เสียงสายฝนกระหน่ำ ซัดสาดลงบนลานหินกว้างของตระกูลหลิน บรรยากาศหนาวเหน็บเสียดกระดูก แต่! ยังไม่เท่ากับความเ็าในสายตาของชายวัยกลางคน ผู้เป็บิดา
“หลินซูเยว่! เ้ามันตัวกาลกิณี ตัวสวะกล้าดียังไง ถึงไปล่วงเกินบุตรสาวของท่านโหว จนทำให้ตระกูลหลิน ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย!”
“เฆี่ยนต่อไปไม่ต้องหยุด! ให้น้ำฝนชำระล้างเืชั่วของมันออกมา!”
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
“โอ๊ยยยย ข้าเจ็บเหลือเกิน ฮึก ฮึก ฮือ!”
“ท่านพ่อได้โปรดหยุดเถอะ!”
ร่างกายผอมแห้งของเด็กสาว สั่นเทาไปด้วยความเ็ป เืสีแดงฉานไหลซึมจากแผลถูกโบย ผสมกับน้ำฝนไหลไปตามพื้น ร่างกายทนาเ็ไม่ไหว นอนฟุบอยู่บนพื้นหญ้า ที่กลายเป็แอ่งโคลนผสมเื
ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีคำสั่งให้หยุดโบย หรือว่าพ่อของนางจะลืมไปแล้วว่า นางไม่มีพลังธาตุ ที่จะทนความเ็ปได้
รอยแผลที่แตกยับไปทั้งหลัง คือรางวัลที่นางได้รับ จากการถูกพี่สาวต่างมารดาใส่ร้าย ว่าขโมยของวิเศษ จากจวนท่านโหว เพื่อนสนิทของพี่สาว นางเป็แค่คนหิ้วของเดินตามเท่านั้น
สายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา ทำให้สติของเด็กสาว ฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเ็ป ที่ได้รับจากไม้ที่ตีด้วยคนที่มีพลังปราณ าเ็ลึกไปถึงหัวใจ มือที่กำแน่นด้วยความเ็ป ที่ยังทำให้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่
“ข้า…ข้าไม่ได้ทำ…” เสียงแหบพร่าและเบาหวิว ดังขึ้น
“หุบปาก! หลักฐานคาตา เ้ายังกล้าปฏิเสธ!” ชายผู้เป็บิดา พูดพร้อมสะบัดแขนเสื้ออย่างรังเกียจ เมื่อฝนกระเด็นมาโดน ทั้งที่มีคนกางร่มให้
“นับั้แ่นี้ต่อไป ข้าจะตัดชื่อเ้าออกจากแผนผังตระกูล! เ้าไม่มีสิทธิ์ใช้แค่หลินอีกต่อไป!”
“และจงใส่หัวออกไป จากชวนข้าเสีย เดี๋ยวนี้!”
ได้ยินคำนี้ของผู้เป็บิดา หัวใจดวงน้อยของเด็กสาว ที่แตกสลายไปพร้อมกับสายเื ที่ไหลรินไปกับสายฝน
“ท่านพ่อ…แล้วท่านแม่ละเ้าคะ? ท่านแม่กำลังป่วย…” เสียงที่พูดแข่งกับสายฝนสั่นพร่า
“นังคนรับใช้ชั้นต่ำนั่น ก็ให้ไปกับเ้าด้วย พากันออกไปให้พ้นหน้าข้า!”
“ใครก็ได้ลากตัวกาลกิณี และแม่ที่ใกล้ตายของมัน โยนออกไปนอกประตูเมือง เดี๋ยวนี้!”
