“อาหมิง”
ซูเจียวเจียวยิ้มหวานขณะเดินเข้าไปหาเขา
เซียวหยวนหมิงจับมือเธอ“ไปเถอะ เรากลับบ้านกัน เย็นนี้ผมทำอาหารไว้ให้แล้ว”
เซียวหยวนซินจูงมือหลิวหยวนหยวนเดินตามมาด้านหลังตอนนี้หลิวหยวนหยวนยังไม่ถึงวัยเข้าเรียนกลางวันจึงอยู่กับเธอและเจียวเจียวที่โรงงาน
เจ้าตัวเล็กก็ช่วยงานได้แล้วนะจะช่วยเธอกับเจียวเจียวถือผ้า ถือกลุ่มด้าย
ได้ยินเซียวหยวนหมิงบอกว่าเตรียมอาหารเย็นไว้แล้วเซียวหยวนซินก็อดพูดไม่ได้ “นายทำงานมาทั้งวันคงจะเหนื่อยน่าดู ทำไมต้องทำอาหารอีกล่ะ ให้ฉันกลับไปทำก็ได้นี่”
“ช่วงนี้กองผลิตมีงานเยอะ พวกคุณสองคนยุ่งกว่าผมอีก แค่ทำอาหารนิดหน่อยเองใครว่างก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ” เซียวหยวนหมิงยิ้ม
ครอบครัวเดินกลับบ้านด้วยความอบอุ่น
ซูเจียวเจียวพยักหน้าเห็นด้วยจริงอย่างที่เขาว่า ใครว่างก็ทำไป
ทุกคนทำงานมาทั้งวันคงจะเหนื่อยกันหมดแล้ว อีกอย่างก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกันไม่จำเป็นต้องมานั่งจุกจิกกันทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นชีวิตจะเหนื่อยเกินไป
ซูเจียวเจียวเห็นเว่ยหงปิงยืนอยู่ไกลๆก็แปลกใจ จึงทักทายขึ้น “ยุวชนเว่ยทำไมมาอยู่ที่นี่คะ?”
เว่ยหงปิงดูอึดอัดทันที“ผม... ผมมารอคนน่ะ”
ซูเจียวเจียวมองจ้าวอวี้เฟินที่เดินตามมาเป็นคนสุดท้ายก็เข้าใจได้ทันที ใบหน้าเธอเผยรอยยิ้มอย่างคนเข้าใจ
เว่ยหงปิงมองจ้าวอวี้เฟินที่เดินมาด้านหลังด้วยท่าทางเขินอายแล้วยิ้มเจื่อนๆ “อวี้เฟินผมมารับคุณกลับบ้าน”
จ้าวอวี้เฟินหน้าแดงก่ำเดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดเสียงเบา “ไม่ต้องมาตั้งใจมารับฉันก็ได้นี่นาพวกเราก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ”
เว่ยหงปิงยิ้มซื่อ“ฟ้ามืดแล้ว ที่ทางกลับก็มืดตามน่ะ”
ซูเจียวเจียวเห็นการโต้ตอบของทั้งสองก็อดหัวเราะไม่ได้“ยุวชนจ้าว ยุวชนเว่ย พวกคุณสองคนกำลังคบกันอยู่เหรอคะ?”
เว่ยหงปิงหัวเราะแห้งๆแต่ไม่พูดอะไร เขาเพียงมองจ้าวอวี้เฟินอย่างคาดหวังจากนั้นได้ยินจ้าวอวี้เฟินพยักหน้าแดงๆ หงึกหงัก “อือ...”
ซูเจียวเจียวหัวเราะ“ยินดีด้วยนะคะ แล้วเมื่อไรจะเชิญพวกเราไปงานแต่งล่ะ?”
จ้าวอวี้เฟินค้อนซูเจียวเจียวอย่างแสนงอน“ยังไม่ได้กำหนดเวลาเลยค่ะ เราเพิ่งจะเริ่มคบกันเอง”
เว่ยหงปิงปกป้องเธอ“ยุวชนซูอย่าแซวอวี้เฟินเลยครับ เธอขี้อาย ถ้ามีอะไรละก็ถามผมได้เลย”
ซูเจียวเจียวกล่าว“แหม... ต้องปกป้องกันขนาดนี้เลยเหรอคะ”
ชาติที่แล้วจ้าวอวี้เฟินดูเหมือนจะไม่ได้คบกับเว่ยหงปิงไม่คิดเลยว่าชาตินี้ทั้งสองคนจะนั่งอ่านหนังสือด้วยกันทุกวัน แล้วค่อยๆก่อเกิดความรู้สึกดีๆ จนได้คบกัน
ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ!
