่ามือขึ้น
“ Holy Barriers!! ”
เสียงร่ายเวทของเ้าหญิงดังกังวาลอีกครั้ง ในครั้งนี้วงแหวนเวทมนตร์ปรากฎขึ้นอยู่เหนือหินเวทมนตร์ แสงสว่างจากหินเวทมนตร์นั้นเริ่มส่องสว่างมากขึ้นเรื่อยๆจนดิไวท์ต้องหลับตาลง..มันสว่างจ้าจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย
….
...
..
..
.
“ย๊ากกก!”
วีรบุรุษสีเงินะโหลบสัตว์ประหลาดตรงหน้าแล้วเหวี่ยงดาบสีดำฟาดเข้ากลางลำตัวของสัตว์ประหลาดจนกระดูก่ตัวของมันหักครึ่ง
เขาเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปข้างหน้า ที่กำแพงเมืองตรงนั้น...
ยิ่งแรงสั่นะเืก่อนหน้านี้เริ่มเข้าใกล้มาเรื่อยๆ เขาก็เริ่มกระวนกระวายใจหนักกว่าเดิม...
“ในหมอกสีดำนั่นมันอะไรกัน…”
เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง… เขารู้ได้เลยว่ามีบางอย่างอยู่ในหมอกสีดำนั่น...ชั่วแวบหนึ่งเขาเห็นบางสิ่งบางอย่างยื่นออกมา.. มันคล้ายกับมืุ์.. แต่เป็มือสีดำขนาดใหญ่หลายๆมือ… กำลังทำท่าทางเหมือนคว้าอะไรบางอย่างไปมา…
บางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการถึงได้… กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ...
ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความกลัวที่กำลังเริ่มกัดกินเขา
ตัวเขาอาจจะถูกมองว่าเป็อาวุธสังหารของราชวงค์ที่ไร้จิตใจก็จริง...
แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังเป็มนุษย์คนหนึ่ง…
ภายใต้ชุดเกราะที่สวมใส่อยู่ แท้ที่จริงแล้วเขาเป็เพียงชายคนหนึ่งที่ต้องแบกรับหน้าที่ของตระกูลอย่างไม่มีทางเลือก…
ระหว่างที่เขาพยายามคิดหาวิธีต่อกรศัตรูตรงหน้า สิ่งมีชีวิตแปลกปลอมที่มาพร้อมกับหมอกสีดำก็ค่อยๆยื่นมือสีดำนับร้อยของมันเข้ามาในกำแพงเมืองแล้วนิ้วมือของมันก็ค่อยๆหลุดร่วงลงสู่พื้น
เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่…
จนกระทั้ง… นิ้วมือสีดำพวกนั้นเริ่มขยับ…
มันเป็ภาพที่ชวนขนลุก... แม้ว่าจะอยู่ไกล แต่เขาก็พอจะเห็นได้….
มีอะไรบางอย่างขยับอยู่ในนิ้วมือพวกนั้น…
อะไรบางอย่างที่พยายามออกมา…
ในบริเวณนั้นมีกลุ่มทหารอยู่กลุ่มหนึ่งที่คอยเฝ้าระวังอยู่ พวกเขาถือหอกเตรียมรอโจมตีบางสิ่งที่พยายามจะออกมาจากนิ้วสีดำน่าสยดสยองพวกนั้น
“ โพละ!! ”
เนื้อของนิ้วสีดำแตกออกกระจุยกระจาย สิ่งที่อยู่ด้านในค่อยๆเลื้อยออกมา มันมีรูปร่างคล้ายกับงูมีเมือกสีดำที่หลังของมันมีหนามสีดำแหลมๆงอกออกมาคล้ายกับหลังของเม่น
พอพวกมันเห็นว่าเหล่าทหารกำลังจะโจมตีพวกมัน สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายงูพวกนี้ก็พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วด้วยไม่ลังเล บางตัวรีบม้วนตัวแล้วปล่อยหนามสีดำที่หลังของมันกระจายไปทั่ว…
แทบไม่ต้องเดาว่าผลลัพธ์ออกมาเป็อย่างไร… ทหารทุกคนในบริเวณนั้นล้มลงกับพื้นภายในเสี้ยววินาที… เมื่อเหยื่อตรงหน้าแน่นิ่งไปหมดแล้ว พวกมันก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง…
“เ้าหญิง….”
