เฉิงต้าโหยวตอนนี้อาศัยอยู่ในค่ายทหารไม่มีร้านค้าให้ดูแล และไม่มีงานผู้ดูแลให้ทำ เขารู้สึกว่างงานจนน่าเบื่อ วันๆก็ได้แต่รอให้กองทัพเริ่มเคลื่อนทัพได้แต่หวังว่าพอท่านแม่ทัพใหญ่สามารถรวมแผ่นดินซีเฮ่าได้สำเร็จ แล้วนายหญิงจะมีที่อยู่และทรัพย์สมบัติเขาก็จะได้มีงานให้ทำ
ขณะนี้เขากำลังสอนลูกชายคนโตอ่านหนังสืออยู่ในกระโจมของตนเองทันใดนั้นเมื่อเห็นภรรยากลับมาก็ถามว่า “ทำไมเจ้ากลับมาแล้วล่ะไม่ต้องปรนนิบัติรับใช้นายหญิงแล้วหรือ?”
เฉิงเหนียงจื่อลูบหัวลูกชายคนโตและกำชับให้เขาเขียนหนังสือเอง แล้วนางก็จูงสามีไปที่มุมกระโจม
“เมื่อครู่ข้าได้ยินแม่นางพูดว่านางกำลังหาคนไปเฉวียนโจวกับคนสกุลฟางหากธุรกิจเรือเดินทะเลไปได้ดี จะให้ช่วยดูแลธุรกิจข้าคิดว่าตอนนี้แต่ละวันท่านก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว มิสู้รับงานนี้จะดีกว่าไหม?”
“จริงหรือ?”เฉิงต้าโหยวดีใจจนแววตาเป็นประกายตั้งแต่ติดตามกองทัพมาถึงฝั่งใต้ของแม่น้ำลี่สุ่ยเขาก็คิดตลอดว่านายหญิงของตนได้รับความโปรดปรานจากท่านแม่ทัพใหญ่ คุณชายน้อยก็เป็นบุตรของท่านแม่ทัพใหญ่ในอนาคตแม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะสูงส่งและมั่งคั่งร่ำรวยอย่างแน่นอน
แม้ว่าเขากับภรรยาจะไม่ได้ติดตามนายหญิงมาตั้งแต่แรกเขาก็มั่นใจว่าไม่มีใครมีคุณสมบัติเหมาะสมมากไปกว่าพวกเขา และภักดีมากกว่าพวกเขาแต่บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เพียงพอ ยังต้องมีความสามารถด้วยถึงจะสำคัญที่สุด
แม้ว่าการเดินเรือทะเลเพื่อขยายเส้นทางการค้าจะเหนื่อยยากและอันตรายแต่ในอนาคตเมื่อนายหญิงมั่งคั่งร่ำรวย เขาก็คงไม่ต้องดูแลที่ดินเล็กๆให้นายหญิงอีกแล้ว บางทีนายหญิงอาจจะมาอยู่ที่นั่นเพียงครั้งคราวแล้วพวกเขาถึงจะได้เข้าไปคำนับ
แต่ถ้าได้ดูแลกิจการการค้าทางทะเลให้นายหญิงก็ไม่เหมือนกันนี่เป็นกิจการที่มั่นใจว่าจะมีรายได้มหาศาลหากถึงเวลานั้นเขาได้เป็นผู้จัดการใหญ่ของนายหญิง บางทีอาจจะได้รับตำแหน่งเล็กๆก็เป็นได้ เมื่อนั้นลูกๆ ของเขาไม่ว่าจะเข้าสู่ราชสำนักหรือสอบเข้ารับราชการ หรือฝึกฝนวรยุทธอยู่ข้างกายท่านแม่ทัพใหญ่ก็จะมีต้นทุนและโชควาสนาของพวกเขาเอง…
เฉิงเหนียงจื่อเดิมทีแค่ได้ยินเจ้านายพูดแล้วเกิดความคิดอยากไปจึงกลับมาบอกสามีพอเห็นเขามีความตั้งใจที่จะออกทะเลจริงๆ ก็ลังเล “ท่านพี่ข้าได้ยินคนพูดกันว่าทะเลใหญ่มาก เรือแล่นหลายเดือนก็อาจยังไม่ถึงฝั่งเลย แล้วในทะเลยังมีปลาตัวใหญ่ที่กลืนกินเรือได้อีกเราอย่าไปเลยนะ อยู่ที่นี่คอยรับใช้นายหญิงให้ดียังไงก็ไม่ขาดแคลนเรื่องกินเรื่องอยู่...”
