“…เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” เก๋อจือยกคทาเวทด้วยความตื่นตระหนก “คิดจะมาขวางพวกเรางั้นรึ?”
เบื้องหน้ากลุ่มคนที่กำลังรอการเคลื่อนย้ายของจุดวาร์ป พวกโม่จ้านพบกับเจียนั่วที่อยู่ในสภาพอาวุธครบมือมิต่างกัน แม้โม่จ้านรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางมาขวางอย่างแน่นอน กระนั้นยังนึกสงสัยในสาเหตุที่เจียนั่วมาปรากฏตัวที่นี่อย่างมากเช่นกัน
“ข้าอยากเข้าร่วมกลุ่มของพวกเจ้า” เจียนั่วถอดหมวกเกราะออก ก่อนจะเผยป้ายคำสั่งในมือ “หากมีป้ายผ่านทาง การใช้จุดวาร์ปจะไม่มีค่าใช้จ่าย”
“…ห๋า? ห๋า? ล้อเล่นอันใด?!”
เก๋อจือขวางอยู่ด้านหน้าโม่จ้านพร้อมกับชี้คทาไปทางเจียนั่ว
“เจ้าพยายามหาเรื่องลูกพี่ของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเรามีความจำเป็นใดต้องเชื่อเจ้า?”
“ข้าเพียงต้องการความเชื่อใจของเขา ผู้อื่นมิเกี่ยวอันใดกับข้า” เจียนั่วมองโม่จ้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ลาถีเท่อที่ขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกประหลาดหันมองโม่จ้านที่อยู่ข้างกาย ทว่าโม่จ้านกลับทำหน้างุนงงเช่นกัน
“…อันใดนะ…?”
“เจ้าเคยเอ่ยว่าหากข้าช่วยชี้นำให้เจ้า เจ้าให้ข้าตามไปด้วย” เจียนั่วลากสัมภาระด้วยสีหน้าใสซื่อ
“เอ่อ ข้าเคยรับปากเอาไว้จริงๆ …” โม่จ้านกระอักกระอ่วนอย่างมาก เพราะยามนั้นตนมั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังล้อเล่น คิดมิถึงว่าภายหลังสถานการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว ตนกลับลืมเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง
“…ข้าลาออกจากงานในจวนเจ้าเมืองแล้ว สามารถเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้าง”
เจียนั่วน้ำเสียงค่อนข้างหดหู่เมื่อเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของอีกฝ่าย นึกมิถึงว่านัยน์ตาสีน้ำตาลที่มองไปทางโม่จ้านจะเจือความน้อยเนื้อต่ำใจ
โม่จ้านเบิกตาอ้าปากค้าง ดวงตาของลาถีเท่อแทบจะกระเด็นออกมา ส่วนเก๋อจือรู้สึกว่าขนอ่อนทั้งกายลุกซู่เสียแล้ว
…นี่มันน่ากลัวยิ่งกว่าเห็นบุรุษร่างใหญ่กำยำล่ำสันกรีดกรายปลายนิ้วงามงอนเสียอีก
“เอ่อ…แค่กๆ อืม มิเป็นปัญหา”
โม่จ้านหยิกหน้าตนอย่างแรงครู่หนึ่ง เพื่อพยายามทำให้สีหน้ากลับมาเป็นปกติ
“เจ้าก็รู้ถึงจุดมุ่งหมายของพวกเขา หวังว่าเจ้าจะมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับคนตระกูลเคอซือ”
ตระกูลเคอซือ? เจียนั่วขมวดคิ้ว คล้ายจะเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ใด
“…ท่านมาร์ควิสเคอซือหนึ่งในหัวหน้าสาขาย่อยของกิลด์จอมเวท?”
เจียนั่วสงสัยหนักกว่าเดิมเสียแล้ว “เกี่ยวข้องอันใดกับเขา?”
