HACK ME! ศึกรักสังเวียนไซเบอร์ (มี Ebook)

    ตอนที่ 10 สัญญาณกันขโมย

    10 | สัญญาณกันขโมย  รอบ ๆ ห้องนอนของ CZiS ประดับประดาไปด้วยภาพถ่ายมากมาย ทั้งภาพทิวทัศน์ธรรมชาติและวิวเมือง แล้วยังมีโคมไฟติดผนังที่ดูเรียบง่ายแต่ก็สวยงามสมกับเป็นห้องของผู้หญิงหัวรั้นที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงคนนี้ แต่มีแค่ผนังอีกด้านหนึ่งเท่านั้นที่ไม่มีอะไรติดประดับอยู่เลยแม้แต่อย่างเดียว ผมก้าวเข้าไปใกล้ ค่อย ๆ ลูบเบา ๆ อืม...วัสดุที่ใช้ทำผนังส่วนนี้ต่างจากส่วนอื่นแม้ว่าดูเผิน ๆ จะเหมือนกันอย่างไม่มีที่ติ ผมเหลือบไปเห็นฝาสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ข้างสวิตช์ไฟที่ริมสุดของผนัง ผมเปิดมันออกอย่างระมัดระวัง และพบว่ามันคือแผงควบคุมอะไรบางอย่างที่ต้องสแกนด้วยลายนิ้วมือมีอะไรไม่ชอบมาพากลกับผนังนี้จริง ๆ ซะด้วยผมค่อย ๆ ลูบคลำเจ้าแผงควบคุมนี้เพื่อหาทางเปิดมันออก แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าแผงควบคุมยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ ป้อนข้อมูลโดยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผมไม่รอช้าหยิบมินิแท็บเล็ตคู่ชีพออกมาเปิดการเชื่อมต่อทันที ซึ่งก็ไม่ยากมากเพราะอุปกรณ์ของบริษัท Dazzle ตัวนี้ผมเคยศึกษาหาข้อมูลมาพอสมควร เมื่อเชื่อมต่อกันได้แล้วก็จัดการแก้ไขการตั้งค่าให้กลายเป็นว่าลายนิ้วมือใครทาบลงไปก็สามารถเปิดระบบได้  เพียงเท่านี้ CZiS ก็จะไม่ทันเอะใจว่าระบบรักษาความปลอดภัยอันกระจอกงอกง่อยของฐานลับได้หมดประสิทธิภาพลงแล้วอยากหัวเราะให้ฟันผุจริง ๆต่อมาผมก็ทาบนิ้วมือลงไปบนแผงควบคุม  ทันใดนั้นเองผนังสีขาวทึบก็สว่างพรึ่บกลายเป็นกระจกใส แสงสว่างจากภายในจ้ามากจนต้องหรี่ตา พร้อมกันนั้นประตูกระจกก็เลื่อนเปิดอัตโนมัติเชื้อเชิญให้ผมได้เข้าไปสำรวจภายในอย่างง่ายดายแค่ตอนเข้ามาก็น่าตื่นตาตื่นใจพอแล้ว ยิ่งมาเห็นภายในห้องก็ยิ่งต้องร้องอู้หูออกมาอย่างอดไม่อยู่ นอกจากตู้เซฟที่ควบคุมการเปิดปิดด้วยคอมพิวเตอร์ แผงตัวเลขฝังบนผนังข้างประตูที่คงจะมีไว้สำหรับกรอกรหัสลับควบคุมการเปิดปิดของระบบอะไรสักอย่าง และโซฟายาวสีแดงสดซึ่งตั้งอยู่หลังห้องแล้ว  สิ่งที่ดึงดูดให้ผมเข้าไปสำรวจในทันทีก็คือ คอมพิวเตอร์ที่เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันเป็นสุดยอดเทคโนโลยีสมองกลถึงสามเครื่อง แต่ละเครื่องเชื่อมต่อกับจอแสดงผลขนาดใหญ่ แล้วก็ไม่ใช่จอภาพธรรมดาด้วยนะครับ มันคือจอแสดงผลที่ไฮเทคที่สุดในยุคนี้ ทำงานด้วยระบบทัชสกรีน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นระบบ 2D หรือ 3D ได้ตามความต้องการผนังด้านในสุดของห้องมีจอแสดงผลขนาดใหญ่ยักษ์ ทำจากวัสดุพิเศษซึ่งมีลักษณะบาง โปร่งใส สามารถมองทะลุผ่านไปได้  ถ้าไม่สังเกตดี ๆ อาจมองไม่เห็นว่ามีจออยู่ตรงนี้ด้วย ผมลูบคลำข้าวของของศัตรูคู่ปรับอย่างสุดจะอิจฉา ยอมรับครับว่าเครื่องไม้เครื่องมือของฐานลับผมยังไม่ไฮเทคโนโลยีเท่านี้ เพราะผมเน้นการปรับปรุงอัปเดตตัวโปรแกรมและซอฟต์แวร์ บวกกับใช้ปฏิภาณไหวพริบในการเจาะ แกะ แงะ ล้วงข้อมูลและแก้ปัญหาเสียมากกว่า เลยไม่ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุภายนอกหรือพวกฮาร์ดแวร์ให้เป็นของใหม่ที่น่าจะอำนวยความสะดวกได้มากกว่ายิ่งคิดก็ยิ่งอิจฉา ฮึ่ม..!Dazzle ให้งบเยอะนักใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น เมาส์จะพังไปสักอันสองอันก็คงไม่สะทกสะท้านขนหน้าแข้งหรอกใช่ไหม ยังไงก็ใช้คีย์บอร์ดเลเซอร์กับจอทัชสกรีนอยู่แล้วนี่ ยังจะมีเมาส์ไว้ทำไมอีกล่ะผมฉวยเมาส์ไร้สายที่ส่องประกายความไฮโซวิบ ๆ วับ ๆ ขึ้นมาตรงหน้า อยากจะเขวี้ยงทิ้งลงพื้นให้แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ตามประสาเด็กขี้อิจฉาที่เห็นเด็กคนอื่นมีของเล่นแพงกว่า (รู้ตัวดีครับ ฮ่า ๆ) แต่แล้วก็กลับทำไม่ลง  (เพราะรู้ตัวว่าโตแล้ว) เลยกะว่าจะแค่ขว้างลงบนโซฟาสีแดงนั่นให้หายหมั่นไส้เป็นพอ “หน็อย...ยัยแฮ็กเกอร์ไฮโซ ย้ากก!”ทว่า...ชั่วเสี้ยววินาทีที่เมาส์ไร้สายรุ่นใหม่ราคาแพงลอยละลิ่วไปตกปุยังโซฟายาวสีแดง ก็ปรากฏเสียงสัญญาณเตือนภัยหวีดแหลมดังลั่นก้องไปทั่วทั้งห้อง “เฮ้ย! สัญญาณกันขโมย!”ผมรู้สึกขนลุกพรึ่บขึ้นมาทั้งตัว สองขาก้าววูบเตรียมเผ่นเต็มที่ ยัย CZiS ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ต้องใช้สติปัญญาระดับไหนถึงได้ฝังสัญญาณกันขโมยไว้ในเมาส์!?แต่ว่า วิ่งออกไปได้แค่สองก้าว ยังไม่ทันพ้นประตู สำนึกบางอย่างก็ได้กระซิบบอกข้อมูลที่น่าขนลุกเกรียวยิ่งกว่า เพราะผมได้ตระหนักว่าสัญญาณ แต๊ง!! ที่ดังลั่นอยู่นี่ ไม่ได้ดังมาจากห้องทำงานของ CZiSแต่มันส่งเสียงมาจากมินิแท็บเล็ตประจำตัวของผมเอง!มินิแท็บเล็ตอัจฉริยะซึ่งเชื่อมต่อสัญญาณเตือนภัยไว้กับระบบรักษาความปลอดภัยของห้อง 303 แฟลตเก่าหลังศาลเจ้ามีคนบุกรุกฐานลับของผม!  