บทที่ 28
3 เดือนผ่านไป
วันนี้เป็นวันสิ้นสุดการฝึก ผมเชิญท่านพ่อให้มาดูด้วยตนเองทั้งยังมอบสัญลักษณ์ที่ผมขอให้ท่านพ่อสร้างมันขึ้นมา สัญลักษณ์ที่ผมให้ท่านพ่อทำให้เป็นเข็มกลัดรูปโล่สีเงิน
ท่านพ่อค่อยๆมอบเข็มกลัดให้ทหารแต่ละนายที่ผ่านการฝึก ผมหวังว่าในอนาคตจะมีคนได้รับเข็มกลัดเหล่านี้มากขึ้น เมื่อสิ้นสุดพิธีการมอบเข็มกลัด ผมก็ให้ทหารทุกนายแยกย้ายกันไปทันที บางคนกลับบ้านไปหาครอบครัว บางคนไปฉลองกับเพื่อนๆ ส่วนผู้กองผมมอบหน้าที่ฝึกทหารด้วยหลักสูตรนี้ต่อไป ทหารจากเมืองหลวงมาถึงแล้ว พวกเค้ามาถึงตั้งแต่ สัปดาห์ก่อนมาพร้อมกับกลุ่มพ่อค้าของคุณอลันที่มาเมืองเราเมื่องานเทศกาลคราวก่อน คุณอลันมาพร้อมกับทหารที่ส่งออกมาจากเมืองหลวงเพื่อมาประจำการยังเมืองของผม ทหารที่ถูกส่งมาทั้งหมดมีจำนวน 300 นายแน่ะ ถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับทหารเมืองผม
ครั้งแรกที่ทหารเหล่านั้นเห็นการฝึกของพวกผม พวกนั้นดูตกใจ บางคนหัวเราะที่เห็นการฝึกแปลกๆ แต่เมื่อผมให้ทหารพวกนั้นลองประลองกับทหารที่ผมฝึกมา พวกนั้นแพ้แทบจะในทันที ถึงผมจะให้พวกนั้นเข้าไปพร้อมๆกันก็ยังแพ้เลย
ตลอดระยะเวลา 3 เดือนของการฝึกผมให้ฝึกในป่า และทะเลสลับกันไปมา ผมค่อยๆให้พวกทหารทลายขีดจำกัด จากที่ครั้งแรกแบกท่อนซุงหนัก 300 กิโลกรัมที่ต้องใช้ถึง 4 คน ผมค่อยๆเพิ่มน้ำหนักเข้าไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ ทหารของผมสามารถแบกท่อนซุงหนัก 500 กิโลกรัมด้วย 2 คนได้สบายๆ ตอนผมเชิญท่านพ่อมาดูผลการฝึกท่านพ่อผมตกใจร้องเสียงดัง เพราะทหารแต่ละคนตอนเปลี่ยนไปมาก หุ่นแต่ละคนเป็นนักกีฬามืออาชีพสบายๆ อีกทั้งผมยังให้ทหารฝึกซ้อมต่อสู้โดยผมเป็นคู่ต่อสู้ให้ ตอนแรกๆพวกนั้นแค่จะยืนให้ถึง 1 นาทีเมื่อเจอกับผมยังยาก แต่ผ่านไปไม่นานทุกคนก็เริ่มยืนได้นานขึ้น จนเป็นที่พอใจสำหรับผม ถึงผมจะยังไม่ได้ทุ่มเต็มที่ก็เถอะ
เมื่อทหารจากเมืองหลวงได้เห็นผลลับจากการฝึก และได้ลองสัมผัสกับตัวเองทุกคนก็เลิกวิพากษ์วิจารณ์ไป หลายคนมาขอให้ฝึกให้เหมือนกันแต่ผมปฏิเสธไปก่อนเพราะอยากฝึกให้จบเป็นชุดๆ ผมได้คุยกับผู้กองและมอบหมายให้ผู้กองเป็นหัวหน้าการฝึก ซึ่งผมตั้งชื่อให้มันว่าการฝึกปฏิบัติการหน่วยรบพิเศษบาร็อค ผมก็ไม่รู้ว่าผู้กองจะฝึกทหารใหม่พวกนั้นเข้มข้นเหมือนที่ผมฝึกให้รึป่าว