จำได้ว่าชาติที่แล้วเว่ยหงปิงสอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรในจิงเฉิง[*] และภูมิหลังครอบครัวของเว่ยหงปิงก็ไม่เลว ฐานะทางบ้านก็ค่อนข้างดี
ตอนนั้นจ้าวอวี้เฟินไม่ค่อยอ่านหนังสือจึงสอบไม่ติด
ชาตินี้จ้าวอวี้เฟินตั้งใจอ่านหนังสือและท่องจำด้วยกันขนาดนี้ก็น่าจะสอบติดได้ใช่ไหม?
อืมในเมื่อชาตินี้จ้าวอวี้เฟินเป็นเพื่อนสนิทของเธอ เธอจะต้องให้คำแนะนำเสียหน่อย
วันหลังค่อยหาจังหวะเหมาะๆแอบบอกกล่าวอวี้เฟินสักหน่อยดีกว่า
……
โจวเม่ยเดินกลับบ้านด้วยความฉุนเฉียวพอเข้าประตูรั้วก็เห็นหลี่จินฮวามองจ้องเธออย่างไม่พอใจ แล้วตะโกนใส่“ไม่ทำงานทำการเอาแต่เดินเตร่อยู่ได้ยังไม่รีบมาทำอาหารให้เสร็จอีก!”
ฟ้าก็มืดแล้วครัวทุกบ้านต่างก็ลอยกลิ่นอาหารหอมฟุ้ง ควันโขมง
แต่บ้านของเธอนั้น?
กลับเงียบเหงาไม่มีแม้แต่ไอร้อนให้เห็นสักนิด
ไม่ต้องพูดถึงอาหารเลยแม้แต่น้ำร้อนก็ไม่มีสักหยด
หลี่จินฮวาเก็บความไม่พอใจไว้เต็มอกไม่รู้จะระบายออกที่ไหน!
แต่ก่อนตอนหลี่เอ้อร์โก่วแต่งงานกับโจวเม่ยเขาเคยพูดว่าตั้งแต่เซียวหยวนหมิงมีภรรยาเป็นยุวชน ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆเขาเองก็อยากแต่งงานกับยุวชน เพื่อใช้ชีวิตดีๆ ที่ได้กินเนื้อทุกวัน
ยุวชนหน้าตางดงามเนื้อตัวขาวเนียนละเอียด ทั้งยังมีการศึกษาหากได้มาเป็นภรรยาก็ย่อมดีกว่าสาวชาวนาเป็นไหนๆ?
คำพูดนี้ทำให้หลี่จินฮวาใจเต้นระรัว
ก่อนหน้านี้เธอเคยเสียใจหลายครั้งที่ห้ามหลี่เอ้อร์โก่วไม่ให้ไปจีบซูเจียวเจียวคราวนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องไม่ปล่อยยุวชนโจวไปเด็ดขาด!
หลี่จินฮวาจึงจำใจควักเงินสามสิบหยวนออกมาในจำนวนนี้ ยี่สิบหยวนเป็นค่าสินสอดให้โจวเม่ยและอีกสิบหยวนใช้ซื้อของและจัดงานเลี้ยง
ใครจะไปรู้ว่าหลังจากแต่งงานกับโจวเม่ยเธอก็ทำให้ลูกชายของหลี่จินฮวาหลงหัวปักหัวปำ ไม่ยอมไปทำงาน วันๆเอาแต่นอนอยู่ที่บ้าน
แค่นี้ก็ว่าแย่แล้วแต่หล่อนยังไม่ทำอาหาร ทั้งยังไม่ซักเสื้อผ้าอีก!
ทุกวันเอาแต่แบมือขออาหารกิน!
นี่เธอเอาบรรพบุรุษมาปรนนิบัติชัดๆ!
โมโหจนแทบตายอยู่แล้ว!
โจวเม่ยหันกลับมาแล้วจ้องหลี่จินฮวา “อยากทำก็ทำเองสิฉันไม่ทำหรอก!”
หลี่จินฮวาได้ยินดังนั้นก็โกรธจัดตาลุกวาว เบิกตาโต ดวงตาฉายแววดุดัน “หล่อนพูดอะไรนะ?แน่จริงก็พูดอีกครั้งสิ!”
ขณะพูดหลี่จินฮวาก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นพร้อมจ้องมองโจวเม่ยอย่างดุดันเพื่อข่มขู่
สำหรับหลี่จินฮวาแล้วโจวเม่ยยังคงเกรงกลัวอยู่บ้างสาเหตุหลักคือหลี่จินฮวามีใบหน้าดุร้ายและท่าทางดุดัน ดูไม่น่าจะรับมือไหวถ้าสู้กับหลี่จินฮวาละก็ เธอต้องเสียเปรียบแน่นอน!
