ตอนที่ 9: ทอดทิ้ง
จินชุ่ยยังทำท่าจะพูดต่อไป ฉู่ซานซูจึงพูดแทรกขึ้นมา “เธอกลับไปเรียกเอ้อร์เกินมาเถอะ” จินชุ่ยจำต้องยอมจากไป แต่เธอไม่ได้ไปหาสามีของตนเอง ทว่ากลับยืนเงียบรอฟังความเคลื่อนไหวอยู่ที่หน้าประตู หากพวกนั้นต้องการให้ครอบครัวของเธอออกเงิน เธอจะได้รีบโผล่หน้าออกไปทันที ไหนๆก็แยกบ้านกันอยู่แล้วยังคิดจะใช้เงินของครอบครัวเธออีกเหรอ ไม่มีทางเสียหรอก ฉู่เอ้อร์เกินได้ข่าวก็รีบร้อนเดินทางมาทันทีก่อนจะยกยิ้มทักทายหมอซ่ง ทางหมอซ่งเองก็รายงานอาการบาดเจ็บของฉู่เฉิงให้ทุกคนฟังอีกครั้งหนึ่งก่อนจะถามคนตระกูลฉู่ออกไปตรงๆ “พวกนายจะทำยังไงกับเรื่องนี้? ฉันดูบาดแผลของเด็กคนนี้แล้วคิดว่าจำเป็นต้องใช้ยาไม่น้อย ฉันลองรักษาเขาดูแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่เลยต้องส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลจริงๆ อีกอย่าง! เด็กคนนี้จะถูกตีแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาต้องตายแน่ แล้วชื่อเสียงของหมู่บ้านก็จะย่ำแย่ไปด้วย” “แล้วต้องใช้เงินเท่าไรล่ะ?” ฉู่เอ้อร์เกินถาม เขารู้ดีว่าบ้านเดิมของตัวเองไม่มีเงิน ดีไม่ดีเขาจะต้องเป็นฝ่ายออกเงินเองเสียด้วยซ้ำ “ค่ายารักษาของฉันอย่างมากก็ไม่เกิน 1 หยวนกับอีก 5 เหมา แต่ถ้าส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลก็น่าจะสัก 3-5 หยวน” ถังเจี้ยนกั๋วจ้องมองฉู่ซานซู ส่วนฉู่ซานซูเองก็มองไปทางลูกชายคนโตของเขา “ต้าเกิน เรื่องนี้แกเป็นคนทำ ฉันเองก็แก่แล้ว คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก” หลินซีมองไปยังฉู่ซานซูผู้แก่ชราแล้วได้แต่พูดขึ้นมาในใจว่าคำพูดของเขาหมายถึงให้ปล่อยไปตามมีตามเกิดชัดๆ ฉู่ต้าเกินครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะพูดออกมา 1 ประโยค “หมอซ่ง ผมคงจ่ายค่ารักษาที่โรงพยาบาลไม่ไหวหรอก ครอบครัวผมไม่มีเงินแล้ว” “นี่นายจะปัดภาระอย่างนั้นเหรอ?” ถังเจี้ยนกั๋วถลึงตามองฉู่ต้าเกิน “นายทุบตีเด็กจนเป็นอย่างนี้แล้ว เขาก็ต้องใช้ยารักษาสิ นายเป็นพ่อเขา ถ้านายไม่จ่ายเงินค่ารักษาแล้วใครจะเป็นคนจ่ายล่ะ?” ไม่รู้ว่าประโยคไหนที่เป็นตัวกระตุ้นฉู่ต้าเกินทำให้เขาต้องพูดขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “ใครเอามันมาส่งก็ให้คนนั้นรับผิดชอบไปสิ ฉันไม่สน บ้านฉันไม่มีเงินแม้แต่แดงเดียวแล้ว” ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆได้ยินดังนั้นก็ทนไม่ไหว “ต้าเกิน จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ เด็กคนนี้เป็นคนของบ้านนาย คนอื่นเขาพามาส่งด้วยความหวังดี แล้วเขาผิดอะไร? ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปคนในหมู่บ้านมีเรื่องอะไรใครจะกล้าช่วยเหลือ ท่านผู้แทนฯ ถ้าเป็นแบบนั้นบรรยากาศในหมู่บ้านของพวกเราก็คงไม่ดีแล้ว แบบนี้ไม่ได้นะ!” หลินซีมองไปยังฉู่ต้าเกิน เธอไม่รู้จริงๆว่าคนอย่างนี้สั่งสอนเด็กอย่างฉู่เฉิงออกมาได้ยังไง แต่แล้วคำพูดของชาวบ้านที่บอกว่าฉู่ต้าเกินไม่ใช่พ่อของฉู่เฉิงในช่วงก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลินซีอีกครั้ง เธอมองไปยังคนทั้งสองอีกครั้งแล้วพบว่าพวกเขาไม่มีส่วนใดเหมือนกันเลยสักนิด หมอซ่งมองไปทางผู้แทนฯถังเพื่อรอดูท่าทีของเขา จากนั้นถังเจี้ยนกั๋วก็หันไปถามฉู่ต้าเกิน “ต้าเกิน นายยังต้องการเด็กคนนี้อยู่อีกหรือเปล่า?” ถังเจี้ยนกั๋วรู้เรื่องข่าวลือต่างๆ ในหมู่บ้านอยู่แล้ว และเขายังรู้เรื่องมากกว่าใครด้วยซ้ำ ถ้าให้เจ้าเด็กฉู่เฉิงอยู่ในบ้านตระกูลฉู่ต่อไปเขาคงไม่รอดชีวิตแน่ ฉู่ต้าเกินและฉู่ซานซูนิ่งอึ้งไปแล้วมองไปยังถังเจี้ยนกั๋ว จินชุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาทันที “พี่ต้าเกิน อย่าหาว่าฉันปากมากเลยนะ ทุกวันนี้สภาพของพี่ยังเลี้ยงตัวเองแทบไม่รอดเลย ไม่สู้…” เอ้อร์เกินทนฟังไม่ไหวอีกต่อไปจนต้องตำหนิเมียตัวเองเสียงต่ำ “ที่นี่เป็นที่ไหนกัน? เธอมีสิทธิ์อะไรมาเสนอหน้าพูด? รีบกลับไปซะ” จินชุ่ยหวาดกลัวเขาแต่ก็ยังตอบกลับไปเสียงเบา “แต่เราจ่ายค่ารักษาที่โรงพยาบาลไม่ได้นะ” “รู้แล้ว รีบไปซะ” เอ้อร์เกินย่อมเข้าใจอยู่แล้ว เขาไม่มีหน้าที่จะต้องออกค่ารักษาที่โรงพยาบาลให้อยู่แล้ว ฉู่ต้าเกินคาดไม่ถึงว่าถังเจี้ยนกั๋วจะพูดแบบนี้ออกมา เขาตกตะลึงไปพักใหญ่แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ฉู่ซานซูจึงเป็นคนเอ่ยปากพูดเอง “ท่านผู้แทนฯ คุณหมายความว่ายังไง?” “ก็ไม่ได้หมายความว่ายังไง ถ้ายังอยากได้เจ้าเด็กนี่ก็ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าไม่ต้องการแล้วก็พูดออกมาตรงๆ ฉันจะได้จัดการและหาวิธีช่วยให้เด็กคนนี้มีชีวิตอยู่ต่อไป” หัวใจของฉู่ซานซูวูบไหวขึ้นมาทันใด ดวงตาพร่ามัวของเขาจ้องมองไปที่ลูกชายของตนเอง ถึงยังไงก็เป็นพ่อลูกกัน ฉู่ต้าเกินเข้าใจความหมายของพ่อ เขาจึงได้ก้มหัวลงด้วยความเจ็บปวดแล้วทุบหัวตัวเองลงไปอย่างแรงถึงสองครั้ง จินชุ่ยรีบอ้าปากพูดขึ้นมาทันที “ฉันว่าหาวิธีอื่นช่วยเด็กคนนี้เถอะ พูดกันตามจริงแล้วบ้านเราเองก็คงเลี้ยงเขาไม่ไหว และยังทนเห็นเด็กคนนี้หิวตายไม่ได้ ที่ท่านผู้แทนฯพูดก็ถูก แต่บ้านเราก็เลี้ยงเขามาตั้ง 10 ปีแล้ว