ท่ามกลางความโกลาหล มีเพียงกุยเหอที่ยังคงสุขุมเยือกเย็น มิได้หลงกลไปตามแผนการที่จอมเสรีวางไว้ เขาเพ่งสมาธิไปยังโสตประสาท สดับฟังเสียงการเคลื่อนไหวที่ซ่อนเร้น จนกระทั่งตรวจพบจังหวะฝีเท้าที่แ่เบาและคล่องแคล่ว ผิดกับเสียงสะเปะสะปะของสมุนตน
เมื่อมั่นใจว่านั่นคือหลี่ชิงเฉิน เขาก็ตวาดสั่งให้ทุกคนหยุดเคลื่อนไหวในทันที เพื่อมิให้รบกวนการตรวจจับศัตรู
“หยุด!”
กุยเหอยิ้มเหิม ยามล่วงรู้ถึงตำแหน่งจิตรกรหนุ่ม บาทากระเรียนเยื้องกรายเหินสูง ะโดิ่งพสุธาเข้าทะลวงใส่หลี่ชิงเฉินทันที
หลี่ชิงเฉินรีบยกแขนไขว้ ป้องกันการโจมตีไว้เหนืออก
“ข้าไม่เชื่อว่าเ้าไม่เป็วรยุทธ์”
กุยเหอกล่าว พลางกรุยกรายฝ่าเท้า ซ้ายย่ำขวาเหยียบใส่เป้าหมายไม่ยั้ง
“งู ๆ ปลา ๆ ไม่นับว่าเป็กระมัง” หลี่ชิงเฉินทักท้วง ก้าวถอยร่นหนีการจู่โจมอย่างไม่ลดละ ทว่าถอยไปได้ไม่นานก็ต้องชะงัก เมื่อบั้นท้ายปะทะเข้ากับโต๊ะไม้ด้านหลัง ที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่าด้วยพื้นที่อันจำกัด ย่อมต้องจนมุมในไม่ช้า
กุยเหอฉวยโอกาสสืบปลายเท้า แทรกผ่านแนวป้องกันระหว่างแขนที่ไขว้สกัดกั้น ถ่ายเทลมปราณสู่นิ้วเท้าที่รวบเกร็ง ตลบเท้าขึ้นจากมุมอับ เสยคางฝั่งตรงข้ามด้วยกระบวนท่ากระเรียนเหินพลิกเหยียบฟ้า
หลี่ชิงเฉินรีบตีลังกากลับหลังในจังหวะเดียวกัน หมุนตัวรอดพ้นจากบาทานั้นหวุดหวิด
หากแต่จุดแข็งของกระเรียนเยื้องกราย หาใช่การโจมตีรุนแรงในคราเดียว ทว่าอาศัยความต่อเนื่อง บั่นทอนให้คู่ต่อสู้าเ็สั่งสมไปเรื่อย ๆ เพื่อเผด็จศึก
กุยเหอไม่เปิดจังหวะให้จอมเสรีหลีกเลี่ยงหรือโต้กลับ เขาใช้ทักษะกระเรียนเหินนภา ผายแขนสองข้างดั่งกางปีก ถ่วงดุลร่างกลางเวหาแน่นิ่ง ตามด้วยรัวบาทากระเรียนย่ำคะนองหนัก ๆ ซ้ำ ๆ จนทำให้ผู้ถูกกระบวนท่านี้ ไม่ต่างจากถูกหมัดรัวต่อย ราวีไม่เลิกรา
ในเมื่อไม่อาจปลีกตัวแม้สักเสี้ยววิ หลี่ชิงเฉินย่อมไม่พ้นถูกกระเรียนย่ำสนั่นคีรี ที่ผ่านการถ่ายเทน้ำหนักและพลังปราณทั่วร่างให้โหมกรรโชกรุนแรง ย่ำเท้าคู่ผสานจู่โจมปิดฉากครั้งสุดท้าย ซัดถลาถอยหลังปลิวไปกระแทกกับเสา
“จอมเสรี!” แม้มองไม่ชัดในม่านหมอก แต่พอเห็นเงาร่างจิตรกรหนุ่มที่ถูกซัดกระเด็น ฉางขู่ก็จดจำตำแหน่งนั้น ถีบเท้าส่งตัวตามไปดูอาการของเขา
“โอะ” จอมเสรีร้อง ชวนให้อีกคนใเป็อย่างยิ่ง “ฝุ่นรองเท้าเข้าตา…” ว่าพลางใช้มือสองข้างปัด ๆ ตาอย่างรู้สึกระคายเคือง
หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่ว่า ในเสี้ยววิที่กระเรียนย่ำสนั่นคีรีจะจู่โจมถึงตัว หลี่ชิงเฉินได้ชิงดีดกายถอยร่นหนึ่งก้าวล่วงหน้า เพื่อผ่อนปรนระยะจู่โจม อาศัยจังหวะที่การโจมตีนี้ เป็การขยี้ปิดท้ายเพียงคราเดียว ยกพู่กันทัศนาจารึกขึ้นปกป้องตนเอง มิต่างจากยกกระบี่เข้าปะทะทัดทานไว้ ทำให้มิต้องรับแรงกระแทกจากบาทาเข้าเต็มรัก ถึงกระนั้น อานุภาพลมปราณที่แฝงมากลับยังรุนแรง เพียงพอซัดร่างของเขาให้ทรงตัวไม่อยู่
ฉางขู่กลอกตา เวลาเช่นนี้ อีกฝ่ายยังมีหน้ามาล้อเล่น
“เ้ารู้หรือไม่ว่าคนนี้ ๆ คือกุยเหอ ขุนพลอันดับ 6 ของพรรคบิดเบือนบัญญัติ คิดจะช่วยคนแต่ไม่รู้จักประมาณตน แล้วทีนี้มีผู้ใดคิดจะช่วยเ้าบ้าง?” เขายืดอก กระแอม “นอกเสียจาก… คุณชายอย่างข้าน่ะ”
หลี่ชิงเฉินนึกในใจ โดยไม่ได้ฟังที่อีกฝ่ายพูดและตั้งใจวางมาดให้เห็นเช่นเคย ‘ขุนพลคนใหม่นี่เอง ข้าถึงไม่คุ้นหน้า’ ก่อนจะหันไปกล่าวกับฉางขู่ ตัดบทดื้อ ๆ
“ข้าก่อเื่ ข้ารับผิดชอบเอง เ้ารีบหาทางพาคนอื่นหนีไป”
คุณชายผู้เสพทุกข์หัวเราะหึในลำคอ ทั้งที่พึ่งพูดกรอกหูไป แต่อีกฝ่ายก็หาได้เข้าใจอยู่ดี
“ชีวิตผู้อื่นข้าไม่สน แต่เ้าเป็ศาลทุกข์เคลื่อนที่ของข้า เ้าตายไม่ได้… ที่สำคัญ หากวันนี้รอดไปได้ พวกเราก็ถือว่าร่วมเป็ร่วมตายครั้งนึง เ้าก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธข้าแล้ว!”
หลี่ชิงเฉินไสมือไล่ “ข้าหาทางรอดได้น่า”
ทว่ากลับสายเกินการ บาทากระเรียนเยื้องกรายของกุยเหอรุกไล่ตามมาจนพบ น้ำหนักมหาศาลกดทับดิ่งพสุธาเข้าใส่ตำแหน่งของทั้งคู่อย่างดุดัน สองหนุ่มตัดสินใจแยกย้ายหลบออกไปคนละทิศทางอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ลูกเตะที่เปี่ยมพลังนั้นพลาดเป้า ไปปะทะเข้ากับเสาใหญ่เื้ัจนสนั่นหวั่นไหว
แต่ความร้ายกาจของบาทากระเรียนเยื้องกราย หาใช่แค่ความเร็ว ยังรวมไปถึงการพลิกแพลงตลบแตลงกลางอากาศ กุยเหอหาได้เสียจังหวะไม่ เขาเพียงแค่เล็งเป้าหมายใหม่ พลิกกายเปลี่ยนตำแหน่งจู่โจมอย่างแยบยล ทะยานส่งฝ่าเท้าตามไล่ย่ำใส่จิตรกรหนุ่มต่ออีกครั้ง
หลี่ชิงเฉินขมวดคิ้ว ในตอนที่ฝ่าเท้าห่างใบหน้าเพียงคืบ ร่างของฉางขู่จู่ ๆ ก็เข้ามายืนกั้น ชิงตัดหน้าอาสารับไปแทนเสียอย่างนั้น
คุณชายผู้เสพทุกข์หุบพัดไหมทองคำ มืออีกข้างไพล่หลังเพื่อประคองกายให้มั่น ฟาดสับข้อเท้าของกุยเหอ ต่อด้วยคอยปัดรับกระเรียนคะนองแต่ละก้าวย่ำทั้งซ้ายขวามิขาดสาย ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อไม่แพ้กัน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังคลี่กางใบพัด ตวัดโฉบแนวขวางตอบโต้ มาตรว่าต่อให้ไม่อาจเอาชนะ ก็ต้องต่อสู้ให้เต็มภาคภูมิเสียหน่อย
