เช้าตรู่ของวันที่สี่นับั้แ่ขุนช้างเดินมาทวงขู่ภาษีถึงหน้าบ้าน เฉินอันและเฉินเหลียนจัดแจงก้าวเท้าออกจากบ้านั้แ่ยามฟ้ายังไม่ทันสาง ทั้งสองโอบอุ้มตะกร้าสานที่บรรจุผืนขนจิ้งจอกเงินสองชุดและเศษเขี้ยวหินเสือดำที่ห่อหุ้มด้วยผ้าป่านอย่างระมัดระวังสูงสุด มุ่งหน้าตรงสู่เมืองลั่วเฉิง หัวใจของสองพี่น้องเต้นระทึกด้วยความหวังปนความกังวลใจ ด้วยเหตุว่านี่คือโอกาสสุดท้ายในการรวบรวมเงินทองให้ครบถ้วนก่อนจะถึงกำหนดเส้นตายของทางการ
แสงแดดแรกของวันทาฉาบลงบนถนนหินขรุขระยามที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าสู่ประตูเมือง ร้านรับซื้อขนสัตว์และของป่าของเถ้าแก่อู๋ตั้งอยู่ตรงหัวมุมตลาดใหญ่ เป็อาคารไม้เก่าแก่สองชั้นที่เปิดกิจการมานานหลายสิบปี เถ้าแก่อู๋เป็ชายวัยกลางคนร่างท่วม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำตาล ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทว่าั์ตากลับคมกริบดั่งพ่อค้าผู้คร่ำหวอดในยุทธภพมานาน
ยามเมื่อเฉินอันวางห่อผ้าบรรจุผืนขนจิ้งจอกเงินลงบนโต๊ะไม้ เถ้าแก่อู๋ก็หยิบขึ้นมาพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ใช้นิ้วมือเรียวยาวสางผ่านเส้นขนสีเงินเงางามเบาๆ
"ผืนขนงดงามยิ่งนัก หนาแน่นไร้รอยตำหนิ คงเป็จิ้งจอกที่ถูกสยบสดๆ มิใช่ซากอสูรที่สิ้นใจมาหลายวัน" เถ้าแก่อู๋พยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง "ข้าให้ราคาสี่เหรียญเงินครึ่งต่อหนึ่งชุด สองชุดรวมเป็เงินเก้าเหรียญเงิน เ้าเห็นว่าเป็อย่างไร"
"ขอบพระคุณเถ้าแก่ยิ่งนัก" เฉินเหลียนรีบตอบรับด้วยความยินดี แม้จะรู้ว่าราคานี้ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้เล็กน้อย แต่ก็นับว่าสอดคล้องกับราคากลางในตลาดอย่างยิ่ง
ทว่าเมื่อเฉินอันคลี่ผ้าห่อเศษเขี้ยวหินเสือดำวางลงบนโต๊ะเป็ลำดับถัดไป สีหน้าของเถ้าแก่อู๋พลันแปรเปลี่ยนไปในทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เขารีบหยิบเศษเขี้ยวหินขึ้นมาส่องดูใต้แสงแดดอย่างพินิจพิเคราะห์ทุกซอกทุกมุม
"นี่... นี่คือเขี้ยวหินของเสือดำเขี้ยวหินมิใช่หรือ!" น้ำเสียงของเถ้าแก่อู๋สูงขึ้นด้วยความตื่นเต้นกดมิอยู่ "พวกเ้าไปได้สิ่งนี้มาจากสถานที่ใดกัน สัตว์อสูรระดับนี้มิเคยมีใครนำชิ้นส่วนของมันมาวางขายในเมืองลั่วเฉิงนานหลายปีแล้ว!"
