แสงแดดที่สาดส่องผ่านยอดไม้นั้นร้อนแรงอย่างมาก บ่งบอกถึงฤดูกาลอันร้อนระอุ ใช่แล้วในเวลานี้คือ่ฤดูร้อนของปี หากแต่แคว้นฮั่วในเวลานี้กับเกิดภัยแล้ง ส่งผลให้หลายพื้นที่ประสบภัย พืชผักล้มตายจากการขาดน้ำ แม่น้ำหลายสายแห้งขอด ตลอดจนปศุสัตว์หลายชนิดล่มป่วยยากที่จะดูแล หลิวอี้เด็กชายวัย 7 ขวบ กำลังแบกถังน้ำเดินทางไกลจากตาน้ำในป่าหลังหมู่บ้าน โชคยังดีที่หมู่บ้านหลิวที่เขาอยู่นั้นมีป่าเขาล้อมรอบ ทำให้ยังพอพบเจอแหล่งน้ำและพืชผักอยู่บ้าง เขาแบกถังที่บรรจุน้ำอยู่เพียงครึ่งเพราะด้วยแรงของเด็กวัยนี้นั้นยากที่จะแบกน้ำเต็มถัง เขาอาศัยเทียวเดินวนไปมาหลายรอบั้แ่เช้าจนสายถึงจะได้น้ำเพียงพอต่อการใช้ภายในบ้านของเขา
“ลูกอี้ลำบากเ้าแล้ว หากไม่ใช่เพราะภัยแล้ง เ้าคงไม่ต้องลำบากเช่นนี้…” เสียงชายวัย 30 บอกกับเด็กชาย เขาคือบิดาของหลิวอี้ ชื่อหลิวฟง
“ท่านอย่าได้พูดเช่นนั้น ข้าเป็ลูกย่อมต้องช่วยเหลือครอบครัว” หลิวอี้ตอบกลับอย่างฉะฉาน
“เ้ายังเด็กนักลูกอี้ ให้พ่อจัดการเองดีกว่า” หลิวฟงบอกถึงหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัวที่พึงกระทำ
“ท่านพ่อท่านเดินเหินไม่สะดวก ให้ข้าช่วยท่านนั่นละดีแล้ว สู้ข้าเก็บแรงทำงานดีกว่าเสียไปกับการวิ่งเล่นไปมาเช่นเด็กคนอื่น” ด้วยวัยเพียงเท่านี้แต่กับพูดจาเกินวัย มันจึงทำให้พ่อของเขาประทับใจในตัวบุตรชายคนนี้อย่างมาก เวลานี้เขาไม่มีของมีค่ามอบให้บุตรของเขาเช่นบ้านคหบดี เขามีเพียงอ้อมกอดอันอบอุ่นส่งมอบให้บุตรชายเท่านั้น
“ลูกอี้เ้าจงเดินมาให้พ่อได้กอดเ้าเสียหน่อย”
“ขอรับท่านพ่อ” ถึงอากาศจะร้อนแต่หลิวอี้ก็ยินดีให้พ่อของเขากอด มันเป็สิ่งเดียวที่เหมือนเป็พลังใจให้เขาสามารถทำงานช่วยเหลือพ่อของเขาได้เป็อย่างดี
“ถึงท่านแม่ไม่อยู่แล้ว แต่ข้ายังมีท่าน ข้ามีความสุขมากท่านพ่อ…”
“เฟยเอ๋อ เ้าคงเห็นลูกของเราแล้วว่าเขาประเสริฐเพียงใด… ”
ถึงปลายปีก่อนแม่ของหลิวอี้จะเสียชีวิตจากภัยหนาว พ่อของเขาเกิดอุบัติเหตุจนเกือบเสียขา หลิวอี้วัย 7 ขวบ เขาไม่ต้องให้ใครมาบอกกล่าวเขาก็อาสาช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มใจ เขารับอาสาตักน้ำ เก็บผักขุดเผือกขุดมัน โดยขอให้พ่อของเขาอยู่บ้านเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดไว้กินไข่ เพื่อที่พ่อของเขาจะได้ไม่ต้องเดินเหินไกลให้ลำบาก ใน่แล้งเช่นนี้หลิวอี้บางครั้งพบเจอปลาเล็กปลาน้อยที่ติดอยู่ในบ่อน้ำที่ใกล้แห้งขอด หากตัวเล็กเกินไปเขาจะนำมันไปปล่อยในแอ่งที่ยังมีน้ำอยู่เยอะ แต่หากตัวไหนใหญ่โต ปลาตัวนั้นจะเป็อาหารสุดหรูของวัน แต่ใช่ว่าหลิวอี้จะพบเจอพวกมันบ่อยนัก เพราะใช่ว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ออกหาของป่า คนอื่นในหมู่บ้านก็มีเช่นกัน บ่อยครั้งที่เขาต้องยอมให้คนอื่นที่ได้ข้าวของตรงหน้าไป
มันเป็แบบนี้เกือบทุกวัน ที่เขาต้องตื่นแต่เช้าไปหาบน้ำ ก่อนจะเข้าป่าหาของมาสะสมไว้กิน วันนี้หลิวอี้โชคดีได้หัวเผือกจำนวนมาก แถมเวลาก็ยังไม่เย็นเกินไป ขาจึงค่อย ๆ เดินทางกลับตามเส้นทางอย่างที่เคยใช้ประจำ วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวพอควรเขาจึงตัดสินใจแวะพักใต้ร่มไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างเส้นทาง แต่หลิวอี้พบว่าใต้ร่มไม้นั้นมีคนนั่งหลบแดดอยู่ก่อนแล้ว เขาไม่เคยเห็นชายคนนี้มากก่อนทั้งทรงผมและเครื่องแต่งกายที่แปลกประหลาด มันทำให้เขาคิดว่าชายคนนี้คงเป็คนต่างถิ่น แต่หลิวอี้ััได้ว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนอันตรายอะไร เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปใต้ร่มไม้นั้นเพื่อหวังขอแบ่งพื้นที่นั่งพักหลบแดดด้วยคน
“ท่านอา ข้าขอนั่งด้วยคน” หลิวอี้รีบออกปากทันทีที่เขาเข้ามาในระยะเงาไม้ แต่ชายคนนั้นกับแสดงสีหน้าใเมื่อพบกับหลิวอี้
“…!”
หลิวอี้วางตะกร้าเผือกข้างตัวไม่ไกลจากชายหนุ่ม ก่อนจะหยิบน้ำในกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดื่มดับกระหาย ถึงจะเป็เด็กแต่หลิวอี้ก็แสดงความมีน้ำใจ จึงได้ถามชายที่นั่งด้านข้างไปว่า
“ท่านอาดื่มน้ำไหม ข้ายังมีอีกกระบอก” ชายหนุ่มยังคงทำหน้าประหลาดใจคล้ายจะพูดแต่กลับพูดไม่ออก จนหลิวอี้ส่งกระบอกน้ำยื่นให้ชายหนุ่ม จนเขาต้องรับไว้
“ขอบใจ แต่น้องชายเรียกพี่ก็พอ อามันดูแก่ไป พี่เพิ่งอายุ 18 เอง” ชายหนุ่มพูดออกพร้อมยิ้มละไม
“ขอรับพี่ชาย ท่านดื่มเลย น้ำในกระบอกมันอร่อยมาก ข้าตักมาจากตาน้ำตรงนู้น”
“ครับ ๆ” จากนั้นชายหนุ่มก็ดื่มน้ำในกระบอกของเด็กชาย ก่อนจะเอ่ยถามหลิวอี้ไปว่า