กุยเหอตะกายขาสองข้างเสมือนไต่อากาศ ใต้ฝ่าเท้าบังเกิดปราณคล้ายแอ่งลมคอยรองรับ ก้าวขึ้นพ้นเหนือระยะพัด พินิจท่วงท่าสูงศักดิ์สง่างาม อาภรณ์เขียวโบกสะบัดพริ้ว ประเมินว่าบุรุษที่มากับจิตรกรหนุ่มผู้นี้ ภายนอกเหมือนผู้ลากมากดีไม่มีมาดของชาวยุทธ์ แต่นับว่าพอฝีมือ
จากการปะทะเมื่อครู่ เขาคงอยู่ในขั้น 4 ผู้กุมชะตา ด้วยอายุเพียงเท่านี้ หากคู่ต่อสู้ไม่ใช่ขุนพลพรรคบิดเบือนบัญญัติเช่นตน คงรับมือได้ง่ายดาย และหากได้ท่องยุทธภพอีกสักพัก ฝีมือก็อาจพัฒนาไปได้อีกไกล ขาดก็เพียงประสบการณ์ และกำลังภายในที่ฝึกฝนจนแข็งแกร่งพอ ที่จะสามารถต่อกรกับตนได้ตลอดรอดฝั่ง
“เ้าก็ไม่เลว น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า!”
กุยเหอง้างขาข้างซ้าย หมุนตัวโค้งวาดฝ่าเท้า เตะฉางขู่ออกไปพ้นทาง แน่นอนว่าร่างคุณชายบอบบางเช่นเขา ไม่มีทางต้านทานพลังผู้เป็ขั้น 5 ผู้นำวิถี ซ้ำยังเป็ถึงยอดฝีมือของพรรคบิดเบือนบัญญัติไหว ยามโดนแรงกระแทกของกำลังภายในที่ทะลุผ่าน แม้พัดไหมทองคำที่ตั้งรับก็ไม่อาจป้องกันได้หมด ฉางขู่จึงถูกผลักปลิวราวกับลูกหนังที่ถูกเตะลอย
หลี่ชิงเฉินรีบคว้าคอเสื้อฉางขู่ ดึงเหวี่ยงออกจากรัศมีแทบทันที แม้ไม่อาจหลบพ้นหมด แต่ช่วยลดทอนความเสียหาย ทำให้โดนพลังของบาทาไปแค่ห้าส่วน ต่อด้วยยกพู่กันของเขาเข้าปะทะแทน ตั้งคานงัดฝ่าเท้าของกุยเหอไว้
กุยเหอยกมุมปาก มองคนที่เป็เป้าหมายแท้จริงใต้ฝ่าเท้าตน
“พ่อหนุ่ม ถ้ายังเสแสร้งไม่เลิก คราวนี้จะได้ตายจริงแล้ว”
“ท่านทึกทักไปเองแล้วลงมือกับคนไม่มีวรยุทธ์ ช่างไร้คุณธรรมยิ่งนัก!” หลี่ชิงเฉินจงใจตำหนิติเตียนเสียงดัง
กุยเหอสบถเหอะ การยั่วยุเช่นนี้ไร้ผล มิอาจสั่นคลอนเขาได้ พลางรวบแขนสองข้างที่กางออกเข้าหาตัว หมุนร่างประดุจเกลียวสว่าน หลอมรวมลมปราณขุมใหญ่ลงสู่ฝ่าเท้า หมายมั่นจะบีบให้ศัตรูจนมุม ด้วยกระบวนท่ากระเรียนขดปีกหมุนพนม ซึ่งหากคู่ต่อสู้ยังไม่ยอมเผยฝีมือแท้จริงออกมาเพื่อตอบโต้ ก็ย่อมมิพ้นถูกฝ่าเท้าสว่านบดขยี้แหลกฝ่ายเดียว
เหตุการณ์กลับพลิกผันเกินกว่าขุนพลอันดับหกจะคาดการณ์ได้ ผู้ที่โผล่มาสกัดวิชาของเขา หาใช่ยอดฝีมือผู้ใด แต่กลับเป็แมวขาวขนฟู ที่โจนทะยานขึ้นกลางอากาศ ย่ำลงบนใบหน้าอย่างจัง พลางรัวกรงเล็บตะปบเข้าใส่ไม่ยั้ง จนกุยเหอต้องหลับตาร้องโอดครวญ จังหวะเกลียวสว่านที่อัดแน่นด้วยพลังปราณขาดสะบั้น ร่างของเขาร่วงหล่นลงสู่พื้นดัง ปึก ฉับพลัน