เฉินอันบอกเล่าเหตุการณ์ในป่าลึกอย่างคร่าวๆ โดยมิได้ลงรายละเอียดถึงพลังเร้นลับ เถ้าแก่อู๋รับฟังด้วยความทึ่งสลับความสงสัย เขามองสำรวจเฉินอันั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความมิเข้าใจ ว่าเหตุใดเด็กหนุ่มผอมแห้งไร้ปราณตรงหน้า จึงสามารถรอดชีวิตจากการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรขอบเขตผลัดเปลี่ยนเนื้อหนังมาได้ ทว่าในเมื่อสิ่งของวางอยู่เบื้องหน้า เขาก็ไม่อยากซักไซ้ให้มากความ
"เศษเขี้ยวหินชิ้นนี้แม้จะแตกร้าว ทว่ายังคงนำไปทำด้ามศาสตราวุธหรือเครื่องประดับชั้นสูงได้ ยิ่งไปกว่านั้นหมอยาบางท่านยังใช้บดผสมเป็ยาบำรุงกำลังชั้นยอด ข้าให้ราคาหกเหรียญเงินก็แล้วกัน" เถ้าแก่อู๋เสนอราคาด้วยสายตาที่เป็ประกาย
รวมเงินทั้งหมดที่ได้รับจากการขายของป่าในวันนี้คือสิบห้าเหรียญเงินพอดิบพอดี! เมื่อนำมารวมกับเงินเก็บสะสมเดิมและเงินช่วยเหลือจากป้าซัวอีกหกเหรียญเงิน สองพี่น้องจึงมีเงินรวมกันทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดเหรียญเงิน—ซึ่งมากกว่าจำนวนหนี้ภาษีที่ทางการ้าเสียอีก!
เฉินเหลียนกุมถุงเงินไว้แน่นด้วยมือที่สั่นระริกด้วยความตื่นเต้นดีใจ น้ำตาแห่งความโล่งอกคลอเบ้าในดวงตากลมโต เธอหันไปมองหน้าพี่ชายด้วยรอยยิ้มที่สดใสที่สุดในรอบหลายวัน
"ท่านพี่ พวกเราทำสำเร็จแล้ว เงินเพียงพอแล้วจริงๆ!"
เฉินอันยิ้มรับพลางยื่นมือไปลูบเรือนผมของน้องสาวเบาๆ ความกดดันมหาศาลที่เคยทับอกพลันสลายหายไปจนหมดสิ้น แม้ร่างกายจะยังคงปวดร้าวจากการต่อสู้เมื่อวาน แต่ในจิตใจกลับเบาสบายประหนึ่งยกขุนเขาออกจากอก
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเท้าออกจากร้าน เถ้าแก่อู๋ก็เอ่ยรั้งไว้ "เ้าหนุ่ม หากวันหน้าพบเจอของป่าแปลกประหลาดเช่นนี้อีก จงนำมาขายให้ข้าโดยตรง ข้าสัญญาว่าจะให้ราคาเป็ธรรมกว่าร้านอื่นแน่นอน" เขาลดเสียงลงต่ำกระซิบเตือน "และอีกประการหนึ่ง... จงระมัดระวังตัวให้ดี ่นี้มีคนแปลกหน้ามาคอยสอบถามประวัติความเป็มาของครอบครัวพวกเ้าในตลาดอยู่บ่อยครั้ง ข้ามารู้ว่าพวกมันเป็ใคร แต่ดูท่าทางมิใช่คนธรรมดาแน่นอน"
เฉินอันชะงักเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือโค้งคำนับขอบคุณ เขามิได้บอกเล่าคำเตือนนี้ให้น้องสาวฟัง ด้วยไม่อยากให้นางต้องบังเกิดความกังวลใจ เพียงเก็บซ่อนมันไว้ในจิตใจอย่างเงียบเชียบ
จากร้านของเถ้าแก่อู๋ ทั้งสองมุ่งหน้าตรงไปยังเรือนพักของขุนช้างซึ่งตั้งอยู่ในย่านราชการของเมือง เป็เรือนไม้สองชั้นขนาดใหญ่โต ล้อมรอบด้วยรั้วทาสีแดงสดใส เมื่อคนรับใช้เดินเข้าไปแจ้งการมาเยือน ขุนช้างก็เดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าที่ผสมปนเประหว่างความแปลกใจกับความผิดหวัง เห็นได้ชัดว่ามันคาดหวังให้สองพี่น้องมิอาจหาเงินมาชำระได้ทันกำหนดเวลา
"พวกเ้ามาไวกว่าที่ข้าคิดไว้นะ" ขุนช้างเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น สายตาจ้องมองถุงเงินในมือของเฉินเหลียนด้วยความมิพอใจ
"ข้าพเ้านำเงินสิบห้าเหรียญเงินมาชำระภาษีที่ดินและเตาไฟที่ค้างไว้ครบถ้วนแล้ว" เฉินอันยื่นถุงเงินส่งให้ด้วยท่าทีนอบน้อม
ขุนช้างรับถุงเงินไปเปิดเทนับเหรียญเงินอย่างถี่ถ้วน ริ้วรอยบนใบหน้าขมวดเกร็งด้วยความขัดเคืองใจที่มิอาจยึดที่ดินหรือบังคับเฉินเหลียนไปเป็คนรับใช้ได้ เมื่อนับจนครบถ้วน มันจึงจำใจหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาใช้หมึกขีดฆ่าชื่อตระกูลเฉินออกจากรายชื่อลูกหนี้
"ครบถ้วนแล้ว!" มันกล่าวน้ำเสียงห้วนกระด้าง ก่อนจะเงยหน้าจ้องมองเฉินอันด้วยสายตาคุกคาม "ทว่าพวกเ้าอย่าได้ประมาทไป ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงยังมีภาษีเตาผิงรออยู่อีกงวดหนึ่ง หากคราวหน้ามิมีเงินมาชำระ ข้อเสนอเื่ส่งเด็กหญิงผู้นี้มาเป็คนรับใช้ก็ยังคงเปิดกว้างอยู่เสมอ!"