ส่วนทางด้านพ่อค้ากลุ่มของคุณอลัน พวกเค้ามาถึงเป็นกลุ่มแรกหลังจากได้สินค้าของเราไป ท่านพ่อเล่าให้ผมฟังว่า ที่กลุ่มคุณอลันมาเป็นกลุ่มแรกนั้นเพราะ เมื่อกลับไปที่เมืองหลวงภายในสัปดาห์แรก สินค้าของเราก็ขายหมดทันที คุณอลันจึงรีบออกเดินทางจากเมืองหลวงมายังเมืองของเราทันทีเพื่อสั่งซื้อสินค้าชุดถัดไป กว่าที่พ่อค้ากลุ่มอื่นจะสืบได้ว่าสินค้าเครื่องปรุงของเรามีแหล่งที่มาจากไหน ก็ช้ากว่าคุณอลันที่ออกเดินทางมาก่อนหลายสัปดาห์
ตอนนี้เมืองของเรามีคนย้ายเข้ามาอยู่มากกว่าเดิม เพราะข่าวที่เมืองเรามีงานให้ทำและจ้างคนจำนวนมากเริ่มแพร่กระจายออกไปแล้ว อีกทั้งลูกหลานชาวเมืองที่อยู่เมืองหลวงเริ่มย้ายกลับมา ทำให้คนที่เมืองหลวงเริ่มทราบกันแล้ว เมืองหลวงมีการแข่งขันที่สูง อีกทั้งเมืองเรายังให้ค่าตอบแทนมากกว่างานที่เมืองหลวงบางงานด้วยซ้ำ หลายๆคนเลยชวนเพื่อนๆจากเมืองหลวงมาหางานที่เมืองผมด้วย
ทำให้พื้นที่ริมชายหาด ที่ผมตั้งเก้าอี้ชายหาดไว้ ตอนนี้ชาวเมืองเริ่มไปตั้งร้านค้าขายอาหารกันแล้ว เพราะตอนนี้คนนิยมไปรับประทานอาหารกันนอกบ้านเนื่องจากมีรายได้มากขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ไม่มีรายได้ทำให้ต้องหาอาหารทานกันเอง อีกทั้งยังมีพวกพ่อแม่ หรือภรรยาและลูกๆของเหล่าทหารที่มาประจำการยังเมืองของเรา บางส่วนย้ายตามสามีมาอยู่ที่เมืองนี้ด้วย จากเมื่อก่อนตอนผมเด็กๆเมืองเรามีประชากรประมาณ 200 หลังคาเรือนตอนนี้เพิ่มไปเกือบ 500 หลังคาเรือน
“คลาวด์ คลาวด์ ทำอะไรอยู่พ่อเรียกไม่ตอบ” เสียงท่านพ่อผมเรียก
“พอดีผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนิดหน่อยครับ” ผมบอกท่านพ่อ
“ท่านพ่อครับไหนๆวันนี้เราก็ออกจากบ้านมาแล้ว ผมว่าเราไปชวนพวกท่านแม่ไปนั่งทานอาหารกลางวันที่ริมทะเลกันดีมั้ยครับ” ผมชวนท่านพ่อโดดงาน
“ก็ดีนะ เราไม่ได้พักผ่อนกันทั้งครอบครัวมานานแล้ว” ท่านพ่อว่าอย่างนั้นจากนั้นพวกเราก็กลับไปรับท่านแม่ คุณมัลโก้ และคุณอามีน่าออกไปที่ริมทะเลของเมืองเราทันที
ระหว่างทางมีทั้งชาวบ้านและทหารหลายคนคอยทักทายพวกเราไปตลอดทาง ในที่สุดพวกเราก็มาถึงชายทะเล
“ว้าว คนเยอะจังเลยลูก” ท่านแม่ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
“นั่นสิครับจะมีที่นั่งให้เราได้นั่งมั้ย” ผมมองไปที่เก้าอี้ชายหาดที่มีคนจับจองมากมาย ซึ่งผมได้ให้ช่างทำโต๊ะมาเพิ่มด้วยเนื่องจากงานมันเสร็จไว ซึ่งโต๊ะตัวนึงประกอบไปด้วยเก้าอี้ชายหาด 6 ตัววางล้อมรอบ ทำให้หลายๆครอบครัวนิยมออกมานั่งพักผ่อน และหาอะไรทานบริเวณนี้แทนที่จะนั่งทานกันในเมือง
“อ๊ะตรงนั้นยังว่างครับท่านแม่” ผมชี้ไปบริเวณที่ยังว่างอยู่ พวกเราเดินเข้าไปนั่งทันที