…...
….
...
...
..
.
หลังจากแสงสว่างวูบหายไปหมด วิสัยทัศน์ของเ้าหญิงก็กลับมาเป็ปกติ แม้ว่าเธอยังไม่เห็นว่าผลออกมาเป็อย่างไง แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงพลังเวทแห่งชีวิตที่กำลังค่อยๆก่อตัวขึ้นเป็กำแพงเวทมนตร์… วอร์เลนเซียกำลังจะกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง จะไม่มีสัตว์ประหลาดตัวไหนเข้ามาในอาณาเขตได้อีก ในตอนที่หัวใจของดิไวท์กำลังเต้นรัวด้วยความดีใจ เธอก็รีบวิ่งออกมาจากวิหารในทันที ขณะที่วิ่งออกมาเธอเงยหน้าขึ้น มองกำแพงเวทมนตร์ที่กำลังครอบคลุมอาณาจักรทีละส่วนๆ สัตว์ประหลาดหลายตัวที่พยายามเข้ามาจะถูกกำแพงเวทมนตร์ส่วนนั้นดีดออกห่างจากกำแพงเมืองไปทุกๆครั้ง
“ท่านแม่ทัพ!! ท่านแม่ทัพ! ฉันทำได้แล้ว! สำเร็จ..!”
เสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีของหญิงสาวหยุดลง… เมื่อเธอหันไปมองหาชายในชุดเกราะสีเงิน
ชายผู้ไม่เคยล้ม… เขาควรจะยืนอยู่ที่เดิม…
แต่…
“ท่านแม่ทัพ… !”
ดิไวท์วิ่งตรงไปหาร่างของชายที่นอนอยู่บนพื้นอย่างไม่คิดชีวิต แม้ว่าเธอจะสะดุดชายกระโปรงของตัวเองจนล้มไปก็ตาม เ้าหญิงรีบลุกขึ้นและไปถึงตัวของแม่ทัพในที่สุด ชุดเกราะสีเงินตอนนี้แถมจะถูกชะโลมไปด้วยเมือกสีดำ หมวกเหล็กที่ควรอยู่บนศีรษะกลับหลุดกระเด็นไปไกล เผยให้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มข้างใต้นั้น ที่ศีรษะและ่หัวคิ้วของเขามีาแ เืสีแดงสดกำลังไหลรินออกมา…
“..กุนเทอร์!! คุณกุนเทอร์ค่ะ!”
เ้าหญิงะโเรียกชื่อชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอน หญิงสาวรู้สึกเหมือนน้ำตาของเธอจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อ หัวใจของดิไวท์ในตอนนี้รู้สึกปวดร้าวไปหมด… เธอทำอะไรไม่ถูก...นั่นคงเป็เพราะเธอไม่เคยเห็นเขาในสภาพนี้มาก่อน…
“........ต้องให้ย้ำกี่ครั้งว่าอย่าเรียกชื่อจริง ..เ้าหญิง”
“...คุณกุนเทอร์!!!”
ดวงตาสีเขียวมรกตค่อยๆลืมขึ้นช้าๆ เขารู้สึกเจ็บไปทั้งตัวโดยเฉพาะศีรษะของเขา ชายหนุ่มไม่สามารถลืมตาได้เต็มที่เพราะเืจากแผลบริเวณหัวคิ้วของเขายังไหลออกมาไม่หยุด
“ฉะ..ฉันจะรีบรักษาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ!”
“ไม่จำเป็.. แถมเธอก็ใช้พลังเวทไปจนหมดแล้วไม่ใช่เหรอไง?”
“...ค่ะ”
ชายหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นนั่งจากนั้นก็เริ่มเช็ดเืที่ไหลเข้าตา เขาเงยหน้าขึ้นมองดูกำแพงเวทมนตร์ที่กำลังก่อตัวอยู่.. มันใกล้จะครอบคลุมจนเต็มน่านฟ้าแล้ว..
