ความเดิมตอนที่แล้ว
ขณะที่ชิงอวี่และไป๋เสวี่ยพูดคุยกันเกี่ยวกับเหม่ยซิ่นฮวาอยู่ที่ศาลาสดับวารีพวกเขาก็ได้พบคำตอบว่าเหม่ยซินฮวาแบ่งร่างเงาก่อนที่นางจะถูกผนึกหลังจากที่ชิงอวี่กลับมาที่ตำหนักนางเปิดกล่องไม้ที่ได้รับจากไป๋เสวี่ยออกมาเพื่อดูสิ่งของที่อยู่ด้านในจึงได้พบว่าสิ่งของในนั้นคือมุกโลหิตวารีหนึ่งในสามมุกิญญาที่มีพลังมหาศาล มุกเม็ดนั้นได้ลอยเข้าไปในตัวของชิงอวี่ทำให้นางได้รับพลังที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งยังทำให้พลังิญญาของนางและไป๋เสวี่ยนั้นเชื่อมถึงกันสิ่งที่นางมองเห็นหากไป๋เสวี่ย้าที่จะรับรู้เขาก็สามารถมองเห็นมันด้วยเช่นกัน เนื่องจากไป๋เสวี่ยเพาะเลี้ยงมุกเม็ดนั้นด้วยพลังิญญาผ่านหยดเืจากหัวใจของตัวเขาเองขณะที่เหม่ยซิ่นฮวาที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดก็ััได้ถึงพลังมุกิญญาเช่นกันและนางก็้าอยากได้มาหลังจากนั้นชิงอวี่ได้เดินทางไปยังตำหนักโชติคิมหันต์เพื่อสืบหาความเกี่ยวพันกันของนางมารกับคัมภีร์แต่นางพบเพียงก้อนหินสีดำก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งและถูกพลังเพลิงตรงเข้าจู่โจมจากด้านหลัง ไป๋เสวี่ยผู้มาถึงที่นั่นก่อนนางเข้ามาช่วยไว้ได้ทันและได้รู้ว่าพลังนั้นมาจากนกเพลิง์ที่ถูกขังไว้ในกรงชิงวี่เปิดกรงปล่อยนกบินจากไป และทั้งสองก็เดินทางไปยังตำหนักเร้นกายเพื่อสืบหาความจริงผ่านความทรงจำของหยางเฉิงชิงอวี่ใช้พลังมองดูภาพเหตุการณ์จนได้รู้ว่าหยางเฉิงสะกดพลังิญญาของตัวเองและรู้ว่าคัมภีร์สยบเพลิงที่หายไปเมื่ออ่านย้อนหลังแล้วจะกลายเป็คัมภีร์แปรธาตุเมื่อพวกเขารู้ความจริงจึงได้คิดเปลี่ยนแผนการเดินทางไปยังโลกมนุษย์ขณะนั้นผู้าุโต้วนจิวเมิ่งก็ได้เข้าไปหาผู้าุโเว่ยหลิงเทียนที่กำลังยืนชมบรรยากาศท้องฟ้ายามราตรีอยู่ที่หน้าตำหนักพักเพื่อสอบถามเื่ที่ว่ามีผู้ลักลอบเข้าไปในตำหนักเร้นกาย
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ตาเฒ่าเว่ย! ยังมัวยืนทำอะไรอยู่ที่นี่มีผู้ลักลอบเข้าไปในตำหนักเร้นกาย นี่เ้าไม่ได้รู้เื่เลยเรอะ? ”
เว่ยหลิงเทียน : “ หา! อย่างนั้นเรอเอ..เมื่อกี้ข้าก็เพิ่งผ่านไป ไม่เห็นมันจะมีใครเลยนี่นา ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เ้าแก่เลอะเลือนขนาดนั้นเชียวเรอะ?”