“ไม่คิดเลยว่า น้องชายจะมองเห็นพี่ด้วย”
“พี่ชาย พูดแปลก ๆ ข้าหาใช่คนตาบอดจะได้มองไม่เห็นท่าน”
“นั่นสินะ ตาใสขนาดนี่จะตาบอดได้ยังไง ว่าแต่น้องชื่ออะไรครับ”
“ข้าชื่อหลิวอี้ แล้วพี่ชายละ”
“พี่เหรอ เรียกพี่ว่าพี่เอก ก็ได้นะ”
“พี่เอกท่านทำไมแต่งตัวแปลกจัง ข้าก็เคยเห็นคนต่างถิ่นนะ แต่ข้าไม่เคยเห็นคนแต่งตัวเช่นท่านมาก่อน”
“เอ๋อ เสื้อยืดกางเกงยีน ลืมไปเลยว่าที่นี่ไม่รู้จักพวกนี้ ฮ่า ๆ ว่าแต่น้องชายมาทำอะไรกลางป่าแบบนี้มันอันตรายนะ แถวนี้มีสัตว์ป่าอยู่ไม่ใช่หรือไง”
“พี่ชาย ถ้าข้าไม่เข้าป่า แล้วข้าจะเอาอะไรกินล่ะ ปีนี้มันแล้งมาก”
“อ้าวแล้วพ่อแม่เราละ ทำไมถึงใช้เด็กมาทำงานพวกนี้”
“ข้าไม่ได้โดนใครใช้นะ ข้าตั้งใจออกมาด้วยตัวของข้าเอง เพราะพ่อข้าเดินเหินไม่สะดวก ส่วนแม่ข้านางตายไปแล้ว” พอหลิวอี้พูดถึงแม่ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็โศกเศร้าแทบจะทันที
“อย่าคิดมากสิ เป็เด็กเป็เล็ก ต้องยิ้มเข้าไว้” ไม่พูดเปล่าเอกใช้นิ้วจิ้มแก้มของหลิวอี้เบา ๆ หวังแกล้งเด็กชายให้เปลี่ยนอารมณ์ ก่อนจะเปลี่ยนไปโบกหัวเด็กชายด้วยความหมั่นไส้
“พี่ชาย แกล้งข้า”
“ฮ่า ๆ ต้องแบบนี้ดิ ยิ้มแล้วเห็นไหม”
“ว่าแต่ท่านมาทำอะไรแถวนี้หรือ” หลิวอี้ถามไปด้วยความสงสัย
“มาหาที่ทำงานครับ เปลี่ยนบรรยากาศ” แล้วทั้งสองจึงพูดคุยกันทั่วไปพักใหญ่ จนหลิวอี้มองท้องฟ้าดูเวลา
“พี่เอก ข้าต้องกลับบ้านแล้ว ข้ายกหัวเผือก 2 หัวนี่ให้ท่าน เวลาเอาไปต้มอร่อยมาก”
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป พี่มีอะไรจะให้” เอกวาดมือกลางอากาศก็ปรากฏถุงหนังใบหนึ่งขึ้นมา ที่ภายในบรรจุไปด้วยลูกอมกลิ่มผลไม้
“ท่านเอามันออกมาจากอากาศได้เช่นใด แล้วมันคืออะไรหรือพี่ชาย”
“ช่างมันเถอะเื่ที่ว่าออกมาได้ยังไง นี่เรียกว่าลูกอม อ่อที่นี่เรียกลูกน้ำตาลสินะ มันเป็กลิ่นผลไม้ ไม่เชื่อลองกินดู” พร้อมกันนั้นเอกเลือกเม็ดสีส้มออกมาส่งให้ หลิวอี้กิน
“พี่ชาย มันหวานหอมอร่อยมาก ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย”
“อมอย่างเดียวนะ ห้ามเคี้ยวมันเพราะมันแข็งมาก เดี๋ยวฟันจะหักเอา”
“ขอบคุณมากพี่ชาย ข้าจะนำมันไปแบ่งให้ท่านพ่อด้วย”