เมื่อพวกเรามานั่ง ยังไม่ทันไรก็มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 14-15 ปีเดินเข้ามาหาพวกเราทันที
“สวัสดีค่ะ คุณลูกค้าสนใจรับประทานอาหารหรือน้ำมะพร้าวเย็นๆมั้ยคะ” เธอบอกกับพวกเราพร้อมยืนหนังสือให้พวกเราคนละเล่ม
พวกเราต่างแปลกใจที่จู่ๆก็มีเด็กผู้หญิงมาถาม ท่านพ่อเลยถามเธอ
“สวัสดีหนูชื่ออะไรล่ะ แล้วที่บอกนี่หมายความว่าอย่างไร” ท่านพ่อผมถาม
“สวัสดีค่ะท่านลุง หนูชื่อทีฟา ค่ะหนูเป็นลูกจ้างของร้านอาหารทาร่าค่ะ หนูมาเสนอขายอาหารให้กับคนที่มาเที่ยวพักผ่อนที่ริมชายหาดค่ะ” เธอคนนั้นตอบท่านพ่อผม
“ร้านอาหารทาร่าหรอจ๊ะใช่น้องสาวของคุณมาธาร์หรือป่าว” ท่านแม่ถามหลังจากได้ยินชื่อคนรู้จัก
“ใช่ค่ะคุณป้า” เธอคนนั้นหันมาตอบท่านแม่ผม
“แล้วหนูเป็นอะไรกับทาร่าจ๊ะ” ท่านแม่ผมถามเธออีกครั้ง
“หนูเป็นญาติห่างๆค่ะ หนูพึ่งย้ายมาจากเมืองหลวงเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เองค่ะ คุณป้ารู้จักกับป้าทาร่าหรอคะ” เธอตอบท่านแม่ของผม
“แล้วทำไมถึงย้ายมาอยู่นี่ที่นี่ล่ะ ที่เมืองหลวงก็ดีออกนี่” ท่านแม่ผมยังไม่เลิกถาม
“อ๋อพอดีท่านพ่อหนูเป็นทหารค่ะ ท่านพึ่งย้ายมาประจำการที่เมืองนี้น่ะค่ะ หนูเลยย้ายตามมาด้วย” เธอบอกเหตุผล
ผมมองในหนังสือที่เธอยื่นมาให้พวกเราดู อืมนี่มันเป็นเมนูอาหารนี่น่าผมพลิกดูไปหลายๆหน้า แต่ทำไมมันถึงมีของทุกร้านเลยล่ะ รวมๆแล้วเป็นสิบร้านเลยนะ ผมเลยถามเธอ
“เอ่อ..ขอโทษนะครับ ทำไมเมนูอาหารนี่มันถึงมีของทุกร้านเลยล่ะครับ” ผมถามเธอ
“อ๋อ พวกเราที่เป็นพนักงานของแต่ละร้านจะช่วยๆกันขายน่ะค่ะตามข้อตกลง ที่แต่ละร้านได้คุยกันไว้” เธออธิบาย
“แล้วมันจะไม่แย่งลูกค้ากันหรอครับ” ผมถามถึงจุดที่สงสัย
“ไม่หรอกค่ะ ถ้าสังเกตที่เมนูดูให้ดีๆ ร้านแต่ละร้านจะขายอาหารไม่ซ้ำกันเลย นั่นเป็นข้อตกลงที่ทำร่วมกันไว้ของร้านอาหารแถบนี้ค่ะ” ผมดูในเมนูอีกครั้ง อืมจริงด้วยร้านป้าทาร่าขายพวกอาหารทะเลเผาสินะ
“แล้วคนเยอะขนาดนี้ จะจำได้หรอครับว่าต้องไปเสิร์ฟอาหารตรงไหนบ้าง” ผมถามอีก
“ไม่ยากเลยค่ะ ที่โต๊ะพวกเราได้เอาหมายเลขมาติดไว้แล้ว ส่วนเรื่องการเสิร์ฟเราจะจดใส่กระดาษแล้วเดินไปให้ร้านอาหารนั้นๆ ที่คุณลูกค้าสั่ง เราจะมีพนักงานเสิร์ฟแยกอีกทีค่ะ แค่เสิร์ฟตามเบอร์ที่เขียนไปให้ก็พอ ส่วนพวกเรามีหน้าที่แค่รับเมนูที่คุณลูกค้าสั่งค่ะ” เธออธิบาย และชี้ให้ผมดูเบอร์โต๊ะ โอ้ผมไม่ทันสังเกตเลยมีเลขเขียนไว้จริงๆด้วย มืออาชีพจริงๆ
หลังจากนั้นทุกคนก็สั่งอาหารคนละอย่างสองอย่างที่ตัวเองอยากทานผมน่ะหรอสั่งอาหารทะเลเผาสิ มานั่งริมทะเลต้องทะเลเผาแค่คิดผมก็น้ำลายไหลแล้ว
