ตอนที่ 10
ร่วมทาง
หยางอี้ั้แ่เกิด ยังมิเคยเห็นการตายชัดตาเช่นนี้มาก่อนยามนั้นศีรษะของคนร้ายหลุดขาดโลหิตกระเซ็นเปรอะเป็ทางกลิ้งมาหยุดใกล้ สายตาไวเคลื่อนจับพอดีเห็นแจ่มชัดจึงเกิดอาการสะอิดสะเอียน คลื่นมวนก่อตัวในท้อง ศีรษะมึนงงมือไม้สั่นเทาทำอะไรมิถูกพยายามเบือนหน้าหนี พอดีพบร่างของบิดาตนนอนรวยริน เมื่อนั้นเืลมในกายฉีดแรง ค่อยเรียกสติกลับคืนไม่เกรงกลัวซากศพอีกต่อไป กระโจนเข้าไปคุกเข่าที่ข้างกายหยางเฉิงปากก็พร่ำบ่นคำไปพร้อมกัน “ท่านพ่อ ท่านอย่าเป็อะไรนะ ท่านพ่อ...”
หลินรั่วซีที่ตามมาทีหลัง เพิ่งถึงที่หมาย เห็นหยางอี้พึมพำฟูมฟายจึงเข้าไปนั่งใกล้ พอดีเห็นบุรุษวัยกลางคน แม้าเ็ปางตายแต่ยังดูออกว่าหน้าตาหล่อเหลา แถมมีส่วนละม้ายหยางอี้อยู่หลายส่วน “บิดาของน้องอี้พี่หญิงของเ้าจะช่วยเหลือเอง” หลินรั่วซีไม่เอ่ยเปล่าหยิบขวดโอสถบำรุงโลหิตเทออกสามเม็ด มอบให้หยางอี้เป็ผู้ป้อนใส่ปากของบิดาตนเองหลังจากนั้นจึงมอบโอสถรักษาและเสริมสร้างปราณ หวังปลุกกระตุ้นลมปราณฝึกตนในร่างให้ช่วยฟื้นคืนสุดท้ายหลุดรอดปากเหวแห่งความตายมาได้อย่างฉิวเฉียด
หลังจากป้อนโอสถทั้งสามชนิดเข้าไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามหยางเฉิงก็ลืมตาฟื้นขึ้นแวบหนึ่ง ยามนั้นหน้าซีดปากสั่น เห็นหยางอี้คุกเข่าข้างกายตนเองดวงตาแดงก่ำคิดจะเอ่ยคำ แต่ไม่อาจทานความอ่อนล้า หลับใหลต่อไปแต่ยังปรากฏรอยยิ้มค้างไว้บนใบหน้า
“พ่อบ้านอู๋ ท่านช่วยพาบิดาของน้องข้า กลับไปรักษาต่อที่ขบวนรถด้วยจะได้หรือไม่”
พ่อบ้านอู๋เป็ยอดฝีมือเร้นกายในกลุ่มนักบู๊ ปกติไม่นิยมออกเดินทางไกลแต่ครานี้เพราะคุณหนูหลินรั่วซีดื้อรั้น อยากที่จะออกท่องเที่ยว เพื่อแลกกับข้อเสนอเก็บตัวฝึกตนยาวนานเพราะต้องเข้าทดสอบยังสำนักเมืองหลวงในอีกสองปีข้างหน้าสุดท้ายบิดาของนางมิอาจขัดขืน พ่อบ้านอู๋จึงต้องรับหน้าที่เป็ผู้อารักขาคุ้มกัน “ได้แน่นอนขอรับคุณหนู”
“น้องหยางไม่ต้องเป็ห่วง พ่อบ้านอู๋รับปากแล้ว ท่านพ่อของเ้าจะต้องไม่เป็อะไรอย่างแน่นอน”
หยางอี้สำนึกขอบคุณหลินรั่วซีอย่างสุดซึ้งไม่เพียงแต่เด็กสาวออกหน้าช่วยบิดาของตนอย่างเต็มกำลังโดยไม่สนทรัพยากรล้ำค่าที่ต้องจ่ายออกไปแม้แต่ตัวหยางอี้เอง หากไม่เพราะโชควาสนาหนุนนำ บังเอิญหลบหนีไปพบกับผู้คนของขบวนคาราวานที่แตกขบวนออกมาปลดทุกข์ในป่า จนนำมาสู่การพบปะกันอีกครั้งกับหลินรั่วซี เชื่อว่าตนเองคงมีชะตากรรมต้องจบชีวิตอย่างแค้นเคืองและเมื่อไม่มีคนมาช่วย บิดาของตนก็คงจะไม่รอดเช่นกัน “ข้า...ข้าไม่รู้จะขอบคุณพี่หญิงรั่วซีอย่างไรจึงจะ...”