สายตาของโม่จ้านหยุดลงบนกายของเก๋อจือ เจียนั่วมองตามสายตาของโม่จ้าน สายตาจับจ้องจอมเวทผมแดงก่อนเริ่มพิจารณาอย่างละเอียด เก๋อจือที่ได้รับความสนใจจากเจียนั่วอย่างน่าพิลึกถึงกับมิรู้ว่าจะทำอย่างไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเจียนั่วพลันเปล่งประกายคล้ายกับคิดสิ่งใดออก
“…ที่แท้ก็คือคุณชายรองของมาร์ควิสเคอซือ? นิสัยกับใบหน้าล้วนมิค่อยเหมือน ข้าจึงดูมิออก”
“อุ๊บ…” ลาถีเท่อหลุดหัวเราะอย่างกลั้นมิไหว คู่กรณีเบะปากด้วยสีหน้าหลากอารมณ์
มาร์ควิสเคอซือขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษรูปงามกิริยาสง่า ทุกการกระทำล้วนแต่ดูดีมีระดับ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร้ที่ติ ทว่าสีผมของเก๋อจือได้รับมาจากมารดา มิเพียงแต่มีนิสัยใจคอร่าเริงรักความสนุก ภาพลักษณ์เด็กซื่อบื้อเลือดร้อนยังห่างไกลจากบิดาของเขาลิบลับ
ยามตระกูลสูงศักดิ์มารวมตัวกันมักมีผู้ที่ชอบซุบซิบนินทาพากันวิจารณ์อย่างเงียบๆ เอ่ยว่าเก๋อจือมิใช่ลูกแท้ๆ หลังจากมาร์ควิสเคอซือไล่คนออกไปด้วยความโมโหอย่างหนัก เรื่องราวจึงได้ยุติลง ครั้นยามนี้หน้าปฏิทินเก่าถูกเจียนั่วพลิกเปิดออกมา เก๋อจือกลับไร้กระทั่งเรี่ยวแรงจะบันดาลโทสะเสียแล้ว
โม่จ้านกุมขมับ เห็นทีไม่เพียงแต่อีกฝ่ายมิใช่สายลับ ทว่ายังเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องที่ใสซื่อเหลือเกิน เกรงว่าการเดินทางในครานี้คงจะครึกครื้นเสียแล้ว
หนึ่งประกายสะท้อนวูบผ่าน เจียนั่วสังเกตเห็นตราเกียรติยศบนหน้าอกของโม่จ้าน
“…โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าก็เป็นอัศวินเช่นเดียวกัน? ภักดีต่อชนชั้นสูงตระกูลใด?”
“อัศวินอิสระสดๆ ใหม่ๆ ดูไม่เหมือนงั้นหรือ?” โม่จ้านแบมือยักไหล่ “ข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดมาเป็นเจ้านาย อยู่คนเดียวสบายมิน้อย”
“หากเป็นอัศวินอิสระไปตลอดก็จะไม่มีอำนาจและที่ดิน”
เจียนั่วจดจ้องแววตาของโม่จ้าน คิดอยากจะอ่านบางสิ่งจากคริสตัลสีแดงเข้มทั้งสองเม็ดนั้น
“ไม่มีอำนาจและที่ดินก็จะไม่มีเงินทองและสตรี”
“อายุยังน้อยเหตุใดจริงจังถึงเพียงนั้น” โม่จ้านถูกหยอกเย้าจนหัวเราะ “หากไม่ใช้โอกาสช่วงอายุยังน้อยเพลิดเพลินกับชีวิต หลังโตขึ้นยังจะมีเรื่องราวน่ารำคาญใจรอก่อกวนอีกมาก”
