ความวุ่นวายที่บ้านสกุลฉินดึงดูดชาวบ้านที่เลิกงานช้ากว่าปกติให้แห่กันมามุงดู
ทุกคนยืนเบียดเสียดกันอยู่หน้าบ้านสกุลฉินพยายามชะโงกเข้าไปดูข้างใน
"เอ๊ะ นั่นคนที่ไหนกันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย! หรือว่าเป็นปัญญาชนคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมา?"
"บ้าหรือไงเดี๋ยวนี้เขาเลิกส่งพวกปัญญาชนมาพัฒนาชนบทแล้ว ระบบการทำงานก็เปลี่ยนไปหมดแล้วจะมีใครส่งปัญญาชนมาอีกได้ยังไง! ฉันว่าน่าจะเป็นคนต่างหมู่บ้านมากกว่า"
“ขาของฉินซู่นี่หายดีแล้วเหรอทำไมท่าทางดูคล่องแคล่วขนาดนี้ล่ะ!”
"ถ้าเธอไม่ทัก ฉันก็ไม่ทันสังเกตขาของฉินซู่ดูเหมือนจะหายดีแล้วจริงๆ ด้วย!"
ชาวบ้านต่างซุบซิบกันและพยายามเดาว่าเฝิงหม่าหลงเป็นใครกันแน่
เฝิงหม่าหลงลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเลความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ดูน่าเกลียดไปหมด
เขารู้สึกเหมือนอวัยวะภายในจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ!
ยัยเมียเก่าหน้าจืดของเขาบอกว่าฉินซู่เป็นคนพิการไม่ใช่เหรอ?ทำไมถึงได้คล่องแคล่วขนาดนี้กันล่ะ?
ผู้หญิงที่มาด้วยกันรีบหลบไปอีกทางเธอไม่สนใจเด็กชายที่มาด้วยกันด้วยซ้ำ เธอแค่กลัวว่าจะโดนลูกหลงเข้าด้วยอีกคน
บ้านนี้เป็นอะไรกันหมดทำตัวเหมือนตัวซวยเดินได้!
ต่อมาเธอก็เริ่มสำรวจฉินซู่โดยไม่ปิดบังสายตาเลยสักนิดผู้ชายแบบนี้หาได้ยากจริงๆ ในชนบท หล่อเหลากว่าดาราในโทรทัศน์ แถมยังดูเท่มากๆอีกด้วย!
ถ้าเขาเป็นสามีของเธอนะ...
ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้หญิงคนนั้น
เฝิงหม่าหลงเอามือกุมหน้าอกเขามองฉินซู่ด้วยสายตาอาฆาต พลางกัดฟันพูด
"หมายความว่ายังไง? อย่างน้อยฉันก็เป็นพี่เขยของนาย มาถึงนี่แล้วไม่ต้อนรับแถมยังมาลงไม้ลงมือกับแขกอีก แล้งน้ำใจจริงๆ! ก่อนหน้านี้ฉันเคยช่วยชีวิตนายไว้นะ"
ตอนที่ฉินซู่บาดเจ็บที่ขาฉินฮุ่ยเจียวและเฝิงหม่าหลงกำลังอยู่ในช่วงปลูกต้นรักกันใหม่ๆถึงในตอนนั้นจะเปิดกว้างเรื่องรักเสรีแต่คนในครอบครัวฉินไม่เห็นด้วยที่ฉินฮุ่ยเจียวจะแต่งงานกับเฝิงหม่าหลงแต่พวกเขาก็ไม่มีเงินมากพอที่จะรักษาฉินซู่
เฝิงหม่าหลงจึงฉวยโอกาสในช่วงครอบครัวกำลังลำบากควักเงินห้าสิบหยวนเป็นค่าสินสอดเพื่อแต่งงานกับฉินฮุ่ยเจียวทำให้ได้เงินก้อนนั้นมารักษาฉินซู่ และช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้แต่ขาก็พิการตั้งแต่นั้นมา
เมื่อได้ยินแบบนั้นชาวบ้านที่ก่อนหน้านี้ยังดูงุนงงอยู่ก็จำได้ทันทีว่าเฝิงหม่าหลงเป็นใคร
"เขาเป็นสามีของพี่สาวคนโตบ้านสกุลฉินเหรอ?ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?"