เว่ยหลิงเทียน : “ สงสัยจะใช่พักนี้ข้าหูตาฝ้าฟางมองอะไรไม่ค่อยจะเห็นน่ะ เ้าเองก็เหมือนกันไม่ใช่รึไงเวรยามคุ้มกันที่นั่นหายไปไหนหมด ข้าไม่เห็นจะมีใครเฝ้า แม้แต่เงาก็ไม่มี ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เอ่อ..ฮึ่ย..! ”
เว่ยหลิงเทียน : “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่าเถียงข้าไม่ออกละสิเ้าน่ะ ยอมรับมาเทอะ..”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฮ่ย.. ก็ได้ ๆเ้ากับข้ามันก็พอ ๆ กัน สำหรับพวกเขาข้าปิดตาสองข้างมาตั้งนานแล้ว ”
เว่ยหลิงเทียน : “ ที่ผ่านมาพวกเขาต่างไม่ได้ทำเพื่อตัวเองต่อให้องค์เทียนจวินทรงทราบก็ไม่ทรงกล่าวโทษลงมาหรอก ”
สองผู้าุโแสร้งทำเป็กล่าวเอาความกันโดยที่พวกเขาก็ต่างแอบให้ความช่วยเหลือสององค์เทพแห่งวารีด้วยกันทั้งคู่ผู้าุโเว่ยหลิงเทียนแอบคลายพลังค่ายกลรอบตำหนักเร้นกายเพื่อให้ไป๋เสวี่ยและชิงอวี่เข้าไปด้านในได้อย่างราบรื่นส่วนท่านต้วนจิวเมิ่งก็แอบโยกย้ายเวรยามคุ้มกันโดยรอบตำหนักออกไปจนหมดหลังจากที่คุยเย้าแหย่กันตามประสาสหายเก่าท่านต้วนจิวเมิ่งก็เอ่ยขึ้นมาเหมือนว่ายังมีเื่ในใจที่เขาแอบกังวลอยู่
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฮ้อ..นี่ตาเฒ่า!เ้าว่าเราตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ไม่คัดค้านองค์เทียนจวินทั้งยังไม่ได้ห้ามเขาทั้งสองเื่ที่จะลงไปโลกมนุษย์น่ะ ”
เว่ยหลิงเทียน : “ เ้าคิดว่าหากไม่มีบัญชาจากองค์เทียนจวินทั้งสองก็จะไม่ต้องลงไปอย่างนั้นเรอะ แม้องค์เทียนจวินจะไม่ทรงรับสั่งพวกเขาก็ต้องเอ่ยปากขอเดินทางไปเองอยู่ดี ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ นั่นสินะ! ”
เว่ยหลิงเทียน : “ หรือเ้ายังกังวลเื่นั้นอยู่?”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ก็ใช่น่ะสิถึงข้าจะเป็เทพผู้รู้ชะตา แต่ชะตาของผู้ใดผู้นั้นย่อมเป็ผู้เลือกตราบใดที่สิ่งนั้นยังไม่ปรากฏ พลังต้นจิตของพวกเขาก็ยังคงไม่ฟื้นคืน ”
เว่ยหลิงเทียน : “ ความจริงในใจข้าก็ยังห่วงแต่จะทำอะไรได้ แม้ยามนี้รัชทายาท์จะขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างมั่นคงแต่ทั้งสองก็ยังไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ คงต้องรอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ จะต้องรอถึงเมื่อใดกันั้แ่ดวงจิตได้มาจุติใหม่ แล้วฝังจิตอยู่กันคนละที่ จนกระทั่งพวกเขาตื่นขึ้นมารวมเวลานี่ก็สองหมื่นปีเข้าไปแล้ว ข้าอึดอัดจะแย่อยู่แล้วน่ะ ”