“นี่มันลาบเนื้อสับนี่ลูกดูสิ” แม่ผมชี้ให้ดู อืม ลาบเนื้อสับจริงด้วย เมื่อเดือนก่อนผมทำข้าวคั่วขึ้นมา และลองทำทานกันในบ้าน ดูเหมือนท่านแม่ผมจะนำเมนูนี้ไปทำทานที่สมาคมสินะ
“เมนูอาหารทั้งหมดมีเท่านี้นะคะ เราจะมาเก็บเงินทันทีหลังคุณลูกค้าได้รับอาหารแล้วนะคะ” จากนั้นเธอก็เดินกลับไปที่ร้านทันที ผมเห็นเธอเดินไปหลายร้านเลยล่ะ เพราะพวกเราสั่งกันหลายชนิดมาก ดีนะร้านมันอยู่ติดๆกันหมด
ขณะที่พวกเรานั่งรับลมพร้อมมองไปทางทะเล
“เฮ้ย !! จะมานั่งที่นี่ต้องจ่ายค่าที่มาด้วยที่แถบนี้พวกเราเป็นคนคุมอยู่” เป็นชาย 3 คนที่เดินมาตะโกนใส่พวกเรา ผมมองหน้าพวกมันทันทีผมไม่เคยเห็นหน้า น่าจะเป็นคนที่มาจากเมืองอื่น
“ทำไมพวกเราต้องจ่ายด้วยที่นี่เป็นที่สาธารณะเจ้าเมืองเปิดให้ใช้บริการได้ฟรี” ท่านพ่อผมตอบเหอะๆท่านพ่อจะเนียนไปไหน
“มันไม่เกี่ยวกัน ที่ตรงนี้พวกเราดูแลอยู่” ชายอีกคนที่มาด้วยกันบอกและเดินเข้ามาใกล้ แต่ทันใดนั้นเอง
ตู้ม ตู้ม ตู้ม !!! ชายทั้ง 3 คนโดนกระสุนลมยิงเข้าที่หน้าจะกระเด็นออกไปหลายเมตรสลบไปทันที ผมเห็นท่านแม่ผมยกมือค้างเอาไว้
“เอริกคุณจะไปพูดกับพวกนี้ทำไม จัดการให้จบๆไปก็สิ้นเรื่อง เสียบรรยากาศหมด” ท่านแม่ผมบอก
“เฮ้อนาเดียร์คุณก็รีบร้อนเกินไป ผมว่าจะถามที่มาที่ไปซักหน่อยว่ามาจากไหนจะได้ให้ทหารไปจับทีเดียวเลย” ท่านพ่อผมบอก
“ไม่รู้ล่ะ บรรยากาศกำลังดีๆ ดันมาทำเสียเรื่อง” จากนั้นท่านพ่อก็ให้คุณมัลโก้ไปเรียกทหารมาจับพวกนี้ไป
“เฮ้อ พอมีคนย้ายเข้ามามากๆ ปัญหาพวกนี้ก็ตามมาจนได้นะ ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยมีเลย” ท่านพ่อผมถอนหายใจ
“ท่านพ่อก็ให้ทหารมาเข้าเวรแถวนี้สักหลายๆนายสิครับ ตอนนี้เราไม่ขาดกำลังทหารแล้วนะครับ แล้วท่านพ่อก็หาป้ายมาติดด้วยว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ นักท่องเที่ยวจากเมืองอื่นจะได้รู้ ว่าตรงนี้สามารถนั่งได้ ผมว่าพวกนี้คงหากินจากพวกต่างเมืองที่ไม่รู้มากกว่า ว่าจุดนี้เป็นที่สาธารณะครับ” ผมบอกท่านพ่อ ก็นะปัญหาแบบนี้ที่โลกเก่าผมมีเยอะแยะ อย่างวัดผมเวลาแถวๆนั้นมีงาน จะมีคนนำรถมาจอด ซึ่งไม่มีการคิดเงิน แต่จะมีพวกมิจฉาชีพ ที่แอบมาเก็บเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอยู่ประจำ จากนั้นไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ พวกเรารับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย และนั่งพักผ่อนชมพระอาทิตย์ตกกัน หลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วพวกเราถึงค่อยเดินทางกลับบ้าน