คำพูดอันน่ารังเกียจทำให้เฉินเหลียนขยับกายเข้ามาขิดแผ่นหลังของพี่ชายด้วยความหวาดกลัว เฉินอันกำหมัดแน่น แต่ก็ข่มอารมณ์โกรธไว้ ทำเพียงโค้งคำนับตามมารยาทแล้วพาน้องสาวเดินเร่งเท้าจากไปทันที
เมื่อเดินออกมาไกลจากเรือนของขุนช้างพอสมควรแล้ว เฉินเหลียนจึงเอ่ยถามด้วยความกังวล "ท่านพี่ ภาษีเตาผิงงวดหน้าจะมาถึงเมื่อใดกัน เราต้องรับมืออย่างไรดี"
"อีกสามเดือนข้างหน้า" เฉินอันตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเพื่อให้น้องสาวคลายกังวล "คราวนี้เรามีประสบการณ์แล้ว จะเริ่มสะสมเงินทองั้แ่วันนี้เป็ต้นไป มิปล่อยให้กลายเป็ปัญหาใหญ่เช่นนี้อีก"
ระหว่างทางกลับบ้าน ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินผ่านตรอกแคบๆ ด้านหลังตลาดใหญ่ ชายฉกรรจ์สองคนในชุดคนรับใช้ตระกูลหลิวซึ่งเคยก่อเหตุพังประตูบ้านเมื่อวันก่อน ก็พลันก้าวเท้าออกมาขวางทางไว้!
"คิดว่าจะหนีพ้นหรือไอ้ขี้โรค!" ชายฉกรรจ์คนแรกที่มีแผลบวมโตบนใบหน้าตวาดเสียงเหี้ยม "นายน้อยหลิวเหวินฮุ่ยมีคำสั่งให้พาพวกเ้าสองพี่น้องไปพบ ณ คฤหาสน์ ยอมเดินตามมาดีๆ เสียเถิด!"
"พวกเรามิมีสิ่งใดต้องเจรจากับนายน้อยของพวกเ้า ถอยไป!" เฉินอันก้าวออกมายืนขวางหน้าเฉินเหลียนทันที
ชายฉกรรจ์คนที่สองแค่นหัวเราะเหี้ยม ชักมีดสั้นออกมากระชับแน่น "ในเมื่อพูดดีๆ มิฟัง เช่นนั้นก็ต้องใช้กำลัง!" มันพุ่งทะยานเข้าหาเฉินอัน พร้อมเงื้อมีดสั้นแทงสวนเข้าหาอกด้วยความเร็ว!
ในวินาทีอันตรายนั้นเอง...
วิ้ง!!
กฎแห่ง 'ครรลองผันแปร' ในจิติญญาของเฉินอัน หมุนทะยานทำงานตอบรับอย่างรวดเร็ว!
สภาวะความหนาแน่นและพลังตอบรับของกายเนื้อเฉินอัน ถูกปรับยกระดับขึ้นเป็ ขอบเขตผลัดเปลี่ยนเนื้อหนัง ระดับสอง (ปราณขั้นก่อกายา ระดับแปด) เหนือกว่าคนรับใช้ทั้งสองทันที!
ฉาด!!