เว่ยหลิงเทียน : “ ก็คงจนกว่าจะมีอะไรมาทำให้สิ่งนั้นปรากฏขึ้นถึงยามนั้นความจริงที่ว่าพวกเขาเป็ใคร ก็ไม่จำเป็ต้องปิดไว้แล้วนี่ข้าก็เพิ่งได้รับสารจากท่านไป๋เสวี่ย ว่ามีการเปลี่ยนแผนการเดินทางครั้งนี้เ้าอ่านดูสิ ”
ผู้าุโเว่ยหลิงเทียนนำจดหมายลับที่ไป๋เสวี่ยแอบส่งมาถึงเขาก่อนที่ท่านต้วนจิวเมิ่งจะเดินทางมาถึงออกมายื่นให้กับสหายเมื่อผู้าุโต้วนได้อ่าน เขาถึงกับอุทานขึ้นมา
ต้วนจิวเมิ่ง : “ หา! เอาอย่างนี้จริง ๆนะเรอะ? ”
เว่ยหลิงเทียน : “ นี่ล่ะสมแล้วที่เป็ท่านสองวารีเทพแม้เบื้องหน้าคือร่างเงามารร้ายก็ไม่ได้คิดจะเอาเปรียบแต่ก็ไม่ยอมเสียเปรียบเช่นกัน ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ จะไม่ไปในฐานะเทพที่ใช้พลังเทพได้เต็มเปี่ยมแต่ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังิญญา หนามยอกต้องเอาหนามบ่งสินะ ”
เว่ยหลิงเทียน : “ ข้าคิดว่าเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันใช้โอกาสนี้บำเพ็ญเพียรผ่านด่านเคราะห์ หากผ่านเื่นี้ไปได้ก็เป็ไปได้มากที่สิ่งนั้นจะปรากฏ และพลังต้นจิตก็จะฟื้นคืนนี่ก็ใกล้เวลาที่เ้าเด็กนั่นจะกลับมาแล้ว ตาแก่! เ้าอยู่รอเขาที่นี่ก่อนแผนการเปลี่ยนข้ายังมีเื่ต้องจัดการอีกนิดหน่อย ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ อ้าว!นี่เ้าทิ้งให้ข้ารับหน้าเ้าเด็กนั่นอีกแล้วเรอะ? ”
ผู้าุโเว่ยหลิงเทียนละจากสหายเพื่อไปจัดการบางสิ่งหลังจากเขาคล้อยหลังไปไม่นานก็มีเสียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งะโดังมาแต่ไกลโดยที่ตัวเขายังไม่ทันได้ปรากฏ
เฟิงอี้ : “ ท่านปู่เว่ย! ท่านปู่อ่าว! ผู้าุโ ท่านปู่เว่ยล่ะ ไม่อยู่หรอ? ”
เด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่มีท่าทางขี้เล่นปรากฏตัวหลังจากะโเรียกท่านเว่ยหลิงเทียนโดยที่เสียงลอยดังมาก่อนตัวเขาคือเฟิงอี้ เทพแห่งวายุ ที่เพิ่งกลับจากการตรวจดูความเคลื่อนไหว ณเขตแดนผนึกมารในหุบเขาเฮยซาน จึงรีบมารายงานและรับฟังแผนการจากผู้าุโ
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ตาเฒ่านะเรอะ ไปแล้ว..บอกว่ามีเื่ต้องไปจัดการนิดหน่อย ”
เฟิงอี้ : “ เสียดายจัง มาคราวนี้ข้ายังไม่ได้เจอท่านปู่เว่ยเลย ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เอาน่า..เ้าก็ไป ๆ มา ๆระหว่างโลกมนุษย์กับ์นี่ได้สบาย ๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึไง ”
เฟิงอี้ : “ จริงด้วย! แล้ว..พี่สาวกับูเาน้ำแข็งนั่นล่ะ?”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ออ!..ท่านชิงอวี่กับท่านไป๋เสวี่ยนะเรอะ อีกไม่นานพวกเขาก็มากันแล้วล่ะแล้ว..ที่หุบเขานั่นเป็อย่างไรบ้าง? ”