ย้อนกลับไปทางฟีน่าและไอแซค ในช่วงที่คลาวด์ ยังฝึกพวกทหารอยู่
“องค์หญิงใกล้ถึงพระราชวังแล้วนะตื่นเถอะ” ไอแซคปลุกฟีน่าหลังจากเดินทางมาถึงเมืองหลวง
“ใกล้ถึงแล้วหรอคะ ท่านอาจารย์” ฟีน่าถามเสียงงัวเงีย
ทั้งคู่เดินทางผ่านประตูพระราชวัง ไอแซคยื่นตราที่ได้จากอเล็กซ์ให้ทหารเฝ้าประตูดูและเข้าไปทันที ทั้งคู่เดินไปยังห้องทำงานภายในพระราชวังทันที ส่วนฟีน่าเดินตามหลังไอแซคมาติดๆ
ภายในห้องทำงาน
ปัง !! เสียงไอแซคถีบประตูเข้าไปเสียงดัง
“อเล็กซ์โว้ย ข้ากลับมาแล้ว” ไอแซคตะโกนบอก
“ไอ้เจ้าบ้าไอแซค ต้องเสียงดังทุกทีเลยสินะ เข้ามาเงียบๆไม่เป็นหรือไงฟระ แล้วข้าเป็นพระราชานะเฟ้ยเรียกให้มันดีๆหน่อย” อเล็กเงยหน้าจากกองเอกสารบ่นเพื่อนทันที
“เหอะ มีแต่คนกันเองทั้งนั้น จะเรียกให้ยุ่งยากทำไม” ไอแซคบ่น
“เออๆ ใครใช้ให้ข้าเป็นเพื่อนกับเจ้าล่ะ แล้วลูกสาวข้าอยู่ไหน” อเล็กซ์ถาม ฟีน่าค่อยๆขยับออกจากหลังไอแซค
“หนะ หนะ หนู อยู่นี่ค่ะท่านพ่อ” ฟีน่าเอ่ยออกมาด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆ เพราะนี่เป็นการหนีออกจากวังไปเที่ยวครั้งแรก
“ลูกรู้ความผิดเจ้าดีใช่มั้ยฟีน่า” อเล็กซ์หรี่ตามองฟีน่าด้วยความกดดัน
“หนูขอโทษค่ะ” ฟีน่าก้มหัวขอโทษ
“ลูกต้องถูกทำโทษ” ฟีน่าเริ่มหน้าเสียไม่รู้ท่านพ่อจะทำโทษเธออย่างไร
“สัปดาห์นี้ลูกต้อง ให้พ่อจ๋าไปนอนด้วย” อเล็กซ์เอ่ยประโยคสองแง่สองงามออกมา
“เฮ้ยๆ เอ็งจะทำอะไรลูกศิษย์ข้า” ไอแซคถลนตามอง
“เอ็งคิดอะไร ข้าแค่อยากนอนกอดลูกสาวสุดที่รักของข้า” อเล็กซ์ด่าเพื่อนหลังคิดอกุศล
“ไม่ดีมั้งคะท่านพ่อหนูโตแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กๆ” ฟีน่าเอ่ยหน้าแดงเพราะอายอาจารย์
“นะ นะ ลูกจ๋า ให้พ่อจ๋านอนด้วยนะ ตอนเด็กๆ ลูกยังอ้อนพ่อจ๋าให้ไปนอนเล่านิทานให้ฟังอยู่เลย” อเล็กซ์อ้อนฟีน่า ทั้งยังทำหน้าตาน่าถีบ ถ้าใครมาเห็นราชาของอาณาจักรในสภาพนี้คงอยากเอาหัวฟาดประตูตายแน่ๆ
“นี่เจ้ายังรักษาโรคเห่อลูกไม่หายอีกหรอฟระอเล็กซ์ ตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย” ไอแซคบ่น
“มันเรื่องของข้า” อเล็กซ์หันไปตอบไอแซค
“องค์หญิงเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะเดินทางมาตั้งนาน ปล่อยพ่อเจ้าไว้งี้ล่ะ” ไอแซคบอกฟีน่า
“ค่ะท่านอาจารย์” ฟีน่าเดินออกไปทันที
“เอาล่ะอเล็กซ์ข้ามีเรื่องออคลอร์ดจะรายงาน” ไอแซคเข้าเรื่องทันที
“เอาล่ะว่ามาเลย” อเล็กซ์เข้าโหมดจริงจังทันที
จบ...