มีดสั้นแทงเข้าใส่หน้าอกของเฉินอันเต็มรัก ทว่ากลับส่งเสียงดัง เคว้ง! ประหนึ่งแทงเข้าใส่แผ่นเหล็กกล้าโบราณ! คมมีดหักสะบั้นออกเป็สองท่อน!
เฉินอันมิเปิดโอกาสให้ศัตรูได้ตกตะลึง เขาง้างหมัดขวาชกสวนเข้าใส่ใบหน้าของชายฉกรรจ์ผู้นั้นเต็มแรง!
ปัง!!
อานุภาพสภาวะระดับแปดซัดร่างของชายฉกรรจ์ลอยกระเด็นไปกระแทกกับผนังอิฐข้างตรอกดัง ตูม! มันจุกจนสลบพับไปทันที!
ชายฉกรรจ์อีกคนเห็นท่ามิดี หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว รีบหมุนกายวิ่งหนีออกจากตรอกไปอย่างลนลาน!
เฉินอันหอบหายใจกระหึ่ม พลังเร้นลับดับวูบลงทันที ทิ้งไว้เพียงความเหน็ดเหนื่อยตามเดิม เขารีบจับมือเฉินเหลียนแล้วพากันเร่งเท้าออกจากตรอกมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านดอนไผ่โดยไว
ยามค่ำคืนเดินทางมาถึง ภายในกระท่อมไม้หลังเก่า กลิ่นหอมกรุ่นของต้มไก่ใส่ขิงลอยอบอวลไปทั่วห้อง สองพี่น้องนั่งกินอาหารมื้อพิเศษเฉลิมฉลองการผ่านพ้นวิกฤตภาษีด้วยความสุขใจ
"ท่านพี่..." เฉินเหลียนเอ่ยขึ้นขณะตักน้ำแกงให้พี่ชาย "ข้าคิดว่าเราควรเริ่มเก็บสมุนไพรป่ามาตากแห้งขายเสริมด้วย ป้าซัวสอนวิชาให้ข้าหลายอย่าง แถมข้ายังจำลักษณะของพวกมันได้อย่างแม่นยำ อาจช่วยสร้างรายได้โดยที่ท่านพี่มิจำเป็ต้องเสี่ยงอันตรายเข้าป่าลึกบ่อยๆ"
เฉินอันพยักหน้ารับคำด้วยความเห็นพ้อง "ความคิดนี้ประเสริฐยิ่ง วันพรุ่งนี้เ้าลองไปขอคำแนะนำจากป้าซัวเพิ่มเติมเถิด พี่จะช่วยเ้าเก็บสมุนไพรในวันที่มิได้ไปทำงานที่ท่าเรือ"
สองพี่น้องนั่งพูดคุยวางแผนอนาคตกันท่ามกลางไออุ่นจากเตาไฟ ความหวังเล็กๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัวใจของคนทั้งคู่
ทว่าในอีกฟากหนึ่งของเมือง ณ คฤหาสน์ตระกูลหลิวอันหรูหรา หลิวเหวินฮุ่ยนั่งฟังรายงานจากคนรับใช้ที่วิ่งหนีกลับมาด้วยสายตาเรียบเย็น
"ขอบเขตผลัดเปลี่ยนเนื้อหนัง ระดับสองรึ..." หลิวเหวินฮุ่ยวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ นิ้วเรียวยาวเคาะเป็จังหวะ "ไอ้ขี้โรคผู้นั้นยิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ช่างเป็ตัวตนที่น่าสนใจยิ่งนัก"
เขาลุกขึ้นเดินไปหยุดลงหน้าหน้าต่าง มองออกไปทางทิศตะวันออกด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม "ได้เวลาที่ข้าต้องลงมือด้วยตนเองเสียที ไปจัดเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่สองพี่น้องตระกูลเฉิน... ของขวัญที่พวกมันมิอาจปฏิเสธได้!"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นของมันลอยหายไปในเงามืดของราตรี ขณะที่ ณ กระท่อมหลังเล็ก สองพี่น้องยังคงนอนหลับใหลด้วยความสงบ โดยมิล่วงรู้เลยว่า พายุลูกใหญ่ลูกใหม่กำลังจะพัดกระหน่ำเข้าใส่ชีวิตของพวกเขาลูกต่อไปในไม่ช้า!