เฟิงอี้ : “ ถูกอย่างที่เขาพูดนางยังถูกผนึกอยู่ในเขตแดนผนึกมาร แต่ว่าแผ่นดินหุบเขาเฮยซานมันเคยสมบูรณ์กว่านี้ปกติยามที่ข้าผ่านไป สัตว์ภูติจะพากันวิ่งไล่ล่าเพราะมันคิดว่ามีผู้บุกรุกทั้งต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นหนารกชัฏอุดมสมบูรณ์แต่ยามนี้สัตว์ภูติมีให้พบเห็นน้อยมาก ที่พบก็รีบหลบหนีเข้าที่ซ่อนต้นไม้แห้งตายไปทีละต้น เหมือนกับพวกมันถูกดูดซับพลังชีวิตไปอากาศก็เริ่มไม่บริสุทธิ์แล้วด้วย จากที่ข้าััผืนดินรู้สึกเหมือนข้างใต้มีความเคลื่อนไหวแต่ก็ตรวจดูอะไรได้ไม่มาก ถ้าสหายลู่อยู่ก็คงดี”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ แอบใช้รากดูดกลืนพลังชีวิตสินะมิน่า.. ”
เฟิงอี้ : “ จริงสิ! นางเป็เซียนพืชนี่ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฟิงอี้เ้าได้รับสารแล้วใช่หรือไม่? ”
เฟิงอี้ : “ ข้าได้รับแล้วล่ะ ดีจริงๆ คราวนี้ได้ไปโลกมนุษย์ ของอร่อยก็เยอะ สตรีก็งาม ข้าจะเที่ยวให้เพลินเลยทีเดียว ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ นี่ไม่ได้ไปเที่ยวนา ”
เฟิงอี้ : “ รู้แล้ว ๆข้าพูดเล่นน่า.. นอกจากตามหาคัมภีร์แล้วข้าต้องทำอะไรอีก? ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ดูแลความปลอดภัยของเขาทั้งสองโดยเฉพาะท่านชิงอวี่ ”
เฟิงอี้ : “ หือ! พี่สาว นางทำไมหรอไยข้าต้องคอยปกป้องนาง ูเาน้ำแข็งผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าข้าไม่รู้กี่เท่า ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ครั้งนี้พลังิญญาพวกเขาจะเหลือเพียงไม่กี่ส่วนอีกอย่างพวกเขาอาจจำเ้าไม่ได้ ”
เฟิงอี้ : “ หา! จำข้าไม่ได้แล้วจะจำได้ยังไงว่าต้องไปตามหาสหายลู่ ยังจะเผ่าปีศาจพวกนั้นอีกข้ารู้มาว่าประมุขน้อยแห่งเผ่าปีศาจก็หายตัวไปด้วย เขาอาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เ้าเคยได้ยินเื่ มุกแห่งิญญาทั้งสามหรือไม่? ”
เฟิงอี้ : “ ก็เคยได้ยินมาบ้างนะสามมุกแห่งิญญาในใต้หล้า เม็ดนึงได้จากจิติญญาเทพเซียนผู้บำเพ็ญเพียรอีกเม็ดได้จากสัตว์เทพที่บำเพ็ญเพียรส่วนเม็ดสุดท้ายเป็มุกที่บริสุทธิ์กว่าทั้งสองเม็ด เหมือนจะได้จากบุปผาวารีที่ผ่านการหล่อเลี้ยงพลังิญญาจากหยดเืเทพผู้ทรงพลังแต่ไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนนี่ เอ๊ะ! หรือว่า.. ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ใช่แล้ว!เม็ดสุดท้ายอยู่ที่ท่านชิงอวี่ มุกโลหิตวารี ท่านไป๋เสวี่ยได้มอบมันให้กับนาง ”