“หยุดร้องไห้ได้แล้ว... ทุกอย่างจบแล้ว..”
“...อึก...ค่ะ”
‘ใช่… ทั้งเขาและเธอทำสำเร็จ…’
เขาอยากจะพูดออกมาแบบนั้น.. แต่..
ท่ามกลางซากศพของสัตว์ประหลาดจำนวนมากที่เขากำจัดไปนั้น ยังมีร่างไร้ิญญาของเหล่าชาวเมืองและบาทหลวงเต็มไปหมด…
นั่นทำให้เขาไม่สามารถพูดออกมาได้… เพราะความจริงแล้วพวกเขานั้นล้มเหลวในการปกป้องวอร์เลนเซียอย่างหาข้อแก้ตัวไม่ได้…
“..! ..คะ คุณกุนเทอร์..”
“บอกว่าหยุดร้องไห้ แล้วก็อย่าเรียกชื่อจริงไม่ใช่เหรอไง”
ชายหนุ่มลูบศีรษะของหญิงสาวอย่างเบามือ มันเปนการกระทำที่ค่อนข้างกระทันหัน ดิไวท์ที่ไม่ทันได้ระวังจนได้แต่ก้มหน้าซ่อนความเขินอายเอาไว้
“ยะ..อย่าทำเหมือนฉันเป็เด็กสิค่ะ! ฉันอายุ18 เท่าคุณกุนเทอร์แท้ๆ!”
“บอกว่าให้เรียก ท่านแม่ทัพ..”
พอชายหนุ่มผละมือออก เ้าหญิงที่ก้มหน้าอยู่ก็ค่อยๆเหลือบมองไปที่ใบหน้าของวีรบุรุษสีเงิน เขากำลังยิ้มอยู่.. มันเป็รอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดของชายตรงหน้าเท่าที่ดิไวท์เคยเห็นมา ั์สีเขียวมรกตนั้นกำลังจับจ้องมาเธอ หัวใจของดิไวท์เต้นแรงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน เมื่อเธอรู้สึกว่าใบหน้าของเธอกำลังร้อนขึ้นมาจึงหันหน้าหนีและพยายามเช็ดน้ำตาที่ยังคลออยู่
“...ไปกันเถอะค่ะ อาจจะยังมีพวกสัตว์ประหลาดหลงเหลืออยู่ เราต้องรีบไปช่วยคนอื่นๆ”
ในตอนที่ดิไวท์กำลังจะลุกขึ้นยืนนั้น ก็มีบางสิ่งไม่ถูกต้องเกิดขึ้น…
“...! ..อะ..”
ตัวเธอกำลังลอยขึ้นจากพื้น… นี่ไม่เป็สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น...
ชายหนุ่มกำลังช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระยะประชิด… หนวดสีดำพุ่งลงมาจากช่องว่างของกำแพงเวทมนตร์ที่ใกล้จะปิดสนิท หนวดสีดำที่มาจากท้องของสัตว์ประหลาดซึ่งโบยบินอยู่ข้างบนนั้นแทงทะลุร่างของหญิงสาวและดึงเธอขึ้นไปกลางอากาศ
เืของเ้าหญิงไหลทะลักลงมาเปรอะเปื้อนชายผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพียงคนเดียว…
มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก...จนเขาไม่สามารถตั้งสติได้ทัน…
“..ไอ้เวรเอ๊ย!!”
แม่ทัพสบถออกมาเสียงดังแล้วะโขึ้นไปกลางอากาศแล้วใช้ดาบในมือฟันหนวดสีดำเ่าั้ แต่ไม่ว่าจะตัดหนวดพวกนั้นไปสักเท่าไหร่ สัตว์ประหลาดก็ยังคงปล่อยหนวดของมันเพิ่มลงมาเรื่อยๆ จนกระทั้งมันไม่สามารถปล่อยลงมาได้อีกเพราะกำแพงเวทมนตร์ที่ผสานกันจนปิดสนิท ทันทีที่หนวดของพวกมันถูกกำแพงเวทมนตร์ตัดขาด ร่างของเ้าหญิงที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ร่วงลงมา ชายหนุ่มโยนดาบในมือทิ้งและรีบวิ่งเขาไปรับตัวเธอไว้…
“ดิไวท์! ..ดิไวท์ตอบฉัน!! ใช่… ใช่..ฉันต้องห้ามเื!”
เขาวางร่างของหญิงสาวลงบนพื้น แล้วฉีกผ้าคลุมของตัวเองออกมากดาแขนาดใหญ่ที่หน้าท้องของเ้าหญิงไว้เอา
“ดิไวท์!! ได้ยินฉันไหม!? พูดอะไรก็ได้..! ขอร้องล่ะ!! อย่าทำแบบนี้..ตอบฉัน!!!”
“กุนเทอร์!”
เสียงะโเรียกชื่อของเขาดังลั่นขึ้นจากด้านข้าง ชายหนุ่มหันไปตามเสียงเรียกนั่นทันที
“เรย์ทริส!! ฉัน้าหมอ!! นักเวท!! ใครก็ได้!!! เราต้องช่วยดิไวท์เดี๋ยวนี้!!!”
“......กุนเทอร์”
เอลฟ์ชายร่างสูงในชุดเกราะหยุดฝีเท้าลงพอเดินมาถึง ข้างหลังเขามีทหารประมาณ10กว่าคน สภาพของทุกคนสะบักสะบอมไม่ต่างกัน ตอนที่พวกเขาเดินตามมาถึงก็มีสีหน้าไม่ต่างไปจากเรย์ทริสเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้น
“ยืนทำบ้าอะไรอยู่!! ฉันบอกไปตามนักเวทกับหมอมาเดี๋ยวนี้!!”
“กุนเทอร์!!!”
เรย์ทริสตะคอกใส่เสียงดัง เขาพยายามเรียกสติเพื่อนของเขาให้อยู่ในโลกความจริง…
“..ดิไวท์ ..ดิไวท์ตายแล้ว กุนเทอร์…”
“..นายโกหก ...เรายังคุยกันอยู่เมื่อกี้ว่าจะไปช่วยพวกนาย ...เธอยังไม่ตาย”
“...กุนเทอร์ …..เธอตายแล้ว”
“..........โกหก นายไม่เห็นเหรอว่าเธอ...”
ชายหนุ่มพูดแล้วเงยหน้าขึ้นหันไปมองดวงหน้าอันอ่อนโยนของหญิงสาว... เธอที่มักจะยิ้มให้เขาเสมอ ดวงตาสีชมพูปนฟ้าประกายที่เป็เอกลักษณ์ของราชวงค์ ดวงตาคู่นั้นที่ควรมองตรงมาที่เขา…

(หากคุณนักอ่านเห็นเป็โค้ดเว็บ ตรงนี้ขอชี้แจ้งว่าความจริงแล้วเป็รูปประกอบนิยายนะคะ คงต้องรอทางdevเว็บแก้ไขค่ะ)
"....ดิไวท์"
...ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองตรงมาที่เขา ...ไม่มีแววตาสดใสหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
...เธอ
ตายแล้วจริงๆ
.......
.....
...
...
.
“ท่านแม่ทัพาเ็หนัก พวกนายช่วยพาเขาไปหานักเวทที่เหลืออยู่ที”
“ครับ!”
เอลฟ์หนุ่มสั่งการให้พาตัวแม่ทัพไปรักษาาแ จริงอยู่ที่เรย์ทริสค่อนข้างนิ่งเงียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น.. แต่ความจริงแล้วเขานั้นก็รู้สึกเ็ปพอๆ กัน ซึ่งในเวลาแบบนี้เขาต้องอดทนให้มาก…เพราะเพื่อนของเขานั้นกำลังอยู่ในสภาพปางตาย เืจากาแบนศีรษะของแม่ทัพยังคงไหลไม่หยุด และจากรอยบุบและรอยแตกของชุดเกราะหลายจุดทำให้เขารู้ได้ว่าเพื่อนของเขานั้นาเ็สาหัสมากแค่ไหน
“...ไม่ต้อง”
“กุนเทอร์!”
“...ฉันไม่ใช่แม่ทัพอีกแล้ว เรย์ทริส… แม่ทัพน่ะ..ตายไปแล้ว…”
ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปคว้าดาบเล่มสีดำมาถือไว้
“นั่นนายจะทำบ้าอะไร!? นายาเ็อยู่นะ!!”