“ความคิดของผู้หญิงที่อ่อนแอ!”เฉิงต้าโหยวดุภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างหาได้ยาก “เจ้าจะไปรู้อะไรนี่เป็นโอกาสของสกุลเฉิงของเรา แค่ลำบากสักสามถึงห้าปีนายหญิงก็จะได้รับเกียรติยศที่สมควรจะได้ ไม่ขาดแคลนอาหารเครื่องนุ่งห่มและเมื่อถึงเวลานั้นข้าจะได้ตำแหน่งสักอย่างหนึ่งให้เจ้าได้สุขสำราญในฐานะภรรยาขุนนาง ต้าหวาและเอ้อร์หวาของเราก็จะมีต้นทุนที่ดีด้วย”
เฉิงเหนียงจื่อยังอยากจะพูดอะไรอีกแต่เฉิงต้าโหยวกลับเร่งให้นางหาชุดคลุมฝ้ายสะอาดๆ ให้เขานางไม่มีทางเลือกเนื่องจากในครอบครัวฝ่ายชายต้องเป็นใหญ่ อีกทั้งรสชาติของการได้เป็นภรรยาขุนนางก็น่าลิ้มลองไม่น้อย
เมื่อคู่สามีภรรยาเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วก็ไปที่หน้ากระโจมของนายหญิงพร้อมกันเฉิงเหนียงจื่อเข้าไปตรวจสอบดูก่อนเมื่อเห็นว่านายหญิงกำลังกินขนมอยู่และไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรจึงพูดเรื่องที่สามีของตนขอเข้าพบ
ติงเหว่ยเห็นสีหน้าของนางมีท่าทีซับซ้อนก็เดาได้บ้างเล็กน้อย จึงแอบถอนหายใจ แต่ก็ยังพูดว่า “ให้เขาเข้ามาเถอะ”
เฉิงเหนียงจื่อรีบไปยกม่านกระโจมขึ้นตังกุยที่สายตาและมือว่องไวกำลังจะกางฉากกั้น แต่ถูกติงเหว่ยยกมือห้ามไว้ “คนกันเองไม่จำเป็นหรอก”
เฉิงต้าโหยวไม่กล้าเงยหน้าเขาเดินเข้ามาก้มหน้าเล็กน้อย พอดีได้ยินติงเหว่ยพูดเช่นนี้ก็รู้สึกตื้นตันใจมากรีบคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างยิ่งใหญ่
ติงเหว่ยตกใจรีบห้ามเขาแล้วเชิญให้นั่งที่ข้างๆ โต๊ะ นางส่งสัญญาณให้ตังกุยยกน้ำชาออกมา
เฉิงต้าโหยวทำความเคารพด้วยความนอบน้อมเขานั่งลงแค่ครึ่งตัว และดื่มชาเพียงจิบเล็กๆ
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็ขำนางไม่อยากให้เขาเกร็งนัก จึงพูดยิ้มๆ ว่า “เมื่อก่อนเจ้าดูแลที่ดินคงลำบากเจ้าแล้วตอนนี้มาอยู่ในค่ายทหารไม่มีเรื่องจุกจิกอะไร ผู้ดูแลเฉิงพักผ่อนได้ตามสบายรอให้ไปถึงเมืองหลวงแล้วค่อยจัดหาที่ดินใหม่ คงต้องลำบากเจ้าอีกครั้ง”
เฉิงต้าโหยวได้ยินดังนั้นรีบลุกขึ้นทำความเคารพ“แม่นางกล่าวเกินไปแล้ว การทำงานรับใช้แม่นางเป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว”
“เจ้าไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอกเจ้าเหมาะสมกับคำว่าลำบากแล้ว” ติงเหว่ยยกมือรับเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “วันนี้เจ้ามาที่นี่เพราะเรื่องเดินทางไปเฉวียนโจวใช่หรือไม่?”