เฟิงอี้ : “ มิน่าล่ะ!ข้าถึงรู้สึกแปลก ๆ ตอนที่อยู่ในหุบเขา เหมือนมีพลังมหาศาลจากที่นี่แล้วมันยังไงหรอ ได้ของวิเศษแล้วไม่ดีหรือไง? ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ หากเ้าััได้ลู่หย่งเจิ้งก็ััได้ และนางมารผู้นั้นก็เช่นเดียวกันพวกนั้นจะเป็ฝ่ายตามหาท่านชิงอวี่ ยามใดที่ท่านไป๋เสวี่ยอยู่ด้วยก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็ห่วงแต่่ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือยังไม่สามารถพบเจอกันได้เ้าต้องคอยดูแลนางให้ดี อีกอย่างเทพจะใช้พลังิญญาต่อหน้ามนุษย์ไม่ได้เ้าพึงระวังเื่นี้ด้วย ”
เฟิงอี้ : “ ฮืม!.. ยากเหมือนกันนะเช่นนี้เทพสุดหล่ออย่างข้าก็ไม่มีเวลาไปหาของอร่อย ไม่ได้อ่อยสตรีเลยน่ะสิแต่ก็เอาเถอะ เื่แค่นี้ ไม่มีอะไรที่ข้าผู้แซ่เฟิงทำไม่ได้ ผู้าุโวางใจข้าจะดูแลพวกเขาเอง เอ่อ!.. จริงสิผู้าุโถ้าเื่นี้เกี่ยวข้องกับเหม่ยซิ่นฮวาจริง ๆ ข้ายังมีเื่ที่อยากจะรู้อะเื่ของนางข้าพอรู้อยู่บ้าง นางเคยเป็เซียนพืชต้นเหมยฮวาแล้วนางก็เคยรู้จักกับหยางเฉิงแต่..ท่านพอรู้หรือไม่ นางมีเหตุผลอะไรถึงทำเื่เลวร้ายเช่นนี้? ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เลวร้ายเรอะ!ก่อนที่นางจะเป็เช่นนี้ สองพันปีก่อนเหม่ยซิ่นฮวานางเป็เซียนพืชในดินแดนเซียนฝังจิตบำเพ็ญตนอยู่ในต้นเหมยฮวาที่เชิงเขาหงซานตอนนั้นหยางเฉิงก็หลบไปบำเพ็ญตนอยู่บนเขาลูกนั้นวันหนึ่งมีกลุ่มเซียนพลังเพลิงกาฬเดินทางผ่านป่าต้นเหมยด้วยความเชื่อที่แปลกประหลาดหรืออาจเป็ด้วยโชคชะตา พวกเขาคิดตัดต้นเหมยฮวาเพราะมีความเชื่อที่ว่าหากนำรากมาเป็ตัวนำยาจะช่วยเพิ่มพูนพลังิญญาได้เหม่ยซิ่นฮวาหนีเอาชีวิตรอดแต่เพราะถูกทำร้าย ร่างกายอ่อนแรง นางจึงหมดสติไปโชคดีที่หยางเฉิงเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน เขาพานางกลับไปรักษาตัวในหุบเขาั้แ่นั้นนางก็มีใจให้กับเขามาโดยตลอด แต่สำหรับหยางเฉิง เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นเมื่อรู้ว่าไม่อาจตอบรับความปรารถนาในใจนางและไม่อยากให้นางต้องเสียเวลาในวันที่นางหายดี นางสารภาพความในใจที่มีต่อเขา เขาจึงได้ปฏิเสธนางไปเขาเพียงอยากให้นางได้เริ่มต้นชีวิตใหม่และได้พบกับคนที่มีใจรักนางเช่นกันแน่นอนว่าเหม่ยซิ่นฮวาไม่มีทางไม่เสียใจนางได้หนีออกจากหุบเขากลับไปยังที่ที่นางจากมาเมื่อนางมาถึงกลับต้องพบกับโชคชะตาอันโหดร้ายครอบครัวญาติพี่น้องของนางที่เหลืออยู่ ถูกไฟเพลิงกาฬเผาตายจนสิ้นแม้หยางเฉิงจะตามมาพบแต่นั่นก็สายเกินไป หัวใจนางได้แตกสลายและนางก็หายตัวไปเขาออกตามหานางจนทั่ว แต่สุดท้ายก็หาไม่พบ ”