"สามีของพี่สาวคนโตของบ้านสกุลฉินไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับปัญญาชนแล้วทิ้งเธอไปแล้วเหรอแล้วทำไมตอนนี้ถึงมาที่นี่อีก?"
ไม่นานหลังจากที่ฉินฮุ่ยเจียวกลับมาที่หมู่บ้านข่าวที่เธอถูกไล่ออกจากบ้านก็แพร่สะพัดไปทั่วดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงรู้เรื่องของฉินฮุ่ยเจียวเป็นอย่างดี
"ถุย!"
ฉินซู่ถ่มน้ำลายลงบนพื้นเขามองเฝิงหม่าหลงด้วยสายตาเย็นชา
"ตลอดหลายปีมานี้ฉันก็คอยช่วยนายกับพี่มาตลอดนี่? ตั้งแต่พี่สาวฉันแต่งออกไปฉันก็ส่งเงินให้เดือนละสามสิบหยวนตลอดถึงหลังจากนั้นเราจะไม่ได้ติดต่อกันแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ควรชดใช้ฉันก็ชดใช้ไปหมดแล้ว
ตอนนี้พวกนายกลับมาคุกคามเมียกับลูกของฉันงั้นก็มาจัดการคุยกันให้รู้เรื่องไปเลยดีกว่า!"
ตั้งแต่พี่สาวคนโตแต่งงานออกไปเขาก็จะเอาเงินบำนาญเดือนละสามสิบหยวนมาส่งให้บ้านพี่สาวตลอดเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ช่วยให้เงินค่ารักษาขา
แต่ใครจะรู้ว่าเฝิงหม่าหลงกลับใช้เรื่องนี้มาข่มขู่เขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา?
ในยุคแปดศูนย์เงินเดือนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสามหยวนการให้เงินสนับสนุนเดือนละสามสิบหยวนถือว่าใจกว้างมากแล้ว
เมื่อเทียบกับยุคนั้นเงินก้อนนี้เทียบเท่ากับเงินเดือนของหัวหน้าฝ่ายในโรงงานเลยทีเดียว
เฝิงหม่าหลงเป็นคนหน้าด้านถึงจะโดนฉินซู่พูดจาเหน็บแนมแบบนั้น แต่สีหน้าก็ยังไม่เปลี่ยน
"เงินที่ฉันเคยจ่ายเพื่อช่วยชีวิตนายน่ะชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะใช้หนี้หมด ถ้าไม่ใช่เพราะฉันนายจะมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้เหรอ? ฉันแค่มาขอค่าเลี้ยงดูจากพวกนายเท่านั้นเองทำไมต้องทำให้มันยากขนาดนี้ด้วย!"
แค่ค่าเลี้ยงดูยี่สิบปีเท่านั้นเองทั้งฉินซู่กับต่งเสี่ยวเสี่ยวต่างก็เป็นคนมีความสามารถเงินแค่นี้ยังไงพวกเขาก็ต้องมีอยู่แล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวโกรธจนหน้าเขียวไปหมด
ไม่ว่าชาติที่แล้วหรือชาตินี้เธอก็ไม่เคยเจอคนที่หน้าด้านขนาดนี้มาก่อนเลย!
ถ้าไม่รู้มาก่อนก็คงนึกว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกแท้ๆ ที่เธอคลอดเองซะแล้วถึงจะต้องมาจ่ายค่าเลี้ยงดูให้แบบนี้
ในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นจากนอกบ้าน
"หลีกทางหน่อยครับ!"
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ด้านนอกโบกมืออย่างไม่พอใจ
"ฉันยังดูไม่จุใจเลยไปหาที่ที่ดีกว่านี้ดูเอาเองสิ!"
"นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาปฏิบัติหน้าที่ กรุณาหลีกทางด้วยครับ!"