“…ข้าคิดว่าอายุของเจ้าน้อยกว่าข้า” สายตาของเจียนั่วจับจ้องใบหน้าของโม่จ้านและตอบกลับอย่างจริงจังหนึ่งประโยค
แต่คล้ายกับว่าอีกฝ่ายจะมิได้ยินและเบนสายตาไปยังขอบฟ้า
“เมื่อโตขึ้นก็จะมีภาระหน้าที่ที่หล่นจากฟ้ามาทับหัวเจ้า บีบบังคับให้เจ้าต้องฝืนวิ่งไปข้างหน้า…”
“…‘ภาระหน้าที่’ หรือ…”
เจียนั่วหมกมุ่นกับการครุ่นคิดเสียแล้ว ขณะคิดทบทวนสองคำนี้กลับไปกลับมาก็ยังคงมองไปทางโม่จ้านด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง
“เจ้าร่อนเร่พเนจรไปทั่วทุกสารทิศเพียงลำพังเช่นนี้ ข้าดูมิออกว่าเจ้ามีภาระหน้าที่อันใดให้แบกรับ”
โม่จ้านชะงัก ตามด้วยหัวเราะเสียงดังลั่น เสียงก้องกังวานเจือกลิ่นอายของเด็กหนุ่ม คนทั้งสามที่คลำหาสมองมิเจอมองโม่จ้านที่หัวเราะจนน้ำตาไหล ไม่เข้าใจสักนิดว่าประโยคนี้ไปจี้จุดขำส่วนใดของบุรุษตรงหน้า
ใช่แล้ว ไม่มีไปเสียนานแล้ว ตนกับน้องรองและน้องสาวยากจะได้พบเจอกันอีกแล้ว ภาระหนักอึ้งเช่นนั้นเคยทำให้ตนวิ่งเต้นจนเหน็ดเหนื่อย แต่กระนั้นก็มอบความอบอุ่นไร้ขีดจำกัดให้ตนเช่นกัน ต่อให้ยามนี้ตนอยากแบกภาระอีกคราก็คงมิอาจได้แตะต้องมันอีกตลอดกาล
หลังโม่จ้านหัวเราะจนพอใจจึงค่อยเช็ดหางตาที่เริ่มแดงระเรื่อ นิ้วมือชี้ไปยังหน้าอกของเจียนั่ว
“หัวหน้ากองอัศวินรักษาการณ์ที่ลาออกจากงานเพื่อท่องเที่ยวมาเอ่ยกับข้าว่าการรับใช้เจ้านายเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง? ในฐานะอัศวินอิสระเช่นกัน เจ้ายังจะมีเหตุผลเหมาะสมให้นำมาโน้มน้าวข้าอีกหรือ?”
“ข้า…” แววตาของเจียนั่วแปรเปลี่ยนเป็นฉายแววคลุมเครือ ท่าทางคล้ายอยากเอ่ยบางสิ่งเพียงแต่ชะงักเอาไว้
โม่จ้านยักไหล่ก่อนบอกให้เด็กน้อยสองคนเตรียมขึ้นจุดวาร์ปให้เรียบร้อย แววตาของเจียนั่วฉายแววสลัวเล็กน้อยก่อนกลับมาเป็นปกติฉับพลัน จากนั้นแบกสัมภาระตามไป
เจ้ามีแรงดึงดูดพิเศษต่อข้า ข้ารู้สึกสนใจเจ้ายิ่งนัก อยากจะติดตามข้างกายเจ้า จากนั้นทำความเข้าใจเจ้าให้มากยิ่งขึ้น
คำพูดชวนให้ผู้อื่นชาหนังศีรษะเช่นนี้ จะเอ่ยออกไปได้อย่างไร? ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ อย่าว่าแต่โม่เจ๋อเอ่อร์มิอาจยอมรับ กระทั่งตัวเขาเองก็ยังมิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ไม่ว่าจะความสนใจ อยากรู้จักหรือความบุ่มบ่ามมีแต่จะค่อยๆ กระจ่างในภายหน้าเท่านั้น