เฟิงอี้ : “ เป็เช่นนี้นี่เองแล้วเซียนเพลิงกาฬพวกนั้นล่ะ? ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ พวกเขาถูกจับตัวได้โดยคนของหยางเฉิงหยางเฉิงสั่งลงทัณฑ์ถึงแก่นกระดูกเซียนจนกลายเป็มนุษย์ก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงและเนรเทศให้ไปใช้ชีวิตอันทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่ในดินแดนอันแร้นแค้นซึ่งนั่นก็เหมาะสมกับความผิดมหันต์ที่พวกเขาก่อ จนวันเวลาผ่านไปมีข่าวชาวบ้านถูกพบกลายเป็ศพ คนพวกนั้นตายอย่างโเี้พอตรวจดูก็พบว่าศพเ่าั้ล้วนแต่เป็พวกที่หยางเฉิงขับไล่ออกจากหุบเขา เขาจึงรู้ทันทีว่านี่คือฝีมือของเหม่ยซิ่นฮวาแต่นั่นก็ยังไม่พอ ความโกรธแค้นครอบงำจิตใจนางจนไร้ซึ่งหนทางแก้ชีวิตผู้บริสุทธิ์นับร้อยกลับต้องมาเซ่นสังเวยให้กับโทสะของนางและนี้เองที่เป็สาเหตุให้เกิดศึกระหว่างพวกเ้าในครั้งนั้น ”
เฟิงอี้ : “ มิน่า..หลังจบศึกครั้งนั้นหยางเฉิงดูเปลี่ยนไป เพราะเขาคงรู้สึกผิดต่อนาง ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ไม่ใช่ต่อนางต่อพวกเ้าต่างหากโดยเฉพาะท่านชิงอวี่กับท่านไป๋เสวี่ยที่สูญเสียพลังิญญาไปกว่าครึ่งจากศึกครั้งนั้นเขาโทษตัวเองว่าหากตอนนั้นเขาไม่ใจอ่อนจนเพลี้ยงพล้ำ พวกเขาก็คงไม่ต้องาเ็และสูญเสียพลังิญญาไปมากมายเช่นนี้ในใจของหยางเฉิง เหม่ยซิ่นฮวาที่เขารู้จักได้ตายจากไปนานแล้วในยามนี้นางก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ตายไป รดน้ำอย่างไรก็ไม่อาจฟื้นคืน ”
เฟิงอี้ : “ จะว่าไป..ทำไมตอนนั้นหยางเฉิงถึงได้ปฏิเสธนางล่ะ ดู ๆ ไปแล้วนางก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่?”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เื่นี้..ข้าก็ไม่แน่ใจอาจเป็เพราะเขามีคนในใจอยู่แล้วก็ได้ ”
เฟิงอี้ : “ ฮะ!ใครกันที่ทำให้เทพอัคคีผู้นี้หวั่นไหวได้ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ฮื่ม..เื่บางเื่เด็กอย่างเ้าอย่าเพิ่งไปรู้มันเลย เ้าไปเตรียมตัวได้แล้วอีกหนึ่งชั่วยามค่อยกลับมาที่นี่ ”
เฟิงอี้ : “ ได้! งั้นข้าไปล่ะ ”
หลังจากที่เฟิงอี้พูดคุยกับท่านต้วนจิวเมิ่งจนได้ความเขาก็เดินทางกลับ ผู้าุโต้วนจิวเมิ่งจึงได้ะโเรียกสหายที่แอบยืนฟังอยู่ด้านข้างตำหนักเพื่อให้เขาได้ออกมา
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เ้าก็ออกมาได้แล้ว ”
ไม่นานนักท่านเว่ยหลิงเทียนก็ค่อยๆ เดินออกมา พร้อมสีหน้าแววตาที่ค่อนข้างกังวลและแอบมองตามทิศทางที่เฟิงอี้เดินจากไป
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฮ่ย..เป็เช่นนี้ทุกทีสิน่า”
เว่ยหลิงเทียน : “ ถึงข้าไม่อยากให้เขาไปแต่มันเลือกไม่ได้นี่นา ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ แล้วนี่เ้าจะทำยังไงต่อ?”