ในค่ำคืนอันเงียบสงบ ภายในห้องมืดมาก ถึงแม้ว่าหน้าต่างจะเปิดแง้มไว้เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความสว่างได้สักนิดเพราะถูกบดบังด้วยเงาไม้ใหญ่ด้านนอก มีแสงไฟลอดเข้ามาตามช่องระบายอากาศสว่างราง ๆ แต่ก็ยังมองสภาพรอบตัวได้ไม่ชัดเจนอยู่ดี หากไม่มีแสงสว่างจากไฟฉายในมือกระบอกนี้ก็คงมองไม่เห็นทางจนอาจสะดุดเข้ากับสิ่งของที่วางกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ยิ่งฉันก้าวเท้าลึกเข้าไปในห้องก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับของฝุ่น ลมเย็นยะเยือกจากหน้าต่างโชยมาปะทะใบหน้าฉันฉายไฟเข้าไปในตัวห้องเพื่อสำรวจว่ามีอะไรอยู่บ้าง พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นเงาดำผลุบหายไปทางหน้าต่างซ้ายมือจึงสาดไฟตามไป แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากผ้าม่านที่ไหวไปตามแรงลมเบา ๆ ฉันคงจะกังวลมากไปหน่อยละมั้ง  หันมาสำรวจของในห้องต่อ ใจฉันเต้นแรงขึ้นเมื่อก้าวเข้ามาเกือบถึงกลางห้อง ความกดดันมันชักนำให้จินตนาการเรื่องร้ายไปก่อนเสียแล้ว ถ้าหากจู่ ๆ ไฟในห้องสว่างพรึ่บขึ้นมาแล้วพบว่าฉันถูกล้อมไว้ด้วยศัตรูนับสิบละก็ คงจะกลายเป็นจุดจบของแฮ็กเกอร์ตัวแม่อย่างฉันแน่นอนเมื่อสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครแอบซุ่มอยู่ในห้องนี้ จึงฉายไฟไปตามโต๊ะตู้ต่าง ๆ ก็เห็นว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าคร่ำครึสามเครื่องตั้งเรียงรายกันอยู่ และยังมีโต๊ะที่วางเครื่องไม้เครื่องมืออีกมากมาย กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ บางที่ก็ฝุ่นจับหนาเหมือนไม่ได้ใช้งานบริเวณนั้นมานานแล้ว หรือไม่ก็ขาดการเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของห้อง จากการสำรวจจนทั่วก็ขอสรุปเลยแล้วกันว่าเป็นห้องที่แย่มาก!อะไรกันเนี่ย หลอกให้ฉันกังวลแทบตายว่าฐานลับของ the Ripper จะแฝงความร้ายกาจและดูน่าเกรงขามขนาดไหน แต่ดูนี่สิ ห้องนี้เหรอเนี่ยคือห้องของแฮ็กเกอร์ระดับตำนาน เจ้าของฉายามือมีดปริศนาแห่งโลกไซเบอร์ให้ตายเถอะ! นี่ศัตรูที่ฟัดเหวี่ยงกับฉันมาหลายครั้งหลายหนทำงานในห้องเก่า ๆ ของแฟลตเก่า ๆ ใช้คอมเก่า ๆ อุปกรณ์เก่า ๆ พวกนี้เนี่ยนะมาสู้กับฉัน แถมฉันยังพลาดท่าให้มันตั้งหลายทีเพราะของเก่า ๆ พวกนี้เนี่ยนะ! โอย...รู้ถึงไหน อายไปถึงนั่น!รู้อะไรไหม คอมพิวเตอร์สามเครื่องในห้องนี้เคยสุดยอดและไฮเทคมาก ๆ แต่ก็ต้องย้อนหลังไปเมื่อสิบปีที่แล้วโน่น ฉันเคยใช้คอมระดับนี้สมัยยังเป็นแฮ็กเกอร์ฝึกหัดขององค์กร ถ้าเปรียบมันเป็นอาวุธมีด มันก็เป็นมีดที่คมบิ่น สนิมเขรอะ ใครโดนแทงไปไม่ได้ตายเพราะบาดแผลหรอก แต่จะตายเพราะบาดทะยักมากกว่า!