“....ฉันจะไปฆ่าพวกมันทั้งหมด ..ในฐานะ กุนเทอร์ เอลเบอร์”
เขาหยิบเอาความเคียดแค้นมากดทับาแเอาไว้อีกครั้ง…
เหมือนครั้งที่ ครอบครัวของเขาโดนฆ่า... พวกแวมไพร์ที่ขโมยโลกทั้งใบไปจากเขา…
‘ดิไวท์’
หญิงสาวที่เขามีความศรัทธาให้อย่างแรงกล้า… ผู้ดึงเขาขึ้นมาจากความเคียดแค้นอันมืดมิด
ตอนนี้เขากำลังกลับไปอยู่ที่จุดเดิม… เพื่อที่จะรักษาตัวตนของตัวเองเอาไว้…
“ฉันต้องฆ่าพวกมันให้หมด”
………
……..
…..
…
..
.
.
.
.
.
.
.
.
“...”
ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาข้างเตียงนอนใหญ่เตียงหนึ่ง ตอนนี้เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ในห้องพักนี้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปั้แ่เมื่อไหร่ แต่เขาคาดว่าคงไม่ได้งีบไปนานมากนัก เพราะท้องฟ้ายังคงมืดสนิทเหมือนเดิม
บนเตียงกว้างนี้มีร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่… เด็กหนุ่มผมสีขาวที่หลับไหลอยู่ตรงหน้าเขาไม่ตื่นขึ้นมา2วันเต็มๆ แล้ว... หากพ้นคืนนี้ไปก็จะเข้าวันที่ 3
“...เอสก้า”
หลังจากเื่ที่เกิดขึ้นในวันนั้น เด็กหนุ่มต้องรีบได้รับการเพิ่มพลังเวทโดยด่วน
ณ เวลานั้น สิ่งที่เขาคิดออกทันที คือ เืของเขา ชายหนุ่มไม่ลังเลที่จะรีบกรีดเืของตัวเองให้เอสก้าได้ดื่ม... นี่เป็ข้อได้เปรียบของแวมไพร์ พวกเขาสามารถเพิ่มพลังเวทได้จากการดื่มเืสิ่งมีชีวิต… นอกจากนี่อาการกระอักเืของเด็กหนุ่มยังเป็การขาดเือย่างรุนแรงที่เขาเคยเห็นมาก่อน ...เ้าหญิงดิไวท์เคยใช้เวทแบบเดียวกับที่เอสก้าใช้ และจบด้วยการกระอักเืออกมาไม่ต่างกัน… ซึ่งเขาทราบดีว่ามันเป็ผลข้างเคียงจากการมีพลังเวทไม่เพียงพอ…
กุนเทอร์ก้มหน้าลง... ทั้งๆ ที่เขารู้เื่นี้ดี… แต่กลับปล่อยให้เอสก้าทำ…
เขาเป็คนที่ควรได้รับการลงโทษในครั้งนี้ที่สุด… และไม่มีใครคิดโทษเขาเลยสักคน… แม้แต่เรย์ทริสยังไม่พูดอะไรออกมา..
“...ฉันจะรีบกลับมานะ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วกระซิบเสียงเบา… กุนเทอร์รู้สึกคอแห้งไปหมด เขาหันไปคว้าเหยือกน้ำที่ว่างเปล่าแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตู ก่อนออกไปเขาก็ไม่ลืมที่จะล็อคประตูอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย ที่นี้เป็คฤหาสน์ของดยุกซิลเวสเทอร์ ซึ่งเ้าชายบรอเดอริคได้ไหว้วานดยุกซิลเวสเทอร์เอาไว้ว่าให้เป็ที่พักพิงแก่พวกเขาชั่วคราว
ระหว่างที่เขากลับจากการเติมน้ำใส่เยือก กุนเทอร์ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนเดินตามหลังเขามา… ซึ่งแน่นอนว่า เขารู้ดีว่าคนๆ นั้นเป็ใคร…
“...ตอนนี้ก็ค่อนข้างดึกแล้ว เธอมีอะไรจะคุยกับฉันอีก… มอร์แกน”
“...”