โจวเม่ยเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาที่ประตูบ้านทันใดนั้นขอบตาก็แดงก่ำ ตาสีดำสนิทคลอไปด้วยน้ำตา “ฟู่กุ้ยในที่สุดคุณก็กลับมาเสียที”
โจวเม่ยจ้องมองเขาด้วยสีหน้าอ่อนหวานน่าสงสารเสียงของเธอนุ่มนวลน่าฟัง ทำให้หลี่เอ้อร์โก่วแทบละลาย
หลี่เอ้อร์โก่วรีบโอบเอวเธอไว้“เม่ยเอ๋อร์ของผมเป็นอะไรไป? ใครรังแกคุณ?”
โจวเม่ยพูดเสียงอ่อยๆ“มะ... ไม่มีใครรังแกฉันหรอกค่ะ…”
ขณะพูดก็เหลือบมองหลี่จินฮวาที่ยืนทำหน้าดุดันอยู่ข้างๆความหมายนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ย
หลี่จินฮวา"?!"
ยังไม่ทันที่หลี่จินฮวาจะอ้าปากหลี่เอ้อร์โก่วก็ตะโกนอย่างไม่พอใจ “แม่ครับ!แม่เป็นอะไรเนี่ย! ผมบอกแม่แล้วไงว่าอย่ารังแกเม่ยเอ๋อร์นักเลยตอนนี้เธอเป็นภรรยาของผมแล้วนะ”
หลี่จินฮวาหน้ามุ่ย“ฉันไปรังแกอะไรหล่อน ฉันแค่สั่งให้ไปทำกับข้าวเท่านั้นเองพวกเราทำงานทั้งวันกลับมาเหนื่อยๆ ส่วนหล่อนนั่งสบายๆ อยู่ที่บ้าน ไม่ซักผ้าไม่ทำกับข้าว ฉันให้หล่อนทำกับข้าวมีอะไรผิดหรือไง”
หลี่เอ้อร์โก่วพลันรู้สึกว่ามีเหตุผล
โจวเม่ยตาร้อนผ่าวมองเขาอย่างรู้สึกผิด “ฟู่กุ้ย แม่ของคุณพูดถูกฉันเองก็อยากจะทำอาหารและซักผ้าที่บ้าน แต่ว่า… แต่ว่า…”
หลี่เอ้อร์โก่วรีบร้อน“แต่ว่าอะไร?”
โจวเม่ยจ้องมองเขาด้วยความเขินอายแล้วใช้กำปั้นเล็กๆ ทุบหน้าอกเขาเบาๆ “ก็ไม่ใช่เพราะคุณเหรอคะ!เพราะกลางคืนคุณใช้แรงเยอะขนาดนั้น ฉัน… ฉันจะรับไหวได้ยังไงเล่า!”
โจวเม่ยวิ่งกลับเข้าห้องด้วยความเขินอาย
หลี่เอ้อร์โก่วตื่นจากภวังค์ความร้อนรุ่มแล่นขึ้นสู่ศีรษะ แล้วเดินตามเธอเข้าไปทันที
หลี่เอ้อร์โก่วเพิ่งอายุสิบเก้าถึงยี่สิบปีเท่านั้นเลือดลมพลุ่งพล่าน แถมเพิ่งได้ภรรยาใหม่จึงเป็นธรรมดาที่จะกระตือรือร้นในเรื่องนั้นมากเป็นพิเศษ
ส่วนโจวเม่ยก็ช่ำชองในเรื่องนี้แล้วล่อลวงให้หลี่เอ้อร์โก่วติดบ่วงเสน่หาจนยากจะตัดใจแล้วจำนนต่อการควบคุมของเธอในที่สุด
ส่วนเรื่องเลือดบนผ้าปูที่นอนในคืนเข้าหอโจวเม่ยใช้เหล้ากรอกใส่หลี่เอ้อร์โก่วจนเมาไม่รู้เรื่องหลี่เอ้อร์โก่วจึงเข้าหอกับเธอในสภาพที่ไม่ค่อยมีสติดังนั้นหลี่เอ้อร์โก่วจึงไม่รู้ว่าโจวเม่ยนั้นหมดความบริสุทธิ์ไปนานแล้ว
เชิงอรรถ
[*]เมืองหลวงหรือกรุงปักกิ่งในปัจจุบัน