ระหว่างที่กำลังฉายไฟสำรวจความโสโครกของห้องอยู่นั้น ฉันก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อจู่ ๆ ก็มีเงาดำของอะไรบางอย่างวิ่งตัดหน้าแล้วหายเข้าไปใต้โต๊ะ มันตัวไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กมาก ขออย่างเดียว อย่าให้เป็นไอ้ตัวที่ฉันกำลังคิดอยู่ แค่นั้น ไม่ขออะไรมากเลย เพราะไอ้ตัวนั้นมันน่ากลัวมาก ฉันทั้งเกลียดทั้งกลัวและขยะแขยงที่สุด เห็นเมื่อไรขนตั้งชันทั้งตัวเมื่อนั้น หวังว่าพระเจ้าคงจะไม่ใจร้ายกับฉันมากเกินไปนะฉันค่อย ๆ สาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะตัวนั้นขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจเต้นระส่ำระสาย พยายามส่องไฟหาเจ้าตัวเมื่อกี้ว่าหลบอยู่แถวไหน เมื่อเข้าไปจนถึงโต๊ะก็ได้ยินเสียงขลุกขลักมาจากใต้โต๊ะด้านในสุด ขนอ่อนบนใบหน้าเริ่มลุกชัน รู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเอามาก ๆ ฉันก้มลงไปมองใต้โต๊ะ ส่องไฟไล่ไปตามกล่องกระดาษที่สุม ๆ กันอยู่ทันใดนั้น เจ้าเงาดำนั่นก็กระโดดพุ่งพรวดสวนแสงไฟออกมา!ปะหน้ากันชัด ๆ เป็นไปตามคาดหมาย มันคือหนู หนูตัวใหญ่มาก!ฉันตกใจสุดขีด เด้งตัวหลบจนหัวกระแทกกับขอบโต๊ะดังปั้ก ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาจนน้ำตาเล็ด อยากจะร้องกรี๊ดให้สุดเสียงแต่สมองก็สั่งการให้เอามืออุดปากไว้ได้ทัน ไฟฉายหลุดมือกระแทกพื้นดับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ นั่งกุมหัวอยู่สักพัก เมื่อความเจ็บปวดคลายลงจึงพยายามควานหาไฟฉาย กะว่าจะรีบเผ่นออกจากห้องนี้ให้ไวที่สุด บ้าเอ๊ย!   หาไฟฉายเท่าไรก็ไม่เจอ ไม่รู้ไปตกตรงไหน คว้าไปเจอขอบโต๊ะเลยยันตัวเองขึ้นมาจากพื้น กวาดมือสะเปะสะปะไปหมด โดนอะไรเข้าบ้างก็ไม่รู้ แต่ไม่มีเวลาคิดอะไรอีกแล้วเพราะกลัวว่าไอ้ตัวเมื่อกี้มันจะย้อนกลับมาเล่นงานฉันอีก ยิ่งไม่มีไฟแล้วแบบนี้ ก็เท่ากับตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบขั้นร้ายแรง!ฉันลุกขึ้นได้ก็รีบก้าวไปทางที่คิดว่าเป็นประตู แต่พอก้าวไปได้สองก้าวก็เตะเข้ากับไฟฉายที่นอนกลิ้งอยู่ เลยรีบคว้าขึ้นมาแต่ดันเปิดไม่ติด ลองเคาะ ๆ แล้วเปิดใหม่จึงใช้งานได้  ฉันส่องไฟหาประตูทางออก กำลังจะไปที่ประตู มือก็ดันไปปัดเอาแฟ้มเอกสารตกกระจายบนพื้น โธ่เว้ย!ฉันชักอารมณ์เสีย แต่ไฟฉายก็ส่องให้เห็นว่าท่ามกลางแฟ้มและเอกสารระเกะระกะ มีม้วนกระดาษแปลก ๆ ปะปนอยู่ด้วย ฉันหยิบขึ้นมาดูอย่างสงสัย กึ่งกลางม้วนมีกระดาษรัดเป็นเข็มขัดอยู่ ลายมือขยุกขยุยเขียนไว้ว่า... อืม เขียนว่าอะไรเนี่ย ลายมือไก่เขี่ยชะมัดเลยนะ the Ripper เอ๊ยฉันถือไฟฉายมือหนึ่ง อีกมือก็ค่อย ๆ หมุนม้วนกระดาษเพื่ออ่านข้อความที่เขียนไว้บนเข็มขัด ในที่สุดก็สะกดออกมาจนได้ว่า‘Cloned’s map’แผนที่องค์กร Cloned!