คนที่เดินตามอยู่ด้านหลังสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะแสดงตัวออกมาจากเงามืด
“กุนเทอร์ เอลเบอร์… ฉันนึกแล้ว..ว่านายคือคนที่ฉันตามหามาตลอด….”
มอร์แกนพูดด้วยน้ำเสียงที่ปนไปด้วยอารมณ์ความโกรธแค้น เธอดึงมีดสั้นที่ขากางเกงขึ้นมาช้าๆ
“...ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดเื่อะไรอยู่”
กุนเทอร์ตอบกลับ แล้วหันมาเผชิญหน้ากับมอร์แกนที่ถือมีดขึ้นมาอยู่ในท่าพร้อมจะพุ่งตัวมาเชือดเขาได้ทุกเมื่อ
“เลิกตอแหลได้แล้ว…. นายฆ่าเพื่อนฉัน… นายฆ่าทำไม!?”
สิ้นเสียงที่โกรธเกรี้ยวของเธอ มอร์แกนปามีดออกไปเฉือนผ่านใบหน้าของกุนเทอร์ก่อนมีดจะปักคาผนังไม้ข้างหลัง
“...”
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉยต่อไป แผลบริเวณแก้มที่เกิดจากใบมีดเมื่อครู่เริ่มมีเืไหลออกมานิดๆ เป็ทางยาว
“ฉันควรจะฆ่านายตั้งนานแล้ว แต่ฉันไม่ทำ…รู้อะไรไหม? ดูนายตอนนี้สิ.. นี้เหรอวีรบุรุษสีเงิน… แม่ทัพเืแห่งวอร์เลนเซีย… กลับเป็คนอ่อนแอ น่าสมเพช..”
ที่มอร์แกนพูดมานั่นไม่ผิด… กุนเทอร์ตอนนี้ย้ำแย่มาก ดวงตาที่หมดไฟ… สภาพจิตใจที่ไม่ยินดียินร้ายอะไร... เขานั่งเฝ้าเอสก้าตลอดเวลา แทบจะไม่ลุกไปไหน… ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านไปแค่ 2 วัน...แต่สภาพของเขากลับเหมือนคนที่หมดอาลัยตายอยากมาเป็เดือน
“..อีกอย่างคือถ้าฉันฆ่านาย…ฉันก็ไม่ต่างอะไรจากนาย ...นอกจากเพื่อนฉันยังไม่ฟื้นขึ้นมาแล้ว เอสก้าคงจะเกลียดฉันอีก…ที่นายยังมีลมหายใจอยู่ตอนนี้เป็เพราะเอสก้า.. จำคำพูดฉันเอาไว้”
“..................ชีวิตของฉันเป็ของเอสก้าอยู่แล้ว”
“....นายหมายความว่าไง”
หลังจากที่กุนเทอร์เงียบมานาน ในที่สุดเขาก็ปริปากพูดออกมา มอร์แกนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วรอชายตรงหน้าพูดต่อ
“.....ฉันควรจะตายมาตั้งนานแล้ว แต่เขากลับช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ฉันถึงได้ยังหายใจอยู่ตอนนี้…”
กุนเทอร์ก้มหน้าลง เขารู้สึกว่างเปล่า...และไร้พลัง ชายหนุ่มไม่สามารถหยุดความคิดโทษตัวเองซ้ำๆ ลงไปได้… ถ้าเหตุการณ์ในวันนั้นเขาหนักแน่นให้มากกว่านี้ เอสก้าคงไม่...