หลี่ชิงเฉินเบิกตา รีบเคลื่อนตัวเข้ารับร่างของแมวขาว ที่ร่วงหล่นลงหลังโจมตีกุยเหอไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะก้มมองให้ชัด ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา
แววตาเย่อหยิ่งนี้ ไม่มีทางจำผิดแน่…
“อยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย…”
มู่ไป๋หลิ่งสบตาตอบจิตรกรหนุ่ม ภาพของเขาสะท้อนอยู่ในั์ตาสีเทาที่สั่นไหว
อาจเพราะความสามารถในการดมกลิ่นของแมว ยามนี้จึงได้กลิ่นของเขาชัดเจน แม้เป็กลิ่นที่คละคลุ้งหมึกและสีต่างจากครั้งแรกที่พบ แต่นางก็ยังจดจำได้แม่นยำ
เพียงแต่ตอนนี้ สำหรับศัตรูอย่างสำนักฝึกสัตว์ปีศาจที่ปะปนอยู่ นางก็เหมือนแมวหลุดจากกรงที่ต้องจับกลับไป นี่ย่อมไม่ใช่เวลามายินดีที่ได้พบกัน
หากตอนนี้นางอยู่กับเขา หลี่ชิงเฉินก็จะไม่ปลอดภัยไปด้วย
ฉางขู่ประคองร่างอย่างทุกลักทุกเล ขนาดโดนบาทากระเรียนเยื้องกรายไปแค่ครึ่งระลอก ร่างคุณชายของเขาก็รวดร้าวไม่น้อย
“ทำไมคนระดับกุยเหอถึงเอาแต่บอกว่าเ้าซ่อนเร้นฝีมือไว้ นี่เ้าคงไม่ได้กำลังเสแสร้งจริง ๆ หรอกนะ”
หลี่ชิงเฉินหลบสายตา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทีหลังอย่ามารับแทนข้าอีก หากคุณชายตระกูลผู้ดีแบบเ้าเป็อะไรไป ข้าชดใช้ไม่ไหว…”
ไม่ใช่แค่ฉางขู่กงจื่อที่ไม่รู้เกี่ยวกับหลี่ชิงเฉิน หลี่ชิงเฉินเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับอีกฝ่ายเท่าใดนัก และยิ่งไม่อยากพัวพันความวุ่นวายกับวงศ์ตระกูล หรือความสัมพันธ์ทั้งปวงเื้ัเขา
ฉางขู่เดาะลิ้น จัดชุดของตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายดึงคอเสื้อซะยับเยินก่อนหน้า ให้กลับมาดูดีเช่นเดิม
“แค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ข้ากลัวจะขาดอากาศหายใจตอนเ้าดึงคอเสื้อข้ามากกว่า ดูสิ! ชุดข้ายับหมด”
มู่ไป๋หลิงในอ้อมแขนของหลี่ชิงเฉิน รู้สึกร้อนวาบในกายขึ้นมา พร้อมกับอุ้งเท้าที่กระพริบแสง เป็สัญญาณว่าถึงขีดจำกัด นางสามารถกลับไปเป็คนได้อีกครั้งแล้ว
ฉางขู่กงจื่อสังเกตเห็นก้อนขนสีขาวบางอย่าง จึงก้มมองมองแมวในอ้อมแขนของอีกฝ่ายที่อุ้มมาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
“นี่เ้า… เจอแมวขาวที่เ้าตามหาแล้ว?”
หลี่ชิงเฉินพยักหน้า ก่อนจะก้มมองมู่ไป๋หลิงในร่างต้าจิ่วที่จู่ ๆ ก็แดดิ้นขึ้นมา
‘ทำไมกอดแน่นจังเลยล่ะ ปล่อยฉันก่อนเถอะ!’
ด้วยหากนานกว่านี้ ความลับอาจถูกเปิดเผย มู่ไป๋หลิงจึงขบฟันที่นิ้วของเขา
พออีกฝ่ายสะดุ้งและเผลอคลายวงแขน นางก็รีบะโออกจากอ้อมกอดที่โอบอุ้มตนไว้ทั้งสองข้าง
หลี่ชิงเฉินได้แต่แน่นิ่งมองตามเงาของร่างกลมที่ะโหยอง ๆ หายไปในม่านหมอก ครั้นจะเอื้อมมือออกไปคว้า ก็ไม่ทันเสียแล้ว
พอดีกับที่ฉางขู่กงจื่อเหลือบเห็นเงาของกุยเหอหลังหมอกอีกด้านเริ่มขยับตัว จึงคว้าหมับที่ไหล่ของหลี่ชิงเฉิน พากันแทรกตัวหนี
“รีบไป!”
เดิมที สิ่งที่ทำไปั้แ่ต้น ล้วนแต่เพื่อเปิดโอกาสหาจังหวะหนีไปเท่านั้น หาได้คิดจะต่อกรกับขุนพลของพรรคบิดเบือนบัญญัติแต่แรก อย่างไรเสีย ผลลัพธ์ก็คงมีแต่พ่ายแพ้ ทว่ายังติดอุปสรรคที่บาทากระเรียนเยื้องกรายของเขาสลัดได้ยากพอตัว กว่าจะมีโอกาสหนีจริง ๆ ได้สักทีดังเช่นตอนนี้
กุยเหอฝืนสังขารหยัดกายขึ้นจากพื้นโถงน้ำชา ความวิงเวียนยังคงรบกวนประสาทัั มือทาบกุมแผ่นหลังที่ร้าวระบมด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว คงเป็การเสียท่าน่าขายหน้ายิ่ง ที่ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปเพราะถูกแมวตัวหนึ่งจู่โจม แต่เนื่องจากบรรยากาศรอบกายยังปกคลุมด้วยไอหมอกมืดสลัว จึงปราศจากผู้ใดรู้เห็น นอกจากบุรุษสองคนนั้น
กุยเหอกวาดมองตรงหน้าที่ว่างเปล่า ไร้เงาคน จึงออกคำสั่ง
“เปิดประตู!”
เหล่าลูกสมุนต่างวิ่งวุ่น คลำหาทางออกท่ามกลางม่านหมอก บ้างก็ปะทะสะดุดล้มกันเอง วุ่นวายอยู่สักพัก กว่าจะงมจนเจอประตูและหน้าต่าง เพื่อเปิดระบายไอหมอกออกไปได้ในที่สุด
ทันทีที่บานประตูถูกเปิดกว้าง ผู้คนก็แห่แหนออกไปจนเกลี้ยง เหลือเพียงบุรุษจากสำนักถัง ที่ยังคงนั่งดื่มชาต่ออย่างแเี กระทั่งพวกที่นอนระเนระนาดอยู่แทบเท้า ซึ่งกำลังลนลานดันกายขึ้นด้วยสภาพสะบักสะบอม ต่างก็มิอาจรับรู้ได้เลยว่าความเ็ปนี้ เป็ผลพวงมาจากการลงมือของบุรุษเบื้องหน้า
หลังจากนั้นไม่นาน บุรุษจากสำนักถังก็ลุกขึ้น วางเงินพลางสบถในใจ
‘สุดท้ายก็มาเสียเที่ยว…’ ตามด้วยเดินออกจากประตูไป
แน่นอนว่า ทั้งหลี่ชิงเฉินและฉางขู่ ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเรียบร้อยแล้ว
กุยเหอหรี่ตา
คราวหน้า จะต้องทำให้เ้าหนุ่มนั่นเผยความสามารถแท้จริงออกมาให้ได้…