“อืม...น้องข้า เ้าอย่าได้คิดเล็กคิดน้อย เมื่อเ้าเรียกข้าเป็พี่หญิงส่วนข้าเรียกเ้าเป็น้องอี้แล้ว ความหมายมันก็...อืม รอก่อนนะ ข้าจำไม่ค่อยได้”หลินรั่วซีเอ่ยพลางนึกถึงบทคำกล่าวที่เคยอ่านผ่านตา เมื่อนั่นค่อยเลือกมาหนึ่งท่อนเอ่ยผสมปนเปสับสนหมายเสริมบรรยากาศ “เมื่อเป็พี่น้องกันหนึ่งวันแล้วก็เท่ากับเป็พี่น้องกันตลอดไปดีหรือไม่”
หยางอี้กลั้นหัวเราะ ลืมเลือนความกดดันไปชั่วขณะ เพราะมันเองก็เป็หนอนหนังสือมีหรือจะจดจำคำประโยคนี้ไม่ได้...เป็ศิษย์อาจารย์กันหนึ่งวันก็เท่ากับเป็ศิษย์อาจารย์กันชั่วชีวิต แต่เมื่อไม่หัวเราะออกไป ก็เท่ากับไม่คิดจะเปิดโปงจึงได้แต่สวมบทบาทผู้ไม่รู้ เอ่ยคำสมทบส่งเสริมเจตนาของพี่หญิงรั่วซีกล่าวคำออดอ้อนพี่หญิงราวปราชญ์วิเศษกลับชาติมาเกิด ออกไปอย่างไม่เคอะเขิน
เหตุการณ์ร้ายผ่านพ้น ขบวนคาราวานคุ้มกันสินค้าของตระกูลหลินค่อยเคลื่อนตัวอีกครั้งหยางอี้และหลินรั่วซีนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกัน ตลอดเส้นทางเอ่ยคำสนทนาสนุกสนาน ด้านหยางเฉิงได้รับการรักษาจนพ้นขีดอันตรายผ่านพ้นหนึ่งคืนจึงค่อยฟื้นขึ้นสติสมบูรณ์แรกเห็นหยางอี้กับคุณหนูของสำนักคุ้มภัยใหญ่ตระกูลหลิน พูดคุยสนิทสนมก็เกิดความประหลาดใจเพราะเท่าที่ตนจดจำได้ หยางอี้ไม่ค่อยนิยมออกไปจากเรือนอาศัยแถมยังไม่ค่อยคบหาผู้คน แต่เหตุใดจึงได้สนิทสนมกับคุณหนูตระกูลใหญ่จากต่างเมืองเช่นนี้เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงคำกล่าวเื่โอสถขวดที่เป็ต้นตอปัญหาเมื่อสองวันก่อนกับคำพี่หญิงของบุตรชาย จึงค่อยปะติดปะต่อได้ว่าสองสิ่งอาจจะเกี่ยวข้องกันแต่รู้ดีว่าเวลานี้ไม่เหมาะสมเอ่ยสอบถาม จึงกล่าวเพียงคำขอบคุณและเกรงอกเกรงใจอย่างสุดซึ้งก่อนจะขอกระดาษและพู่กัน เอ่ยคำให้หยางอี้เขียนข้อความแทนตน ส่งไปยังตระกูลหลิวหวังให้หลิวซีอิ๋งคลายกังวล และส่งคนมารับตนเองและบุตรชายกลับไปเพราะเส้นทางที่กองคาราวานกำลังมุ่งหน้าไปนั้นเป็ด่านเข้าสู่เมืองใหญ่ทางภาคกลางมิได้ผ่านเมืองป่าไผ่แดง(หงจู๋หลิน) สถานที่ตั้งของบ้านตระกูลหลิวซึ่งอยู่เยื้องลงไปทางใต้ห่างออกจากเส้นทางของกองคาราวานหลายร้อยหลี่