ร่างของซูเยว่ ผู้บ่าวชายสองคนลากไปตามพื้น อย่างไม่ไยดี โดยมีพี่สาวต่างมารดา ยืนมองอยู่ที่หน้าต่าง โดยใบหน้าที่ยิ้มเยาะสะใจ ที่ไล่ตัวกาลกิณีและตัวขยะ ออกไปจากจวนได้
เพราะน้องสาวต่างมารดาผู้นี้ ทำให้ตระกูลของนาง เสื่อมเสียไปด้วย นางเป็ถึงอัจฉริยะ มีพลังปราณที่เหนือกว่าเด็กสาวรุ่นเดียวกัน แต่ต้องมาเสียหน้า เพราะน้องสาวต่างมารดา ที่ผู้เป็บิดาไม่ได้รักใคร่
“ทีแรกตั้งใจจะให้มันได้รับโทษแค่หลาบจำ ไม่กล้าออกจากจวนไปไหน ไม่คิดว่าท่านพ่อ จะตัดมันออกจากตระกูลและขับไล่มันไป ช่างสะใจข้ายิ่งนัก”
“คุณหนูกลับเข้าไปข้างในเถอะเ้าค่ะ ฝนตกแรงขนาดนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” สาวใช้ร่างใหญ่ พูดพร้อมกับพยุงกลับเข้าไปในห้อง
ร่างของทั้งสองคนถูกยกขึ้นบนรถม้า โดยทาสชายสองคน ซูเยว่ถึงกับสลบไปตอนโยนขึ้นรถม้า เลยไม่รู้ว่าพามาที่ไหน ของเมืองหนาน
นางมารู้สึกตัว ตอนร่างถูกโยนทิ้งไว้ข้างถนนแห่งหนึ่ง ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกหนัก ข้างกายมีร่างของมารดา ที่นอนซมไข้อยู่บนรถเข็นไม้เก่าๆ ทรัพย์สมบัติติดตัว มีเพียงห่อผ้าขาดๆ ที่บ่าวในจวนเก็บโยนออกมาให้
ซูเยว่ไม่มีแรง แม้กระทั่งจะลุกนั่ง ได้แต่มองหน้าแม่ท่ามกลางสายฝน นางพยายามทนความเ็ปทั้งหมด เพื่อที่จะผลักรถเข็น หาที่หลบฝนด้วยการคลาน เยี่ยงสุนัข
“ข้าทำผิดอันใด! เพียงเพราะข้าไร้พลังิญญา พวกท่านถึงได้เหยียบย่ำข้า ประหนึ่งเศษธุลีดินเช่นนี้หรือ?”
ความโกรธแค้นและสิ้นหวัง เพิ่มขึ้นสุดขีด ทำให้นางมีแรงลุกขึ้นมาได้ แต่สายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้ปิ่นปักผมสีดำหม่น ที่แม่มอบให้ตอนปักปิ่น หลุดออกจากผมที่เปียกชื้น หล่นลงพื้น
นางรีบก้มเก็บขึ้นมาและบีบแน่น กลัวมันจะหลุดลอยหายไป นี่คือสมบัติของแม่ ชิ้นสุดท้ายที่ติดตัว แล้วมอบให้นางในวันปักปิ่น หนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เพราะความหนาวเหน็บ มือของนางเริ่มชา แรงบีบปิ่นที่มากขึ้น โดยที่นางไม่รู้สึกเจ็บมาก คมแหลมของปิ่นบาดลึกลงกลางฝ่ามือ เือุ่นๆ ไหลลงสู่ด้ามหยกสีดำหม่นทันที
วูบ!
พริบตานั้น โลกทั้งใบหายเงียบสงัด กลิ่นดินโคลนและไอฝนมลายหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพร และเสียงน้ำไหลริน
ซูเยว่ลืมตาขึ้น ด้วยความตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า ไม่ใช่ถนนที่หนาวเหน็บ แต่เป็ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี มีลำธารสายเล็กใสจนเห็นพื้นทราย มีน้ำพุอยู่ตรงกลาง และกระท่อมไม้หลังเล็ก ที่ตั้งอยู่ใจกลางหมอกจางๆ
“ยินดีต้อนรับเ้าของคนใหม่…เข้าสู่มิติิญญาแห่งนี้”
เสียงลึกลับดังขึ้นในหัว พร้อมกับเรี่ยวแรงที่เคยเหือดหาย พลุ่งพล่านกลับคืนมา
ซูเยว่หยัดกายขึ้นนั่ง ดวงตาที่เคยอ่อนแอ ฉายแววเย็นเหยียบและเด็ดเดี่ยว นางมองไปที่น้ำพุใส พลางยิ้มที่มุมปาก