จุดวาร์ปค่อยๆ เริ่มทำงาน เก๋อจือที่เอาแต่อยู่ในสภาพเดินละเมอร้อง ‘อ่า’ หนึ่งเสียงก่อนคว้าโม่จ้านเอาไว้
“อันใด? ลืมสมองไว้ในโรงเตี๊ยมงั้นรึ? กลับไปเอาเอง” โม่จ้านสะบัดเก๋อจือออกด้วยท่าทางรังเกียจ
“…เขาๆๆ เมื่อครู่เขาเอ่ยว่าช่วยชี้นำให้เจ้า?” เก๋อจือเบิกตาโตอย่างเพิ่งจะรู้เนื้อรู้ตัว
เจียนั่วพยักหน้าอย่างจริงจัง “พรสวรรค์ด้านพลังเวทของท่าน…โม่เจ๋อเอ่อร์แข็งแกร่งยิ่งนัก”
“เป็นกลุ่มเดียวกันหมดแล้ว เรียก ‘ท่าน’ จะฟังดูแปลกเกินไปกระมัง” โม่จ้านได้ยินคำเรียกขานของเจียนั่วพลันรู้สึกประหลาดเหลือเกิน
“ได้ โม่เจ๋อเอ่อร์” หัวคิ้วเคร่งขรึมของเจียนั่วกดโค้งลงเพียงเสี้ยววินาทีก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิมทันที
เก๋อจือมองคนทั้งสองสนทนากันแล้วถึงกับลิ้นเป็นตะคริว พลันรู้สึกว่าสมองมิค่อยจะเพียงพอต่อการใช้งาน
เรื่องที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้นไม่กี่อึดใจได้ทำลายสิ่งที่ตนเข้าใจเสียแล้ว— อัศวินเวทรับตำแหน่งในจวนเจ้าเมืองผู้หนึ่งที่เคยก่อวิวาทกับฝ่ายตนได้ทิ้งงานมาเข้าร่วมกลุ่มอย่างน่าประหลาด นอกจากนั้นอัศวินเวทท่านนี้ยังทำการชี้นำให้แก่นักรบ ทั้งยังเอ่ยชมนักรบว่ามีพรสวรรค์?
หลายเรื่องเสียเหลือเกิน ทันใดนั้นถึงกับนึกมิออกว่าจะเริ่มพูดจากเรื่องใดดี
…ทว่าประเด็นสำคัญคือชี้นำสำเร็จอย่างคาดมิถึง?!
เก๋อจือคว้าตัวโม่จ้านอีกครั้ง คิดอยากจะผ่าร่างกายของอีกฝ่ายออกดูว่าแท้จริงแล้วมีโครงสร้างเช่นไร โม่จ้านทำหน้าอวดดีก่อนจะพลิกมือหักแขนทั้งสองข้างของเก๋อจือที่กระโจนเข้ามาไปไขว้ไว้ด้านหลังด้วยความรวดเร็ว จากนั้นกดลงกับพื้นจนมิอาจขยับเขยื้อน อีกทั้งยังส่งก้อนน้ำแข็งหนึ่งก้อนยัดเข้าไปในปากเด็กหนุ่มหัวแดง
ถึงแม้ลาถีเท่อจะรักษาท่าทีสุขุมเป็นปกติตั้งแต่ต้นจนจบ กระนั้นมุมปากที่กระตุกกลับเปิดโปงสิ่งที่อยู่ในใจของเด็กหนุ่มเผ่าหมานเสียแล้ว ขณะมองสีหน้า ‘ควรจะเป็นเช่นนั้น’ อยู่แล้วของเจียนั่ว ในที่สุดลาถีเท่อพลันสัมผัสได้ว่าสมาชิกกลุ่มเล็กของตนล้วนเป็นพวกแข็งแกร่งจนมิน่าเชื่อ ทว่ากลับแปลกประหลาดในทุกแง่ทุกมุม
ขณะมองเก๋อจือที่ถูกโม่จ้านกดลงแนบพื้น ลาถีเท่อผินหน้าออกด้วยความเศร้าสร้อย เห็นทีคงถึงเวลาให้ท่านอาจารย์โม่เจ๋อเอ่อร์เพิ่มบทเรียนให้ตนแล้ว