ฉางขู่กงจื่อหยุดวิชาตัวเบา กึ่งก้าวกึ่งเหาะลงที่ตรอกหนึ่งไร้ผู้คน ปล่อยมือจากหลี่ชิงเฉิน ที่พาหิ้วมาโดยไม่ลืมหอบข้าวของพะรุงพะรังของเขามาด้วย ทั้งกระบอกภาพเขียนและกระเป๋าสะพาย จึงทำให้ใช้แรงไปไม่น้อย
“วันนี้ได้ลิ้มรสทุกข์… ของการโดน…บาทากระเรียนเยื้องกรายแล้ว…”
คุณชายผู้เทพทุกข์กล่าวไปหอบไป ยกนิ้วโป้งชื่นชมอย่างประชด “ทุกข์นี้ได้มาเพราะเ้าแท้ ๆ ”
หลี่ชิงเฉินโค้งกายเท้าเข่าหอบไม่แพ้กัน ปัดมือกวน ๆ
“ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ยังมีหน้ามาเล่นอีก ดูเืที่มุมปากเ้าก่อน”
หลี่ชิงเฉินลองเอื้อมมือแตะ ๆ ของเหลวที่ไหลซึมบนมุมปากมาพินิจดู เขารู้สึกแสบเบา ๆ ก่อนจะทำหน้าเหยเกออกมา จากนั้น เงยมองฉางขู่กงจื่อ พลางชี้มุมปากอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน
“?” ฉางขู่กงจื่อซับมาดูบ้าง ก่อนกลอกตา “คุณชายเช่นข้าต้องมาโดนถีบกระเด็น เืตกยางออก เสียหน้านัก”
หลี่ชิงเฉินวาดพู่กันบนฝ่ามือเป็ตัวอักษร ‘ความยุติธรรม’ ก่อนเป่าออกไป ลมปราณที่ถูกเป่ากระจายฟุ้งลอยหายไปในอากาศ คล้ายกับละอองเกสรดอกไม้
“เ้าทำอันใดน่ะ?”
จอมเสรีไม่ตอบ ทั้งยังหอบข้าวของเดินกลับไปทางเดิม แต่ถูกพัดแพรไหมของฉางขู่กงจื่อขวางไว้เสียก่อน
หลี่ชิงเฉินจิ๊ปาก เมื่อครู่คุณชายผู้เสพทุกข์ถึงกับเสี่ยงชีวิตช่วยตนไว้ ครั้นจะออกปากไล่อีกฝ่ายยามนี้ลำบากใจกว่าเดิมมากนัก จึงตัดสินใจใช้วิชากลับกลอก หันมาปั้นสีหน้าโน้มน้าว
“อย่างที่เห็น… ขุนพลคนนั้นหมายหัวข้าแล้ว เ้าตามไปมีแต่จะเสี่ยงภัยไปด้วย”
“เ้าไม่ต้องมาเล่นลิ้น ติดค้างข้าแล้วก็อย่าหวังจะคิดบิดพริ้ว”
หลี่ชิงเฉินหน่ายใจ ให้ตายเถอะ คุณชายผู้นี้ไม่มีบ้านช่องให้กลับหรือไร ถึงได้ตามติดแจเป็ตังเมเช่นนี้
ลองไล่ไปก่อนแล้วกัน…
“งั้นเ้าก็ไปรอที่เนินผาท้ายตลาด ข้าจะตามไปทีหลัง”
“แล้วเ้าคิดจะไปที่ใด?”
ทันทีที่สายตาของหลี่ชิงเฉินเหลือบมองไปยังหอน้ำชา ฉางขู่ก็มือหนึ่งกุมขมับมือหนึ่งเท้าเอว “กลับไปให้กุยเหอเหยียบเ้าอีกหรือไร!?”
หลี่ชิงเฉินยกมือปิดหู
“ข้าแจ้งกำลังเสริมแล้ว รอนางสะสางให้ ข้าค่อยจัดการธุระที่เหลือ…” เขาพูด พลางชี้นิ้วมั่วซั่วไปสักที่
“นาง?” ฉางขู่กงจื่อมองหาลาดเลาของ ‘นาง’ ที่ว่า ตามทิศทางที่นิ้วของอีกฝ่ายชี้ไป “สหายสักคนก็ไม่มี กำลังเสริมบ้าบออะไรของเ้า”
ระหว่างนั้น หลี่ชิงเฉินก็ชิงจ้ำอ้าวไปไกลอย่างไว
“นี่ เ้าคนไร้สำนึก!” ฉางขู่ชี้พัด ด่าไล่หลังตาม