“ดี ๆ หากพ่อของน้องชายได้กินมันก็ดี ขาของเขาจะได้หาย น้องอี้พี่ขอโทษนะที่ช่วยอะไรมากไม่ได้นอกจากสิ่งนี้” เอกวาดมือกลางอากาศอีกครั้ง ก็ปรากฏลูกแก้วสีขาวอมเขียวที่มีรัศมีรุ้งเปล่งประกายออกมา ซึ่งมีขนาดไม่แตกต่างจากลูกอมก่อนหน้า
“สวยจังมันคืออะไรขอรับ”
“ฮ่า ๆ พี่ก็เรียกมันไม่ถูก เอาเป็ว่า น้องชายรีบกินมันเร็วเข้า” เอกกำชับหลิวอี้ให้รีบกินลูกแก้วนั้น
“มันคงจะอร่อยกว่าเม็ดสีส้มแน่ ๆ” หลิวอี้พูดพร้อมหยิบมันใส่ปาก มันแตกสลายกลายเป็น้ำทันทีที่เข้าปากของเด็กชาย รสชาติมันหอมหวานอย่างบอกไม่ถูก จนหลิวอี้กลืนกินมันไปอย่างมีความสุข แต่แล้วร่างของเด็กชายก็ล่มทั้งยืนจนเอกเกือบรับหลิวอี้ไว้ไม่ทัน เขากวาดมือกลางอากาศอีกครั้งปรากฏห่อผ้าขึ้นมา เอกใช้ห่อผ้านั้นหนุนหัวหลิวอี้ต่างหมอน ก่อนจะพูดกับตัวเองว่า
“เด็กดี ๆ แบบนายพี่คงช่วยได้เท่านี้ หวังว่าเราคงได้พบกันอีกนะ…” ทันทีที่เอกพูดจบร่างของเขาก็อันตรธานหายไปทันที
[ทำการติดตั้งทักษะพิเศษทั้ง 8 เสร็จสิ้น…]
หลิวอี้คล้ายได้ยินเสียงหญิงสาวดังขึ้นข้างหู เขาจึงตื่นขึ้นมาอย่างมึนงง เมื่อตั้งสติได้เขาจึงหันมองซ้ายขวาก็ไม่พบชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้น เขาพบเพียงห่อผ้าที่เขาหนุนหัว เมื่อเปิดมันออกมาพบว่าภายในนั้นมี เสื้อผ้าที่สวยงาม จดหมายและก้อนโลหะสีเหลืองแวววาวจำนวน 30 ก้อน หลิวอี้ไม่รู้ว่าเอกทิ้งไว้ทำไม แต่เมื่อหลิวอี้มองดูท้องฟ้าก็พบว่าเย็นมากแล้ว เขาจึงนำห่อผ้าใส่ตะกร้าแล้ววิ่งแบกกลับบ้านทันที โดยหวังว่าจะได้คืนห่อผ้านี้หากชายหนุ่มลืมเอาไว้
“ท่านพ่อข้ากลับมาแล้ว…” หลิวอี้หอบเหนื่อยจากการที่วิ่งลงเขาออกจากป่า เขามาถึงบ้านใน่ตะวันลับขอบฟ้าพอดิบพอดี
“ลูกอี้ เ้าเป็อย่างไรบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับเ้า พ่อเป็ห่วงแทบแย่”
“ขอโทษขอรับ พอดีข้าพูดคุยกับสหายบนเขานานไปหน่อย” หลิวอี้กล่าวไปตามตรง
“เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ๆ มา ๆ ให้พ่อได้กอดเ้าหน่อย” หลิวอี้เดินไปหาพ่อของเขา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“จริงสิ ท่านพ่อท่านอ่านอักษรออกนี่ ท่านช่วยอ่านสิ่งนี้ให้ข้าได้ฟังที” หลิวอี้ยกห่อผ้าออกมาจากตะกร้า พร้อมกับเปิดเผยให้พ่อของเขาเห็นสิ่งที่ผ้าผืนนั้นห่อไว้ มันทำให้พ่อของเขาใอย่างมาก แต่เมื่อหลิวอี้นำจดหมายส่งให้พ่อของเขา สติของพ่อของหลิวอี้จึงคืนกลับมา
