เมื่อตัดสินใจว่าจะอยู่หอพักด้านนอก สิ่งต่อมาที่ต้องทำก็คือตระเวนหาหอพักที่ปลอดภัยและไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยจนเกินไป
“ตื่นเต้นรึเปล่า อีกสองเดือนก็ต้องออกมาใช้ชีวิตคนเดียวแล้ว” เรวัตถามขณะที่ขับรถพาใบหลิวไปเลือกหอพัก
“นิดหน่อยค่ะ แต่ก็น่าจะพอไหว หนูปรับตัวเก่งอยู่แล้ว”
“จำไว้ว่ากลับมาหาป๊ากับแม่ได้เสมอ” หนุ่มใหญ่บอกอย่างอ่อนโยน
“หนูรู้อยู่แล้วว่าป๊าไม่ทิ้งหนูหรอก” ใบหลิวหันมายิ้มให้เขา เธอบอกแบ่งรับแบ่งสู้ “ส่วนแม่ก็ค่อยดูกันไปแล้วกันค่ะ ยังไงแม่ก็มีน้องต้องดู”
“ถ้าหนูคิดได้อย่างนั้นป๊าก็เบาใจ”
“ค่าาา”
...
หลังจากที่ดูมาหลายแห่งใบหลิวก็เข้าใจแล้วว่า หอพักดี ๆ กับ ราคาดี ๆ มันไม่ได้มาคู่กัน
ที่แรกที่เธอถูกใจและอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยก็แคบจนไม่มีที่วางโต๊ะอ่านหนังสือ ที่ที่สองกว้างกว่าแต่เข้าซอยไปลึกและค่อนข้างเปลี่ยว ส่วนที่สุดท้าย... แม้จะสวยจนเธอตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น แต่ค่าเช่าก็แพงหูฉีก
“เสียดายห้องเมื่อกี้จังค่ะ” ใบหลิวบ่นเสียงอ่อยเมื่อกลับขึ้นมานั่งบนรถอีกครั้ง
เรวัตเหลือบมองแล้วยกมือขยี้หัวเธอเบา ๆ “ไม่ต้องห่วง ถ้าหนูถูกใจป๊าจ่ายให้ได้ บอกแล้วว่าห่วงแค่เรื่องเรียนก็พอ”
ร่างเล็กย่นจมูกพลางส่ายหน้าไปมา “ไม่เอาหรอกค่ะ ยังไงก็แพงเกินไปอยู่ดี”
“งั้นก็ไปหากันต่ออีกหน่อย ถ้าไม่ไหวอีกเราค่อยกลับมาที่นี่ดีมั้ย”
“โอเคค่ะ”
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เลี้ยวรถเข้าไปในคอนโดสูงแปดชั้นโครงการหนึ่ง ด้านหน้ามีร้านสะดวกซื้อ ร้านซักผ้า และอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไปไม่ถึงแปดร้อยเมตร เมื่อเข้าไปดูในห้องแม้จะด้อยกว่าที่ที่สามพอสมควร แต่ด้านในก็แบ่งเป็นสัดส่วนดีแถมมีระเบียงที่มองออกไปยังสวนด้านล่างได้ด้วย
ใบหลิวเดินไปรับลมครู่หนึ่งแล้วบอก “... ลมเย็นสบายจัง”
ส่วนเรวัตเดินไปสำรวจรอบห้องอย่างละเอียด “ห้องไม่เล็ก ข้างในก็แบ่งเป็นสัดส่วนดี แล้วก็อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยด้วย”
ใบหลิวพยักหน้าแล้วหันมากระซิบ “ค่าเช่าก็ไม่แพงด้วยค่ะเพราะนักศึกษาอยู่กันเยอะ”
ว่าที่นักศึกษาสาวเดินวนรอบห้องอีกครั้ง เธอลองนั่งบนเก้าอี้ ดึงลิ้นชักออกมาดู จากนั้นก็ไปนั่งบนเตียงพลางจินตนาการไปถึงวันที่ได้เริ่มใช้ชีวิตมหาลัยที่นี่…
“ป๊า...”