“.................ถ้าอย่างงั้นนายก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ให้คุ้มค่ากับที่เอสก้าแลกมาให้นาย”
มอร์แกนพูดแล้วเดินผ่านกุนเทอร์ไป เธอดึงมีดสั้นที่ปักอยู่เก็บใส่กระเป๋าแล้วหายเข้าไปในเงามืดที่พาดผ่านลงมา
“ใช้ชีวิตต่อไปงั้นเหรอ…”
กุนเทอร์พึมพำออกมาเบาๆ คนเดียวท่ามกลางความมืด ก่อนจะหันหน้ากลับไปเดินต่อเพื่อรีบกลับไปที่ห้องพักให้เร็วที่สุด
“แกร๊ก”
เมื่อชายหนุ่มเดินเข้าห้องพักไป เขาก็เห็นว่าร่างของเด็กหนุ่มกำลังลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียงและหันมามองทางเขา กุนเทอร์รีบหันไปล็อคประตูให้ครบทุกกลอน วางเหยือกน้ำลงบนโต๊ะ แล้วเดินตรงไปนั่งที่ขอบเตียง
“...เอสก้า หิวแล้วใช่ไหม”
“...”
ถึงเขาจะทำเป็คุยด้วย... แต่เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เอสก้า… เป็เพียงแค่สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของแวมไพร์เท่านั้น… ร่างกายของแวมไพร์จะเคลื่อนไหวเองได้แม้ไม่มีสติเพื่อหาอาหารให้พลังเวทของตนกลับมาอยู่ในจุดสมดุลอีกครั้ง…
ดวงตากลมสีแดงสดคู่นั้นจ้องมาที่กุนเทอร์ด้วยความกระหาย ชายหนุ่มถอดเสื้อของตัวเองออกเพื่อให้แวมไพร์ตรงหน้าสามารถเลือกดูดเืของเขาได้อย่างสะดวก
เขาขึ้นไปนั่งบนเตียงแล้วค่อยๆ เอนหลัง ในเมื่อเหยื่อตรงหน้าไม่ได้ขัดขืนอะไร แวมไพร์ที่นั่งรออาหารอยู่บนเตียงก็ขึ้นคร่อมชายหนุ่มทันที ลิ้นเล็กๆ นั้นค่อยๆ ไล่เลียเืที่ไหลซึมออกมาแก้มช้าๆ กุนเทอร์รู้ตัวว่าหากปล่อยไว้ เอสก้าคงกัดเข้าที่หน้าของเขาแทน เลยพยายามดันศีรษะของเด็กหนุ่มให้ลงมาที่ไหล่ของเขา จากนั้นก็ล็อคตัวโดยการกอดเอาไว้เพื่อไม่ให้เอสก้าดิ้นหนีไปกัดส่วนอื่นแทน
“กัดที่เดิม.. เอสก้า ตรงนี้นายดื่มเืได้เยอะ”
เขี้ยวเล็กๆ ของเด็กหนุ่มกัดลงบนไหล่ของกุนเทอร์ในที่สุด เขาแทบไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด… อาจเป็เพราะว่าเขี้ยวของเอสก้าค่อยข้างเล็กกว่าแวมไพร์ปกติด้วย
“ต่อจากนี้ไป… ฉันจะไม่ปล่อยให้มีอะไรเกิดขึ้นกับนายอีก… ฉันสัญญา”
กุนเทอร์ค่อยๆ หลับตาลงแล้วโอบกอดร่างที่อยู่บนตัวเขาไว้แน่น
ไม่รู้ว่าเขารู้สึกเองไปคนเดียวไหม…
ว่า ร่างกายของเอสก้านั้นอบอุ่นเหมือนกับเวลาที่กอดมนุษย์ด้วยกัน
To be continued
สวัสดีค่ะ สำหรับตอนถัดไปจะยังคงเป็ Side story อยู่นะคะ จากนั้นเราจะตัดกลับเข้าเนื้อเื่หลักกัน
ขอบคุณนักอ่านทุกๆ ท่านที่ยังติดตามนิยายเื่นี้อยู่นะคะ
หากมีข้อผิดพลาดๆ ต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ด้วย
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^v^
** ตรงส่วนที่ขึ้นเป็โค้ดเว็บ จริงๆแล้วคือภาพประกอบของตอนนี้นะคะ ดูเหมือนว่าทางเว็บกวีรบุ๊คที่มีปัญหาเื่การลงรูปอยู่
หากท่านผู้อ่านท่านไหนสนใจอ่านแบบมีภาพประกอบนิยายขึ้นครบ ไรท์ได้อัพนิยายเื่นี้ไว้ใน Fictionlog, Readawrite, Dek-d, Mareads ด้วยค่ะ **