ตอนแรกหลินรั่วซีไม่เห็นด้วย ดื้อดึงเอาแต่ใจจะให้กองคาราวานออกนอกเส้นทางไปส่งสองพ่อลูกก่อนแต่สุดท้ายถูกหยางอี้และบิดาเกลี้ยกล่อมจนล้มเลิกความตั้งใจ
สองพี่น้องต่างสายโลหิตร่วมทางถึงวันที่สิบห้ายิ่งมายิ่งผูกพัน แต่วันพรุ่งจะถึงกำหนดนัดหมายกับตระกูลหลิวที่แจ้งกลับมาว่าจะเดินทางมารับตัวสองพ่อลูกตระกูลหยางกลับ ทำให้ทั้งวันหลินรั่วซีแม้ภายนอกสดใสแต่ในใจกลับมิร่าเริงเช่นก่อนหน้า หยางอี้เองก็สับสน แม้ทางหนึ่งดีใจที่จะได้พบหน้ามารดาแต่อีกใจก็ยังคงอยากจะสนทนาร่วมทางกับหลินรั่วซีต่อไป
หยุด !!!
เสียงพลม้านำหน้าขบวนะโสั่ง ด้วยเส้นทางด้านหน้าห่างไปเป็ช่องเขาแคบสองฝากปรากฏผาสูงชันเป็ทางยาวร่วมห้าหลี่เหมาะแก่การดักซุ่มปล้นชิง กอปรกับวันนี้กองคาราวานเดินทางมาถึงช้ากว่ากำหนดดวงอาทิตย์เริ่มอ่อนแรง จึงสั่งให้กองคาราวานตั้งค่ายกระโจมค้างแรม ณ จุดที่ห่างจากช่องเขาออกมาหนึ่งหลี่รอคอยรุ่งสางวันพรุ่งค่อยออกเดินทางต่อกลายเป็ต่อเวลาให้สองพี่น้องได้สนิทสนมกันเพิ่มขึ้นอีกหลายชั่วยาม
ทันทีที่คำสั่งรับรู้โดยทั่วกัน ผู้คนนับร้อยก็มิได้ว่างงาน ต่างวุ่นวายกับการจัดเตรียมค่ายกระโจมหุงหาอาหาร เด็กน้อยสองคนอยู่ในอารมณ์ขมุกขมัวมาทั้งวัน เห็นขบวนหยุดพักก่อนฟ้ามืดได้ทีไม่ต้องจมปลักอยู่ในตู้แคบหลังรถม้า ชักชวนกันย่องผ่านผู้คน คิดหลบออกไปเที่ยวเล่นยังทุ่งกว้างป่าหินใกล้ๆ ซึ่งเพิ่งผ่านทางมาไม่ไกลนัก แต่ยังดีที่หยางอี้ก่อนจาก เร่งเดินแวะไปบอกกล่าวบิดาเอ่ยคำขออนุญาตที่รถม้าท้ายขบวนก่อน
ค่ายกระโจมก่อตั้งเสร็จได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟ้าเบื้องบนกลับครึ้มมัวรวดเร็วกว่าปกติทันทีที่แสงอาทิตย์ลาลับ ลมหนาวก็กรูกันพัดแรงออกมาจากช่องเขาหลายระลอก ผู้คนที่อยู่ด้านหน้าหนาวสั่นจำต้องเร่งจุดไต้ก่อกองไฟกันพัลวัน ยามนั้นแสงไฟร้อนเพิ่งจุดได้ไม่กี่ดวง พอดีพ่อบ้านอู๋เดินทางกลับจากสำรวจความปลอดภัยรอบๆ เมื่อกลับมายังตู้รถม้ากลางขบวนกลับไม่พบคุณหนูหลินและสหายน้อยหยางอี้กลายเป็แตกตื่น สอบถามผู้คนฝั่งตนก็ไม่มีผู้ใดรับรู้พอดีนึกขึ้นได้ว่าหยางอี้ก็หายไปด้วย จึงรีบรุดไปสอบถามหยางเฉิงค่อยได้ความว่าหยางอี้บอกกล่าวกับตนว่า...จะขอออกไปเที่ยวเล่นแถวป่าหินซึ่งกองคาราวานเพิ่งจะเคลื่อนเลยมาไม่กี่หลี่ และบอกว่าจะกลับมาให้ทันก่อนฟ้ามืดหยางเฉิงจึงคิดว่าไม่เป็อะไร