เว่ยหลิงเทียน : “ รอทำตามแผนที่ท่านไป๋เสวี่ยวางไว้แล้วข้าก็อยากให้เ้าไปพบสหายเก่าผู้หนึ่ง ยืมผลึกแห่งกาลเวลามา ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ อ่อ! เ้าหลี่ฉุนนะเรอะเฮ้อ..แต่ละอย่างที่เ้ากับข้าทำล้วนแล้วแต่แหกกฎ์ทั้งนั้น เอาเถอะมาถึงขั้นนี้แล้วไยต้องกลัวอะไรอีก งั้น..ข้าต้องรีบหน่อยแล้วกว่าเ้านั่นจะยอมมอบของให้ข้า คงต้องใช้เวลาปะทะกันนานพอสมควร ”
ท่านต้วนจิวเมิ่งเดินทางไปยืมผลึกแห่งกาลเวลาจากเทพแห่งกาลเวลาผลึกนี้มีพลังอำนาจในการควบคุมเวลาให้หยุดหรือช้ากว่าปกติได้หลังจากที่สหายต้วนจิวเมิ่งเดินลับหลังไป ท่านเว่ยหลิงเทียนก็เหม่อมองไปยังหอสูงซึ่งเป็ที่พักของเฟิงอี้เฟิงอี้คือทายาทเทพแห่งวายุผู้เติบโตมาภายในหอร้อยดาราที่สูงเสียดฟ้าเทพาุโเฟิงผู้เป็บิดามารดาได้ปล่อยให้เขาเติบโตและเรียนรู้โลกกว้างมาเพียงลำพังข้างกายเขามีเพียงผู้าุโเว่ยหลิงเทียนที่คอยดูแลเขามาั้แ่เด็ก เฟิงอี้จึงเรียกท่านเว่ยหลิงเทียนว่าปู่เว่ยทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีสายเืเดียวกัน ภายนอกเฟิงอี้ดูสดใสร่าเริงและขี้เล่นแต่ภายในใจเขาช่างโดดเดี่ยวและน่าสงสารท่านเว่ยหลิงเทียนกังวลอยู่ไม่น้อยกับการที่ต้องปล่อยให้วายุเทพผู้นี้เดินทางไปยังโลกมนุษย์เขาจึงได้อ้างเหตุผลเพื่อที่จะไม่อยู่รอพบเฟิงอี้ด้วยแอบกังวลว่าจะเก็บซ่อนสีหน้าแววตาที่เป็ห่วงเอาเขาไว้ไม่ได้
ณ ตำหนักทิพย์วารี
ไป๋เสวี่ยเดินทางมาส่งชิงอวี่ที่หน้าตำหนักเขามองเห็นปอยผมของนางปลิวมาบังที่แก้มจึงจับมันทัดไว้ที่หลังใบหูของนางทำให้นางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา เพียงแค่คิดว่าผ่านค่ำคืนนี้ไปเขาจะต้องพลัดพรากจากนางอีกครั้งจิตใจเขาก็เริ่มว้าวุ่น ไป๋เสวี่ยขยับเข้าไปใกล้นางและบรรจงลูบแก้มของนางเบา ๆ จากนั้นจึงเชยคางขึ้นมาพลางจุมพิตบนหน้าผากของนางเมื่อสันจมูกกับลมหายใจอุ่น ๆ ััปลายจมูกและลมหายใจที่เหน็บหนาว เขายืนโอบกอดนางแนบชิดเคียงข้างเหมือนดั่งเงาและประทับรอยจูบเบา ๆ ลงบนริมฝีปากอันเย้ายวนของนาง ชิงอวี่หลับตาพริ้มลงััถึงความรู้สึกอ่อนโยนลึกซึ้งผ่านริมฝีปากอันนุ่มละมุนของเขาใครเลยจะรู้ว่าภายใต้ผิวกายอันเยือกเย็นเหน็บหนาว รสัักลับร้อนผ่าวไปถึงหัวใจ หากเปรียบบุรุษเป็ดั่งทะเลหิมะที่สุดแสนจะหนาวเย็นนางคงเป็สตรีผู้ปรารถนาที่จะหลับใหลในอ้อมกอดทะเลหิมะ
ติดตามตอนต่อไป