_____________________________
ถึงหลิวฟงพ่อหลิวอี้
ข้าได้พูดคุยกับลูกชายท่าน จึงทำให้ทราบว่าเขาเป็เด็กที่ฉลาดและมีความคิดเกินอายุไปมาก นอกจากนี้เขายังเป็เด็กที่ดีขยันและรักครอบครัว ถึงข้าจะพบเจอเขาไม่นานก็บอกได้ว่า น้องหลิวอี้เป็เด็กที่จะไม่ทำให้พ่อแม่อย่างพวกท่านต้องเสียใจ เขาเป็คนมีน้ำใจมากถึงขนาดยอมยกหัวเผือกที่หามาด้วยความยากลำบากให้ข้าผู้นี้ ดังนั้นแล้วข้าจะถือว่ามันเป็เครื่องสักการะแด่มหาเทพแห่งมหาสมุทรเช่นข้า
ในห่อผ้านั้นข้าขอมอบเงิน 30 ตำลึงทองแก่ท่านผู้อบรมสั่งสอนน้องหลิวอี้ให้เป็คนดี นอกจากนี้เสื้อไหม์นั้นข้าขามอบมันให้กับบุตรของท่าน มันจะเป็ดังเกราะคุ้มกายให้เขาไม่าเ็ยามมีภัย ส่วนการรักษาขาของท่านนั้นเพียงนำลูกอมผลไม้จากหลิวอี้กลืนกินเข้าไปขาและอาการผิดปกติของท่านจะหายสนิท
ปล. ขอบคุณที่พวกท่านทำให้ข้าพบว่าโลกใบนี้ไม่เสียแรงที่ข้าได้สร้างขึ้นมา ดังนั้นแล้วอีกไม่นานรอบ ๆ ตัวของหลิวอี้รัศมี 20 ลี้ จะไม่พบซึ่งภัยแล้งและจะมีแต่ความอุดมสมบูรณ์
มหาเทพแห่งมหาสมุทร
_____________________________
หลิวฟงอ่านไปมือก็สั่นไปด้วยความตื่นใ ถึงเขาจะดูเหมือนชาวบ้านไร้การศึกษา แต่เขานั้นรู้ดีว่ามหาเทพแห่งมหาสมุทรคือผู้ใดและสูงส่งเพียงใด มันทำให้เขาอดกลั้นไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าในเวลาเช่นนี้จะได้พบเจอชื่ออันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง จนน้ำตาของเขาไหลออกมา แต่เมื่อหลิวฟงและหลิวอี้รับทราบข้อความบนจดหมายทั้งหมดแล้ว แผ่นกระดาษก็บังเกิดแสงสว่างขึ้นมาก่อนจะสลายตัวเป็ละอองแสงหายลับไป
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับท่าน ทำไมท่านต้องร้องไห้ ทำไมกระดาษแผ่นนั้นจึงหายไป” หลิวอี้ถึงจะฉลาด แต่อย่างไรเขาก็คือเด็ก อะไรที่อยู่นอกเหนือความรู้ของเขาย่อมยากที่จะเข้าใจ
“ลูกอี้เ้าช่างโชคดีนัก สหายที่เ้าพบนั้นเขาหาใช่สามัญชน ตัวตนของท่านนั้นคือผู้สร้างแผ่นดินแห่งนี้ขึ้นมา เป็มหาเทพที่สูงส่งกว่าผู้ใด” หลิวฟงได้แต่ลูบหัวบุตรชายและอธิบายพอให้เด็กเล็กเช่นหลิวอี้พอเข้าใจ
“พี่เอกไม่ใช่คนหรือ เขาเป็ผีหรือท่านพ่อ แล้วอะไรคือมหาเทพ” หลิวอี้ตั้งคำถาม