ตลอดระยะเวลา 10 ปีนี้เราก็ดูแลเขาด้วยความยากลำบาก จะให้เราเหนื่อยเปล่ามันก็คงไม่ได้หรอกจริงไหม!” “เหอะ” ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูกออกมา มีใครไม่รู้บ้างว่าเด็กคนนี้เติบโตมาอย่างไร เมื่อหลายปีก่อนตอนยังมีอาหารมากมายเด็กคนนี้ยังได้กินแค่ไม่กี่คำ ต่อมาก็ต้องทำอาหารกินเองโดยอาศัยคนเป็นย่าคอยดูแล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้กินของดีอะไร พอไม่มีย่าแล้วเด็กคนนี้ก็ไม่ต่างจากเด็กเร่ร่อน ผู้หญิงคนนี้ต้องหน้าหนาแค่ไหนกันถึงได้กล้าพูดแบบนี้ออกมา เมื่อได้เห็นสายตาดูถูกของชาวบ้านทั้งหลายครอบครัวฉู่ทั้ง 4 คนก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันที เอ้อร์เกินจึงเดินเข้าไปพูดกับพี่ชายของตนเอง “พี่ เรื่องนี้พี่ตัดสินใจเองเถอะ ถ้าไม่ต้องการเด็กคนนี้แล้ว เป่าเอ๋อร์ของผมก็ดูแลพี่ไปจนแก่ได้ พี่ไม่ต้องกังวลนะ” ต้าเกินเงยหน้าขึ้นมองน้องชายของตัวเองแวบหนึ่ง ตระกูลฉู่มีลูกชายอยู่ 2 คน คนน้องเองก็มีลูกชายอยู่อีกหนึ่งคน ดังนั้นต่อให้เลี้ยงเด็กคนนี้ไปอีกคนก็คงไม่มีความหมายอะไร ยิ่งไปกว่านั้นเด็กคนนี้ยังเป็นเด็กเนรคุณเลี้ยงไม่เชื่องอีกด้วย ท่ามกลางสายตารอคอยของฉู่ซานซูและกำลังใจจากน้องชายทำให้ฉู่ต้าเกินตัดสินใจได้ทันที “หมอซ่ง ผมไม่ต้องการเด็กคนนี้แล้ว และผมก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงด้วย เพราะงั้นคุณหาคนอื่นมาเลี้ยงมันแทนเถอะ ผมลำบากลำบนเลี้ยงมันมาตั้ง 10 ปีก็คงไม่ขออะไรมากมาย ขอแค่เงิน 30 หยวนก็พอ” พวกชาวบ้านได้ยินแบบนั้นก็ตกตะลึงไปทันที เมื่อหลายปีก่อนมีคนมอบลูกสาวของตัวเองให้คนอื่นก็ถูกชาวบ้านติฉินนินทามาตั้งนานว่าไม่เคยพบไม่เคยเห็นพ่อแม่ที่ไหนใจดำทิ้งลูกของตัวเองได้ลงคอจริงๆ แต่ตอนนี้ฉู่ต้าเกินยังมีหน้ามาบอกว่าขอ 30 หยวนอีก ชาวไร่ชาวนาอย่างพวกเขาทำงานทั้งปีในบ้านก็ยังมีเงินเก็บแค่ไม่กี่หยวนเอง คนพวกนี้หน้าไม่อายจริงๆ ปัญหาในตอนนี้ก็คือไม่มีใครต้องการเด็กคนนี้เลย เพราะเด็กคนนี้โตจนอายุ 10 ขวบและรู้ความแล้ว ดังนั้นคงไม่สามารถเลี้ยงเขาได้สนิทใจ หมอซ่งถอนหายใจแล้วพูดขึ้นมา “เอาอย่างนี้แล้วกัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ฝากเด็กคนนี้เอาไว้ที่ผมก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องค่ายากลับไปค่อยว่ากัน ทุกคนก็ไปคิดดูอีกที ต้าเกิน นายเลี้ยงเด็กคนนี้จนโตมาขนาดนี้ เลี้ยงต่อไปอีกไม่กี่ปีเขาก็จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว นายไปคิดให้ดีอีกทีแล้วกัน” ต้าเกินตัดสินใจแน่วแน่แล้ว “หมอซ่ง ผมเข้าใจว่าคุณหมายความว่าอะไร แต่เจ้าเด็กนี่เป็นยังไงผมเห็นมาหมดแล้ว ผมไม่อยากเห็นหน้ามันอีก ต่อไปนี้ผมจะอยู่ด้วยตัวของผมเอง” ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วก็คงไม่สามารถโน้มน้าวกันได้อีกต่อไป หมอซ่งจึงทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา คนตระกูลฉู่เดินจากไปแล้ว พวกชาวบ้านก็เดินจากไปแล้วเช่นกัน ถังเจี้ยนกั๋วยกมือปิดหน้า เขาเองก็รู้สึกกังวลเช่นกันว่าจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ดี หลินซีแอบมองความวุ่นวายต่างๆอยู่ด้านข้าง ตั้งแต่ต้นจนจบคนตระกูลฉู่ไม่หันไปมองฉู่เฉินสักครั้งและยังไม่ถามถึงเขาแม้แต่ประโยคเดียว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการเด็กคนนี้จริงๆ หลินซีเปิดผ้าม่านออกจนได้เห็นฉู่เฉิงกำลังลืมตามองไปที่เพดานด้วยสายตาว่างเปล่า หลินซีรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเล็กน้อย เธอลูบศีรษะของฉู่เฉิงพลางพูดขึ้นมา “อย่าเสียใจไปเลย บ้านนั้นก็ไม่เห็นจะมีอะไรดี เธอออกมาได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว” ฉู่เฉิงหันหน้ากลับมาแล้วฉีกยิ้มให้เธอ “ผมไม่ได้เสียใจหรอก ผมหวังว่าพวกเขาจะไม่ต้องการผมด้วยซ้ำ ผมอยู่คนเดียวก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก” น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลินซีถอนหายใจออกมาอีกครั้งโดยไม่รู้ว่าจะปลอบเขายังไงดี จนกระทั่งหลินซีหมุนตัวกลับฉู่เฉิงจึงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดสีเขียวผุดขึ้นมาบนฝ่ามือ หลินซีคิดว่าเด็กคนนี้คงไม่ต้องการคำปลอบโยนของเธอ เธอจึงเดินมาหาหมอซ่งแล้วหยิบเงินออกมายื่นให้เขา 1 หยวน “นี่เป็นค่ายาของเด็กคนนั้นค่ะ ทั้งตัวของฉันมีแค่นี้ แต่เดี๋ยวฉันจะเอามาให้อีกนะคะ” หมอซ่งไม่สามารถรับเงินของหลินซีได้ ถังเจี้ยนกั๋วเองก็ไม่เห็นด้วย “ยุวฯหลิน ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนใจดี แต่เธอไม่ควรเป็นคนออกเงินพวกนี้ จริงๆแล้วถ้าไม่มียังไงเราก็มีคณะกรรมการหมู่บ้านอยู่ เพราะงั้นเธอเก็บเงินของตัวเองเอาไว้เถอะ” หลินซีไม่อยากพูดให้มากความจึงได้แต่วางเงินจำนวนนั้นลงบนโต๊ะ “ถ้าอย่างนั้นก็เอาไว้ให้เด็กคนนั้นซื้ออะไรกินบำรุงร่างกายเถอะค่ะ” หลินซีมีท่าทางแน่วแน่หมอซ่งจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ จากนั้นลูกหมอซ่งก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อยุวฯหลินหวังดี พวกเราก็ดูแลฉู่เฉิงให้ดีๆเถอะครับ ในอนาคตค่อยให้ฉู่เฉิงตอบแทนน้ำใจในครั้งนี้ด้วยตัวเขาเอง” เรื่องนี้จึงจบลงไปเช่นนั้น ฉู่ซานซูพาลูกชายทั้งสองคนกลับบ้าน ทั้งสามคนนั่งอยู่ในลานบ้านฉู่ต้าเกิน ฉู่ต้าเกินขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าฉายแววเซื่องซึม ฉู่ซานซูจึงตบไหล่ลูกชายเบาๆ “อย่าคิดมากเลย ยังไงเรื่องก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว จะว่าไปก็เป็นเพราะเมียแกมันหน้าด้านสวมหมวกเขียว (คบชู้) ให้แกต่างหาก พวกเราทำดีที่สุดแล้ว เราเลี้ยงเจ้าเด็กเลวนั่นมาตั้ง 10 ปี แค่นี้ก็ดีสำหรับมันมากแล้ว” เอ้อร์เกินพูดออกมาเสียงต่ำ “พ่อ ทุกวันนี้กลัวว่าทุกคนจะเอาไปพูดมั่วซั่ว” คิ้วของฉู่ซานซูขมวดเข้าหากันจนกลายเป็นเส้น 3 ขีดบนหน้าผาก เขาครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยปากปรึกษากับลูกชาย “แบบนั้นคงไม่ดี ไปบอกทุกคนเถอะว่าจริงๆแล้วเด็กคนนั้นไม่ใช่คนในตระกูลเรา” “พ่อ แบบนั้นทุกคนไม่รู้กันหมดเหรอว่าผมถูกสวมหมวกเขียว” ฉู่ต้าเกินลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห เขาทั้งรู้สึกโกรธและไม่พอใจ “ให้เขารู้กันว่าแกถูกสวมหมวกเขียวยังดีกว่ารู้ว่าแกไม่เอาไหนตั้งเยอะ” ฉู่ซานซูพูดกับลูกชายของตัวเองด้วยความโมโห ฉู่ต้าเกินได้ยินดังนั้นก็ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นเหมือนลูกโป่งถูกเจาะลมทันที ข่าวนี้แพร่สะพัดไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ตระกูลฉู่ไล่หลานชายคนโตออกจากบ้านไปให้คนอื่น ชาวบ้านต่างก็พูดกันไปต่างๆนานา บางคนก็พากันเดาสุ่มว่าทำไมต้องส่งเด็กคนนี้ไปให้คนอื่น คงไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่คนตระกูลฉู่หรอกนะ? จนสุดท้ายแล้วคนที่เชื่อว่าฉู่เฉิงไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆของตระกูลฉู่ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างก็มองไปยังฉู่ต้าเกินด้วยสายตาสงสาร แต่บางก็เหยียดหยาม บ้างก็ดูถูก… ฉู่ต้าเกินจึงไม่กล้าออกจากบ้านไปหลายวัน ขณะที่ข่าวนั้นแค่สะพัดออกไป ฉู่เฉิงก็ยังคงพักรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่ศูนย์อนามัย เพราะหลินซีช่วยเหลือฉู่เฉิงเอาไว้ความรู้สึกดีที่เขามีต่อเธอจึงเพิ่มขึ้นไปถึง 55% ดังนั้นเธอจึงซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันจากร้านค้ามาให้ฉู่เฉิงแล้วส่งมันไปที่ศูนย์อนามัย เมื่อเด็กน้อยได้เห็นสิ่งของใหม่ๆเขาก็รู้สึกดีใจจนต้องดึงมือหลินซีไปจับด้วยความขอบคุณ เด็กน้อยอาบน้ำจนร่างกายสะอาดสะอ้าน แต่เพราะบนหัวของเขามีเหาอยู่ด้วย