พอได้ยินแบบนั้นชาวบ้านที่ไม่พอใจก่อนหน้านี้ตัวแข็งทื่อเมื่อหันกลับไปมองก็เห็นตำรวจในเครื่องแบบสามนายยืนอยู่ข้างหลัง
คราวนี้ไม่มีใครบ่นสักคำทุกคนหลีกทางให้แต่โดยดี ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆก็รีบเปิดทางให้ตำรวจเข้าไปข้างในได้สะดวก
แต่เฝิงหม่าหลงยังคงดื้อดึงอยู่ไม่เลิกเขาเอาแต่พูดจาเหลวไหลไม่หยุด
"เมื่อกี้เราได้รับแจ้งว่ามีคนรวมตัวกันก่อความวุ่นวายขู่กรรโชกทรัพย์!"
ตำรวจนายที่ยืนอยู่ข้างหน้าเป็นคนตัวสูงผอมในมือถือสมุดเล่มหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือปากกา
ส่วนตำรวจอีกสองนายถือกระบองเหล็กท่าทางน่าเกรงขาม
ตอนที่เห็นตำรวจปรากฏตัวต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ตกใจเล็กน้อย ดวงตากลมโตของเธอกลอกไปมาก่อนจะรีบเดินไปหาตำรวจนายผอม แล้วชี้ไปที่เฝิงหม่าหลง
"คุณตำรวจคะคุณต้องช่วยพวกเราด้วยนะคะ"
"มีอะไรค่อยๆ พูดนะครับ ไม่ต้องรีบ"
ตำรวจตัวผอมถือปากกาถามอย่างใจเย็น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตอบทุกคำถามตามความจริง
ถึงขั้นเล่าเรื่องที่เฝิงหม่าหลงทิ้งภรรยาไปแต่เธอก็แอบแต่งเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเพิ่มไปอีกนิดๆ หน่อยๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเล่าเรื่องราวอย่างชัดเจนไม่เยิ่นเย้อ ไม่สับสน ฟังดูแล้วเข้าใจง่ายสุดๆ
เพียงแค่นี้ก็ทำให้ตำรวจรู้สึกดีกับต่งเสี่ยวเสี่ยวและคนอื่นๆแล้ว
พวกเขาเคยจัดการเรื่องแบบนี้มาไม่น้อยแต่ทุกครั้งที่เล่าเรื่อง คนที่เล่ามักจะสับสนต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเข้าใจความเรื่องที่ซับซ้อนขนาดนี้
วันนี้ได้ฟังเรื่องที่เข้าใจง่ายๆแถมคนตรงหน้าก็สรุปเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างชัดเจนตำรวจจะไม่ชอบคนแบบนี้ได้อย่างไร?
ชาวบ้านที่มุงดูก็ต่างพากันเห็นอกเห็นใจต่งเสี่ยวเสี่ยว
"เจียวเจียวก็โตขนาดนี้แล้วทำไมยังโง่อยู่อีก? ให้สามีเก่ามาหาค่าเลี้ยงดูจากน้องชายเฮ้อ ถ้าคนไม่รู้คงคิดว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกที่เสี่ยวเสี่ยวกับฉินซู่เลี้ยงดูมา!"
"นอกจากเจียวเจียวจะโง่แล้วนะเฝิงหม่าหลงคนนี้ก็หน้าด้านมากๆ ด้วย อ้าปากก็จะเอาค่าเลี้ยงดูยี่สิบปีไร้ยางอายจริงๆ!"
เสียงพูดนั้นไม่ดังเท่าไหร่แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็ได้ยินกันหมด
ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าฉินซู่และต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้รับความเป็นธรรมสองสามีภรรยาก็ลำบากอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอเรื่องซวยๆ แบบนี้อีก
แม้ว่าเฝิงหม่าหลงจะหน้าด้านแค่ไหนแต่พออยู่ต่อหน้าตำรวจแบบนี้แล้ว เขาก็ต้องรักษาหน้าเอาไว้บ้างเขาทำได้แค่โกรธจนหน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนอึ้ง
ตำรวจตัวผอมจ้องเฝิงหม่าหลงตาเขม็ง"สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดเป็นความจริงหรือเปล่า?"
เฝิงหม่าหลงรู้สึกขนลุกซู่แต่ก็ฝืนยิ้มประจบประแจง