“ว่าไง”
“หนูเอาห้องนี้ค่ะ”
“ไม่เสียดายห้องที่แล้วเหรอ”
ใบหลิวหัวเราะเบา ๆ “ห้องนั้นสวยกว่าก็จริงค่ะ แต่หนูรู้สึกถูกชะตากับห้องนี้มากกว่าแถมค่าเช่าก็ถูกกว่าตั้งเยอะ เงินส่วนต่างพวกนั้นหนูเอาไปซื้อของกินกับหนังสือมาอ่านซะยังดีกว่า”
เรวัตหัวเราะให้กับคำตอบนั้น “งั้นก็ตกลง”
ใบหลิวยืนมองห้องเล็ก ๆ ที่อีกไม่นานก็จะกลายเป็นพื้นที่ของตัวเองด้วยหัวใจที่ทั้งตื่นเต้นและคาดหวังในเวลาเดียวกัน
มันอาจไม่ใช่ห้องที่หรูที่สุด แต่สำหรับการเริ่มต้นใหม่ สี่ปีต่อจากนี้ห้องเล็ก ๆ นี้เหมาะสมกับเธอที่สุดแล้ว
...
สองเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก
ใบหลิวกลายเป็นเฟรชชี่สาวเต็มตัว ชีวิตที่เคยวนเวียนอยู่แค่บ้านกับโรงเรียนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกวันเธอตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย จากที่เคยมีเรวัตคอยรับส่งก็เปลี่ยนมาใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างบ้าง ขี่จักรยานไปเองบ้าง จนในที่สุดก็เริ่มชินที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียวและเรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเองมากขึ้น
เธอมีเพื่อนกลุ่มใหม่ มีรุ่นพี่ มีวิชาเรียนที่ไม่คุ้นเคย และมีกิจกรรมให้ทำทุกวัน
โลกของเธอค่อย ๆ กว้างขึ้นอย่างช้า ๆ จนบางครั้งระหว่างทางกลับหรือตอนก่อนนอนก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ส่งข้อความหรือโทรหาเรวัตอย่างที่เคยทำเป็นประจำมานานมากแล้ว
เช่นเดียวกับบ้านที่ไม่ได้เป็นศูนย์กลางความรู้สึกของเธออีกแล้ว
หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือคำสัญญาของเรวัตที่มีกับเธอในวันที่เธอย้ายออกจากบ้านมาพักคนเดียว
“มีปัญหาอะไรโทรหาป๊าได้เสมอ ไม่ว่าดึกแค่ไหนป๊าก็จะรับสายหนูเสมอ”
เท่านั้นเอง เขาไม่เคยบอกว่าจะโทรหาหรือมาหา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการจากฝั่งเธอเท่านั้น ใบหลิวในตอนนั้นที่กำลังตื่นเต้นกับชีวิตมหาลัยไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยนี้
แต่พอมีเวลาได้นึกย้อนกลับไปเธอก็เข้าใจในทันทีว่าเขาเลือกที่จะถอยออกมาเพื่อให้เธอได้เติบโตในโลกของตัวเองอย่างอิสระ และไม่ต้องมีชนักติดหลังในฐานะชู้รักของเขา
จู่ ๆ เธอก็คิดถึงเขาขึ้นมาจับใจ แต่เพื่อให้ความเสียสละของคนเป็นพ่อเลี้ยงคุ้มค่าที่สุดสิ่งที่เธอเลือกทำไม่ใช่การติดต่อเขาไป แต่คือการตั้งใจเรียนและใช้ชีวิตในช่วงเวลาสี่ปีสั้น ๆ นี้ให้ดีที่สุดเพื่อตัวเอง... เพื่อเขา
“ป๊า... ขอบคุณนะคะ”
หวังว่าถ้อยคำนี้จะลอยตามลมไปหาคนที่เธอกำลังนึกถึงด้วยเถอะ
...
เรวัตรักษาคำพูดของตัวเองมาตลอด
เขาไม่เคยโทรหา ไม่เคยแวะไปและไม่เคยนัดเจอเธออีกเลย
เขาเลือกที่จะปล่อยให้ลูกเลี้ยงสาวได้ใช้ชีวิตแบบที่คนวัยนั้นสมควรใช้ แต่การถอยออกมาก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะหยุดดูแลเธอหรือคิดถึงเธอซะเมื่อไร
ทุกเช้าหลังจากที่ตื่นนอนเขาก็จะมองนาฬิกาแล้วคิดในใจว่าตอนนี้ใบหลิวกำลังทำอะไรเป็นอย่างแรก หากวันไหนดูพยากรณ์อากาศแล้วเห็นว่าฝนจะตก เขาก็จะส่งข้อความไปสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า
อย่าลืมพกร่ม
ไม่เข้าใกล้แต่ก็ไม่หนีหาย เพียงให้ใบหลิวรู้ว่าเธอสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายใจเพราะมีผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งคอยเฝ้ามองดูเธออยู่เสมอ