“เด็กหนอเด็ก” หลิวฟงได้แต่ยิ้มกับความไร้เดียงสาของหลิวอี้ ก่อนจะกำชับหลิวอี้อย่างจริงจังว่า
“ลูกอี้ต่อแต่นี้ไปเ้าห้ามนำเรืองที่เกิดขึ้นในวันนี้บอกกล่าวแก่ผู้ใดเป็อันขาด โดยเฉพาะเรืองสิ่งของที่พวกเราได้รับมา มิเช่นนั้นแล้วครอบครัวของเราอาจมีภัย”
“ลูกจะจำไว้ขอรับ” หลิวอี้รู้ได้ทันทีว่ามันเป็เื่สำคัญ
หลังจากหลิวอี้ถูกพ่อของเขาอาบน้ำให้แล้ว หลิวฟงก็บรรจงแต่งตัวเด็กชายด้วยชุดใหม่ที่ได้รับมา มันหาใช่เสื้อธรรมดา มันสามารถปรับขนาดและสีสันรวมถึงรูปแบบให้เหมาะสมกับหลิวอี้ได้ จากเสื้อคุณชายน้อยสุดหรูหรามันก็ปรับเปลี่ยนเป็เสื้อเด็กชายชาวบ้านธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังบอกได้ว่าทำจากผ้าเนื้อดี หลิวฟงนั้นแท้จริงแล้วเขาทราบดีว่าสิ่งที่ได้รับมานั้นคืออุปกรณ์เซียนแดน์ เขาจึงสามารถอ่านความสามารถของเสื้อผ้าได้ด้วยวิธีบางอย่าง รวมถึงลูกอมผลไม้ที่หลิวอี้ได้รับมา นอกจากลูกอมและเสื้อที่เป็ดังของวิเศษแล้ว ผ้าที่ห่อของเหล่านี้มาก็หาใช่ผ้าธรรมดาสามัญ มันมีพลังในการลดน้ำหนักของสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน และชะลอเวลาให้ของที่ถูกห่อด้วยผ้าผืนนี้สดใหม่กว่าที่มันควรจะเป็
เมื่อหลิวอี้เข้านอนแล้วหลิวฟงจึงได้กินลูกอมผลไม้ไป 1 เม็ด จากนั้นขาที่าเ็ของเขาก็กลับมาหายสนิทราวกับไม่เคยพบเจออุบัติเหตุร้ายแรง นอกจากจะรักษาขาของเขาแล้ว อาการเจ็บป่วยจากการาเ็เรื้อรังที่เขาเป็มานานก็หายไปเช่นกัน มันทำให้พละกำลังของเขากลับคืนมา หากมีใครพบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลิวฟงในเวลานี้คงใอย่างมาก รอบกายของเขาบังเกิดกระแสลมอ่อนหมุนวนรอบตัว พร้อมกับระดับพลังปราณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากชาวบ้านที่ดูไร้พลังแต่ในเวลานี้ปราณของเขากำลังเลื่อนจากระดับพิภพ ขึ้นมาระดับภูผา จากนั้นก็เลื่อนขึ้นไปต่อที่ระดับเมฆา ขั้น 1 ขั้น 2 แล้วจึงหยุดที่ขั้น 5 ซึ่งเป็ระดับเมฆาขั้นกลาง
“ขอบพระคุณท่านมหาเทพที่ช่วยเหลือขอบครัวของข้า ในที่สุดเส้นชีพจรข้าก็หายดี ท่านอาจารย์มันเป็ดังที่ท่านทำนายไว้ไม่ผิด ข้าขอโทษที่ไม่เชื่อท่านในเวลานั้น” หลิวฟงคุกเข่าลงจากนั้นโขกศรีษะตัวเองราวกับขอโทษใครสักคน
โปรดติดตามตอนต่อไป…