โอ้! นับว่าในความซวยก็ยังมีโชคดีอยู่ไม่น้อย แว่บแรกคิดจะเก็บกระดาษม้วนนี้ไปเลยแต่ก็กลัวว่ามันจะโจ่งแจ้งเกินไป อาจจะเป็นเบาะแสให้ศัตรูหาตัวเจอง่ายขึ้น เลยเปลี่ยนใจจะกางมันบนโต๊ะแล้วถ่ายรูปเก็บกลับไปศึกษาเองในภายหลังแทนแต่ยังไม่ทันทำอย่างใจคิด ฉันก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัวอีกครั้ง! หนูเวรนั่นมันเดินไต่มาตามโต๊ะราวกับจะมาทวงม้วนกระดาษที่ฉันถืออยู่คืนอ๊าก! ฉันเด้งถอยหลังออกจากโต๊ะนั้นจนชนกับผนัง ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าเมื่อมันไม่ได้วิ่งหนีเหมือนเมื่อกี้ แต่กลับยืนสองขานิ่งทำจมูกฟุดฟิด ๆ แล้วมองสู้แสงไฟอย่างไม่เกรงกลัว นัยน์ตาวาวสะท้อนแสงไฟยิ่งเพิ่มความน่ากลัวมากขึ้นไปอีกอยากจะบ้าตาย! ทำไมไม่ไปที่ชอบ ๆ สักทีเล่า จะไปไหนก็ไปเซ่... มายืนมองหน้าทำไมเนี่ย!ฉันแทบหยุดหายใจ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา มือข้างที่ถือไฟฉายอยู่สั่นหงึก ๆ อย่างบังคับไม่ได้และแล้วมันก็ล่าถอยกลับไป ฉันพ่นลมออกปากดังฟู่ ไม่รู้ว่าจ้องกันนานแค่ไหน รู้แต่ว่านานพอให้คนที่ยืนลุ้นอยู่ทางนี้เหงื่อแตกพลั่กจนแทบจะเปียกโชกไปทั้งตัว  ฉันว่าไอ้เจ้าแผนที่เนี่ยเก็บกลับไปดูที่อื่นดีกว่า ตอนนี้ต้องรีบเผ่นก่อนแล้วแต่ยังไม่ทันจะได้ขยับไปไหน หูก็แว่วเสียงฝีเท้าก้าวอย่างเร่งรีบใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ฉันจำต้องปิดไฟฉายเพื่อซุ่มรอฟังท่าทีว่าฝีเท้านั้นจะไปทางไหน แต่แล้วมันก็มาหยุดอยู่หน้าห้องนี้! ฉันใจเต้นโครมครามอีกครั้ง รีบเด้งตัวหาที่ซ่อนให้ทันก่อนที่จะได้ยินเสียงประตูเปิดออกพร้อมฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา  ไม่ได้ยินเสียงไขกุญแจเลยสักนิด  หึ...ที่ประตูคงจะติดตั้งเซ็นเซอร์อะไรสักอย่างไว้สินะนาย the Ripper!ไม่นานไฟในห้องก็สว่างโล่ขึ้นมาจนต้องหยีตาเพราะปรับสายตาไม่ทัน ตอนนี้ฉันขดอยู่ใต้โต๊ะข้างหน้าต่าง มีกล่องกระดาษสุม ๆ กันอยู่ช่วยอำพรางตัว สถานการณ์ย่ำแย่ยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับเจ้าวายร้ายสี่ขาเสียอีกผู้มาใหม่ก้าวช้า ๆ เข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง เข้ามาใกล้ทางนี้มากขึ้น ๆ จนมาหยุดตรงหน้าโต๊ะตัวที่ฉันมุดอยู่ เขายืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจก็หันหลังกลับไปสำรวจข้าวของอย่างอื่น ท่าทางจะรู้ตัวแล้วว่ามีคนบุกเข้ามา