“มิติวิเศษอย่างนั้นหรือ น้ำนั่นต้องเป็ของดี” ซูเยว่คลานไปที่น้ำพุใส มองมือที่สกปรก ก่อนที่จะก้มหน้าลงไปดื่มน้ำ
“น้ำวิเศษจริงด้วย มันไม่ใช่ความฝัน ความเ็ปหายไปแล้ว จะเอาน้ำนี้ไปให้ท่านแม่กินได้ยังไง”
“เ้าเข้าไปดูในกระท่อม” เสียงที่ดังขึ้นในหัว
ไม่รอช้า ซูเยว่ลุกขึ้นเดินเข้าไปในกระท่อมหลังน้อย ในนั้นมีตำราวางไว้หนึ่งเล่ม นางไม่ได้สนใจ รีบมองหาสิ่งที่จะมาใส่น้ำให้แม่ สายตาของนางกวาดมองรอบห้อง เจอเข้ากับน้ำเต้า วางอยู่ข้างฝากระท่อม
นางรีบเข้าไปหยิบ เดินมายังน้ำพุกรอกน้ำไปจนเต็ม “แล้วข้าจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไงกัน”
“ตั้งจิต แล้วเ้าออกคำสั่งในใจ ว่า้าออกไปข้างนอก”
“แล้วถ้าข้า้ากลับมาที่เดิมล่ะ ข้าต้องทำยังไง”
“ตั้งจิตและออกคำสั่ง เหมือนตอนที่เ้าจะออกไป เปลี่ยนเป็เข้ามาแทน”
“ข้างนอกฝนตกหนัก ข้าเอาท่านแม่มาหลบฝนในนี้ได้หรือไม่”
“มิติิญญาแห่งนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นการใช้งาน เ้ายังไม่สามารถพาใครเข้ามาได้ จนกว่าเ้าจะมีพลังที่แข็งแกร่ง มิติแห่งนี้ก็จะแข็งแกร่ง ไปพร้อมกับเ้าด้วย ถึงเวลานั้นเ้าก็สามารถ พาคนนอกเข้ามาได้ ถ้าไม่กลัวความลับถูกเปิดเผย”
ซูเยว่ถือน้ำเต้า ออกมาจากมิติ ข้างนอกอากาศยังมืดครึ้ม ฝนที่ตก อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
“ท่านแม่! กินน้ำนี้สักหน่อยก่อนเถอะ ข้ากำลังจะพาท่านแม่ไปหาที่หลบฝน” ซูเยว่เปิดผ้าห่มผืนเก่า ที่ห่อหุ้มร่างของมารดาไว้ออก มันกันสายฝนกระทบร่างโดยตรง แต่มันอุ้มน้ำจนหนักอึ้ง
ท่ามกลางสายฝน ซูเยว่ประคองร่างผู้เป็แม่ ที่มีแต่กระดูกลุกขึ้น ให้กินน้ำได้สะดวก ร่างผอมแห้งที่หิวกระหาย กินน้ำเข้าไปหลายอึก
“ตัวท่านร้อนมาก ทนเอาหน่อยตอนนี้ข้าพอมีแรง จะลากรถเข็นเก่าคันนี้ พาท่านหาที่หลบฝน” ซูเยว่ใช้ผ้าห่มเปียก คลุมร่างแม่ไว้เหมือนเดิม ก่อนจะออกเดินลากรถเข็น ท่ามกลางสายฝนและอากาศขมุกขมัว
“คนชั่วพวกนั้น! เอาข้ามาปล่อยไว้ทิ้งที่ไหนกัน ทำไมถนนที่ลากยาว ถึงได้รกรุงรังแบบนี้ ไม่มีใครผ่านมาทางนี้เลย” เสียงเด็กสาวบ่นพึมพำแข่งกับสายฝน
“ข้างหน้านั่นดูเหมือนจะเป็ อารามร้าง คงพออาศัยหลบฝนได้”
อารามร้างเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ แต่มันคือที่พักพิงของนางและผู้เป็แม่ ในตอนนี้
“ไฟ ต้องก่อไฟไล่ความหนาว และเปียกชื้นให้ท่านแม่ก่อน” นางเก็บเอาไม้แห้ง ที่ยังพอมีอยู่แถวนั้น มากองรวมกัน แต่…นางไม่มีพลังธาตุที่จะจุดไฟ
ซูเยว่กลับเข้ามาในนิติ “ข้าขอถาม มีสิ่งไหนที่ข้าจะใช้จุดไฟได้บ้าง ข้างนอกอากาศหนาวเย็น ข้า้าความอบอุ่นและแสงสว่าง”
“มิติเพิ่งเปิดใช้งาน ตอนนี้มีแค่น้ำพุิญญา พื้นดินและกระท่อม ที่เ้าััได้ ยังมีตำราอีกหนึ่งเล่ม เ้าลองไปอ่านดู” เสียงในหัวดังขึ้นและเงียบลง ซูเยว่ตัดสินใจเดินเข้าไปในกระท่อม แม้จะเป็ห่วงมารดาที่รออยู่ข้างนอก