แต่พ่อบ้านอู๋ไม่คิดเช่นนั้น ด้วยรู้ความลับบางประการเกี่ยวกับพร์ของคุณหนูหลินหากเกิดเื่ผิดพลาดขึ้นกับคุณหนู ต่อให้ใช้ชีวิตมันแลกก็ไม่อาจชดเชยจึงตัดสินใจเร่งออกไปค้นหาในทันที หยางเฉิงกลายเป็แตกตื่น ไม่คิดว่าพ่อบ้านอู๋จะเป็กังวลมากขนาดนี้อีกทั้งผู้ที่อนุญาตให้หยางอี้ออกไปคือตนเอง จึงคิดติดตามออกไปช่วยเหลือ แต่หยางเฉิงอาการาเ็ยังไม่ฟื้นดีแถมฝีมือของพ่อบ้านอู๋ก็สุดที่ตนจะเทียบได้ ทันทีที่หยางเฉิงก้าวเท้าลงจากรถม้าพ่อบ้านอู๋ก็ทะยานลิบไปไกลเกือบถึงกระโจมท้ายของกองคาราวานแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจคิดกลับเข้าไปรอคอยด้านในเช่นเดิม แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเดินตามหลังไปอย่างช้า ๆ
...ปุถุชนวุ่นวายหุงหาอาหารบ้างเกียจคร้านผิงไฟคลายหนาว หลงลืมระแวดระวังชั่วแล่นผู้ใดกันคาดคิดภัยร้ายคืบใกล้
การเดินทางร่วมสองเดือนกว่าของกองคาราวานล้วนปกติสุขเสมอมาแต่แล้ววันนี้สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดพลันเกิดขึ้น เสียงกีบม้าย่ำพื้นดังเลื่อนลั่นฝุ่นผงฟุ้งหนาทางช่องเขา จนเห็นชัดแต่ไกล พ่อค้าร่วมกองคาราวานแตกตื่นส่งเสียงวุ่นวายมือไม้สั่น หัวใจเต้นรัว
หากนี่เป็เพียงคาราวานพ่อค้าอย่างเดียว คงยากรอดพ้นชะตากรรม แต่เมื่อเดินทางมาพร้อมกับกองกำลังคุ้มกันของตระกูลหลินซึ่งขึ้นชื่อเื่ฝีมือต่อยตีอีกทั้งแต่ละคนแบ่งหน้าที่ชัดเจน บ้างกระโจนออกขวางหน้า บ้างเป่าหลอดเขาส่งสัญญาณอีกส่วนเกณฑ์ต้อนผู้คนอ่อนด้อยให้หลบไปรวมที่ด้านหลัง ทุกคนรู้ดีว่าถึงเวลาแสดงฝีมือไม่ต้องรอหัวหน้าออกคำสั่ง พริบตาผู้คนของสำนักคุ้มภัยอีกส่วนที่พักผ่อนออมแรง ต่างคว้าฉวยอาวุธคู่กายวิ่งรุดไปตั้งแถวแนวคุ้มกันอยู่ที่ด้านหน้า ทั้งหมดแววตามาดมั่นจิตใจฮึกเหิม