ฉันถือโอกาสนี้ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมา ขอดูหน่อยเถอะ อยากรู้นักว่า the Ripper ตัวจริงเสียงจริงหน้าตาเป็นยังไง ขี้เหร่มากแค่ไหนฉันเห็นได้แค่ขากับแผ่นหลังเพราะเขากำลังเก็บเอกสารที่ฉันทำหล่นกระจัดกระจายให้เข้าที่ เท่าที่เห็นเขาเป็นผู้ชายตัวสูง รูปร่างดีสมส่วน ครั้นแล้วเขาก็หันมาทางนี้ ฉันหดหัวกลับแทบไม่ทัน แต่ก็ทันได้เห็นหน้าอยู่นะ แม้ไม่ชัดเจนนัก แต่เค้าโครงใบหน้านั้นดูคุ้นตามากแต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเหมือนใครแล้วเขาก็หันไปสำรวจคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง อยากจะร้องบอกว่าไม่ต้องตรวจอะไรมากมายนักหรอก เพราะฉันไม่ได้ทำอะไรเล้ย... เจอแต่ฝุ่นกับหนู หายห่วงได้! มีธุระอะไรก็ออกไปทำเถอะ ฉันจะได้ออกไปจากห้องนี้สักที อยู่ตรงนี้มันเมื่อยนะ เริ่มคันยิก ๆ ไปทั้งตัวแล้วด้วยฉันพยายามมองหาทางหนีทีไล่ใจเต้นระทึก นึกเปรียบเทียบกับตอนที่เข้ามานี่แสนจะง่ายดาย ก็แค่เดินมาหยุดอยู่หน้าห้อง ใช้เครื่องตรวจจับคลื่นความร้อนจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ในห้องก็ใช้เครื่องปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดจิ๋วแต่ราคาแพงหูฉี่ ที่จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปรบกวนการทำงานของสัญญาณต่าง ๆ ในห้อง ทำให้ระบบปฏิบัติการที่ถูกตั้งไว้ไม่ว่าจะซับซ้อนแค่ไหนก็ต้องหยุดทำงานชั่วขณะ เท่านี้ก็ใช้วิธีตีนแมวงัดแงะประตูเข้ามาได้ด้วยเวลาไม่ถึงห้านาที แต่ตอนจะออกนี่สิ คลื่นความถี่จะสูงแค่ไหน เครื่องมือจะแพงแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้แล้วทีนี้ เขาเรียกว่า งานงอก!หันซ้ายหันขวาก็เห็นว่าหน้าต่างอยู่ใกล้แค่นี้เอง หรือจะกระโดดพรวดออกไปทางหน้าต่างดีนะเจ้าของห้องกำลังง่วนกับการตรวจเช็ก ตรวจสอบนั่นนู่นนี่ แล้วหันหน้าไปทางอื่น ฉันเตรียมความพร้อมด้วยการดึงฮู้ดของเสื้อตัวนอกขึ้นมาคลุมหัว รัดเชือกพอให้แน่น ว่าแต่ตึกนี้มันสูงเท่าไรนะ มันเป็นตึกเก่า แต่ละชั้นก็ไม่สูงมาก รวม ๆแล้วสามชั้นน่าจะประมาณสิบกว่าเมตร! เอ่อ...กระโดดลงไปเลยแบบไม่มีอะไรรองรับนี่แย่แน่ ๆ ไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โต   แต่มาลองทบทวนดู หน้าต่างบานนี้อยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่นี่นา มันอาจจะใกล้พอให้กระโดดเกาะต้นไม้ได้ สำคัญที่ตอนกระโดด ต้องให้ถึงกิ่งต้นไม้เท่านั้น ถ้าไม่ถึงได้ลงไปวัดพื้นแน่เอาวะ! ทางออกสุดท้าย เลือกอะไรไม่ได้แล้วฉันหาจังหวะเหมาะ ค่อย ๆ คลานออกมาจากใต้โต๊ะให้เบาที่สุด เมื่อพ้นใต้โต๊ะก็ปีนเหยียบขอบหน้าต่างโดยไม่ได้หันกลับไปมองหลัง แต่ก็รู้ได้ว่าเจ้าของห้องรู้ตัวแล้วเพราะเขาตะโกนไล่หลังมาติด ๆ“เฮ้ย! ใครวะ”ฉันไม่รีรอ เลือกเอากิ่งที่ใกล้ที่สุดแล้วกระโจนสุดแรงเกิด เป้าหมายคือกิ่งไม้กิ่งนั้น ยื่นมือออกไปสุดแขนแล้วก็... หมับ! คว้าเอากิ่งไม้ใหญ่ไว้ได้สำเร็จ กิ่งไม้แถบนี้โยกไปตามแรงฉันจนดังอื้ออึงไปหมด...เป็นสัญญาณบอกว่าฉันรอด!ฉันค่อย ๆ โหนตัวลงไปยืนอยู่บนกิ่งล่าง แอบหันกลับมาลาเจ้าของห้องสักหน่อยเพราะตรงนี้เป็นมุมมืดจากเงาต้นไม้ที่ทอดลงมาบัง เลยมั่นใจว่าเขาจะไม่เห็นหน้าฉันได้ถนัดแน่นอน โบกไม้โบกมือร่ำลาให้เจ็บใจเล่น เชื่อว่านายเจ้าของห้องที่ชะโงกหน้าต่างมาจ้องอยู่คงต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นอยู่แน่ ๆ  ไม่รอช้า ฉันอาศัยเทคนิคปีนต้นไม้ในสมัยเด็ก ปีนป่ายตามกิ่งโน้นลงมากิ่งนี้กิ่งนั้นไปอย่างเร่งรีบ เพราะศัตรูคงกำลังบึ่งลงบันไดตามมาอย่างแน่นอน พอถึงกิ่งสุดท้ายซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินราว ๆ สองเมตรก็กระโดดลงบนพื้น กระแทกดังอั้ก! แต่ไม่มีเวลาจุกนาน  ต้องรีบลุกขึ้น ออกวิ่งสุดชีวิต“อย่าหนีนะ!”เขาชี้หน้าแล้วรีบวิ่งห้อตามมาถึงตลาดหน้าโรงเจ ฉันอาศัยที่ตัวเล็กขายาวก้าวฉับ ๆ หลบเข้ามุมตึกไปได้ วกเข้าซอยเล็ก ซอยน้อย วนไปวนมาในตลาดเพื่อหลอกล่อให้เขาตามไม่ทัน วนอยู่ในซอยยิบย่อยนั้นอยู่นานจนคิดว่าสลัดหลุดแล้ว จึงหยุดยืนหอบแฮ่กอยู่ข้างตู้กดน้ำดื่ม“เกือบไปแล้วไหมล่ะ”ฉันเป่าปากระบายความกดดันทั้งหมดออกมาดังฟู่ แล้วก็มีโอกาสได้หยุดพักหายใจ รู้สึกแสบตามแขนขาขึ้นมาทันที สงสัยจะครูดกับกิ่งไม้นั่นแหละ ที่หนักสุดก็ตรงหน้าอกที่กระแทกเต็มเปาตอนกระโดดกอดกิ่งไม้ จุกใช่ย่อย  คงต้องมีรอยช้ำกันบ้างละ พอหายใจได้ทันก็โขยกเขยกลัดเลาะตลาดไปยังรถที่จอดหลบมุมอยู่ ฉันตัดสินใจกลับไปที่คอนโดฯ เพราะถ้ากลับบ้านสภาพแบบนี้ แม่เห็นเข้าต้องโดนซักยุ่งแน่ อย่างน้อยก็ขออาบน้ำ ทำแผลก่อนแล้วกัน
    ****************************************************************ฝากผลงานจ้า...Messy Buddy คุณบัดเดอร์ใช่เธอหรือเปล่า? (พิมพ์โดย สนพ. กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง) error loaded
    #E-Bookพร้อมดาวน์โหลดใน MEB ค่ะ ขอหัวใจ 5 ดวงด้วยนะค้าาา#หนังสือเล่มสั่งซื้อได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Groove Publishingหรือเพจแสนแก้ว ได้เลยค่ะ ยินดีพูดคุยและเซ็นให้ทุกเล่มค่ะ