“ั้แ่กินน้ำพุิญญาไป รู้สึกหัวสมองที่เคยทึบตัน กลัวทุกอย่าง ไม่กล้าจะเถียงกับใคร แม้กระทั่งทาสรับใช้ เพราะความที่ไม่มีพลังิญญา แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่กลัวสิ่งใด ต้องกินน้ำวิเศษ ให้เยอะแล้วแบบนี้”
“ตำราปรุงยา ไม่ใช่ตำราเกี่ยวกับพลังธาตุ แบบนี้ข้าจะหาไฟมาจากไหนกัน” นางพูดออกไป เผื่อจะมีเสียงในมิติจะดังขึ้น บอกกล่าวบางอย่าง แต่ทุกอย่างเงียบไม่มีเสียงตอบ
“ท่านแม่รอก่อนแล้วเ้าคะ ข้าขอศึกษาตำรานี้ก่อน” นางไม่ได้เรียนหนังกับอาจารย์ที่ไหน นอกจากแม่ที่สอนเื่การอ่านหนังสือ หลังจากทำงานบ้านแล้ว ผิดจากพี่สาวที่ร่ำเรียนทุกแขนง เป็อัจฉริยะแถมพลังธาตุก็สูงส่ง
ซูเยว่ใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป เปิดอ่านแบบผ่านๆ ทั้งเล่น ก่อนจะกลับมาที่บทที่หนึ่ง น้ำพุิญญา ‘ทุกคนเกิดมาต้องมีพลังธาตุ ตัวเราร่างกายอ่อนแอ พลังธาตุอาจจะยังไม่เปิดก็ได้ ถ้าอย่างนั้นน้ำพุิญญา’
นางวิ่งไปที่บ่อน้ำพุิญญา กินเข้าไปจนท้องป่อง เอาน้ำเต้าตักน้ำราดั้แ่หัวลง แต่เหมือนมีแรงบางอย่าง ผลักนางกระเด็นตกไปอยู่ในลำธาร ข้างน้ำพุิญญา
มองด้วยตาเปล่า น้ำที่ใสจนเห็นพื้นทราย เหมือนไม่ลึกและไม่กว้าง ขนาดบ่อน้ำใหญ่ มีน้ำพุอยู่ตรงใจกลาง แต่…พอนางหล่นลงไป ต้องตะเกียกตะกาย น้ำที่ลึกจนเท้าไม่ถึงพื้นทราย แถมว่ายไม่ถึงฝั่ง
“เฮ้อ…เหนื่อย ใครจะคิดว่าธารน้ำใส ที่เห็นแค่่ก้าวเดิน มันจะกว้างขนาดนี้ หรือมันเป็ภาพลวงตา ดีนะไม่แสบแผลที่หลัง”
“เอ๊ะ! แผลที่หลังอย่างนั้นหรือ?” นางเอื้อมมือไปจับ ตรงที่เคยเป็แผลเหวอะจากการถูกเฆี่ยนตี มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนเจ็บสาหัสเหมือนครั้งนี้
“แผลหายไปแล้ว ไม่น่าล่ะถึงไม่เจ็บ ไม่ใช่แผลใหม่ที่หาย รอยแผลเก่าที่ถูกผลักตกบันได ก็หายไปด้วย โอ้! น้ำพุิญญานี้ ช่างพิเศษอะไรอย่างนี้ น้ำข้างบนกินรักษาอาการาเ็ น้ำที่ไหลอยู่ข้างล่าง รักษาาแ”
“ถ้าร่างกายหายจากอาการาเ็ พลังธาตุก็ต้องฟื้นขึ้นมาด้วยสิ” คิดได้ดังนั้นซูเยว่ นั่งลงกำหนดจิตโคจรพลังทันที นางรู้วิธีการทุกอย่าง เพราะทุกคนจะมีพลังธาตุปรากฏตอนอายุสิบปี จึงได้รับการสั่งสอนมาจากผู้เป็แม่
แต่เมื่อห้าปีที่แล้ว ระหว่างที่ทุกคนพลังธาตุตื่น แต่ของตัวนางกลับเงียบหาย ไม่มีพลังธาตุปรากฏ แถมผู้เป็พ่อ ที่ไม่เคยสนใจ ไม่ได้ให้ใครมาตรวจดู ว่าเป็เพราะเหตุใด คนไม่มีพลังคือสวะ ยกให้ใครโดยไม่คิดตำลึง ยังไม่มีใครเอา
ั้แ่นั้นมา นางและแม่ ที่มีความเป็อยู่ลำบากอยู่แล้ว กลับลำบากยิ่งกว่าเดิม แม่ของนางทำงานยิ่งกว่าทาส แถมพลังที่เคยมี กับเหือดหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไร้เรี่ยวแรงจะต่อสู้กับใคร และนั่นทำให้อ่อนแอลงเรื่อยๆ และเจ็บป่วยมาตลอด หลายเดือนที่ผ่านมา