หมอซ่งจึงจัดการโกนผมเขาจนเกลี้ยงและเผยให้เห็นศีรษะใหญ่โตของเขา ฉู่เฉิงรู้สึกอับอายจนไม่กล้าออกไปไหนหลินซีจึงมอบหมวกแก๊ปให้เขา 1 ใบ เด็กน้อยจึงสวมหมวกลงไปด้วยความดีใจ ภายในศูนย์อนามัยมีกระจกอยู่บานหนึ่ง เมื่อสวมหมวกแล้วฉู่เฉิงจึงเอาแต่ส่องกระจกบ้านนั้นอยู่นาน หลินซีกับเขารู้จักกันมานานขนาดนี้แต่เธอก็ยังไม่ค่อยได้เห็นสีหน้าแบบเด็กๆของเขาเลย สำหรับข่าวลือที่แพร่สะพัดไปในหมู่บ้านนั้น เด็กน้อยดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆทั้งสิ้น ตอนที่อยู่กับหมอซ่งเขาได้กินอาหาร 3 มื้อต่อวัน ตอนเย็นก็นอนบนเตียงผู้ป่วยในศูนย์อนามัย เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่สงบสุขกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก แต่เส้นทางในอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไรยังคงเป็นปัญหาอยู่ ถังเจี้ยนกั๋วสอบถามไปทั่วทุกบ้านในหมู่บ้านแต่ก็ไม่มีใครยอมรับเขาเป็นลูกเลยสักคน ครั้งนี้เขานับว่าขึ้นหลังเสือแล้วจึงยากจะปีนลงมา ดังนั้นในช่วงที่เขายังคิดอะไรไม่ออกเขาจึงฝากหมอซ่งดูแลฉู่เฉิงไปก่อน ตอนนี้งานหลักของถังเจี้ยนกั๋วก็คือการส่งมอบอาหาร มีการขนย้ายอาหารขึ้นไปบนรถไถนา จากนั้นยุวปัญญาชนจำนวนหนึ่งก็จะขึ้นไปบนรถเพื่อเดินทางไปส่งจดหมายหรือไปซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันอื่นๆ และในตอนนั้นเองที่หลินซีเพิ่งคิดได้ว่าเธอยังไม่ได้อ่านจดหมายของตนเองเลย คนที่อยู่ในที่พักของยุวปัญญาชนต่างก็ออกไปหมดแล้ว พวกเขายุ่งอยู่กับงานนานถึงครึ่งเดือน ทุกคนจึงอยากจะออกไปผ่อนคลายสักหน่อย ตอนนี้ภายในบ้านหลังเล็กๆก็เลยเงียบสงบเป็นพิเศษ หลินซีเปิดจดหมายออก ด้านในมีกระดาษแผ่นบางๆอยู่ 2 แผ่นซึ่งเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆภายในครอบครัวของเธอ หลินซีอ่านมันจนจบแล้วก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย ในจดหมายพ่อแม่ต่างก็เล่าเรื่องราวความลำบากต่างๆในชีวิตให้หลินซีฟัง ชีวิตของครอบครัวเธอไม่ง่ายเลยจริงๆ พวกเขาบอกว่าหากหลินซีสามารถรับอาหารได้แล้วให้แบ่งกลับไปบ้านสักหน่อย ยุวปัญญาชนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกับพวกเขาก็ส่งอาหารป่ากลับไปที่บ้านเช่นกัน พวกเขาจึงอยากให้หลินซีหาวิธีส่งกลับไปบ้าง ถ้อยคำจู้จี้จุกจิกทั้งหลายในจดหมายต่างก็พร่ำบ่นเกี่ยวกับความยากลำบากในชีวิตและหวังว่าหลินซีจะส่งอาหารมาช่วยเหลือพวกเขาสักหน่อย จะมีก็แต่ประโยคสุดท้ายของจดหมายเท่านั้นที่บอกให้หลินซีดูแลตัวเองให้ดี