เฉิงต้าโหยวรีบพยักหน้า“หากนายหญิงไว้วางใจในตัวข้าน้อย ก็โปรดให้ข้าน้อยรับหน้าที่นี้เถอะ”
ติงเหว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยและรู้สึกลังเลอยู่บ้าง“จริงๆ แล้ว ข้าก็คิดว่าเจ้าเหมาะกับงานนี้ เพราะเจ้าเคยจัดการร้านค้ามาก่อนและยังอยู่ในวัยที่แข็งแรงดี แต่ลูกๆ ของเจ้าทั้งสองยังเล็กนักให้เจ้าทิ้งภรรยาและลูกๆ ไว้ข้างหลังแล้วออกเดินทางไกล ข้าก็อดที่จะทนไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นการเดินทางทางทะเลเป็นเรื่องที่อันตรายมาก หากเกิดอะไรขึ้นมา…”
เฉิงต้าโหยวฟังแล้วก็คุกเข่าลงอีกครั้ง“ข้าน้อยรู้ว่าแม่นางมีจิตใจเมตตา คำนึงถึงครอบครัวของข้าน้อยเป็นอย่างมากแต่ข้าน้อยและครอบครัวเป็นหนี้บุญคุณท่านที่ช่วยชีวิตเราต่อให้ข้าน้อยต้องทำงานหนักสักเพียงใดก็ไม่อาจตอบแทนได้หมดแม้ว่าในอนาคตข้าน้อยจะต้องเผชิญกับอันตราย ก็ไม่มีผู้ใดในครอบครัวจะโทษท่านได้เมื่อถึงเวลาที่ลูกๆ ของข้าน้อยโตขึ้นพวกเขาจะเชื่อฟังและทำตามที่ท่านสั่งอย่างแน่นอน”
คำพูดของเขาจริงใจมากจนติงเหว่ยรู้สึกซาบซึ้งใจนางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “ในเมื่อพวกเจ้าได้ปรึกษากันแล้วอีกไม่กี่วันเจ้าก็ออกเดินทางไปพร้อมกับคนของสกุลฟางเถอะตราบใดที่เจ้าทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่ว่ากิจการนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ข้าก็จะไม่ทำให้ครอบครัวของเจ้าต้องเสียใจแม้ว่าในอนาคตจะมีเรื่องอันตรายอะไรเกิดขึ้น เจ้าก็วางใจได้ตราบใดที่ข้ายังมีข้าวกินอยู่บ้าง ภรรยาและลูกๆ ของเจ้าก็จะไม่อดอยากและอนาคตของลูกๆ เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลย”
เฉิงต้าโหยวรอคำพูดนี้อยู่แล้วเขาคุกเข่าลงอีกครั้งและคำนับ
“ขอบคุณขอรับนายหญิงข้าน้อยจะทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อดูแลกิจการนี้ให้ท่านเป็นอย่างดี”
เฉิงเหนียงจื่อก็รีบจูงลูกชายคนเล็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาคุกเข่าตามอยู่ที่ด้านหลังสามี
ติงเหว่ยบอกให้ตังกุยช่วยพยุงทั้งสามคนขึ้นแล้วพูดว่า “ช่วงนี้ เฉิงเหนียงจื่อไม่ต้องมาดูแลข้าแล้วไปช่วยจัดเตรียมสัมภาระให้ผู้ดูแลเฉิงเถอะ หากขาดเหลืออะไรไปก็บอกอวิ๋นอิ่งได้เลย”
แต่เฉิงเหนียงจื่อกลับไม่ยอม“แม่นาง ขาของท่านยังไม่หายดี ขอให้ข้าน้อยดูแลคุณชายน้อยต่อไปเถอะส่วนสัมภาระของสามี ข้าน้อยจัดการได้”
ติงเหว่ยก็ไม่บังคับพวกเขาอีกและพยักหน้าให้ทั้งสองคนออกไป
ลี่สุ่ยห่างจากเมืองหลวงเพียงเจ็ดถึงแปดร้อยลี้ไม่ช้าสองผู้จัดการคนสำคัญของสกุลฟางที่ไม่รู้ว่าหลบหนีกองทัพทางเหนือมาได้อย่างไรก็เดินทางมาถึง
เฉิงต้าโหยวพกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของติงเหว่ยติดตัวไปพร้อมกับกระเป๋าเล็กๆ และออกเดินทางไปพร้อมกับสองคนนั้น
เฉิงเหนียงจื่อแอบร้องไห้ครั้งหนึ่งแต่เมื่อเช็ดน้ำตาเสร็จแล้วก็กลับมาดูแลคุณชายน้อยและสอนลูกๆ ต่อไปต้าหวายิ่งโตยิ่งเข้าใจความยากลำบากของแม่ เขาเองก็ไปขอให้อวิ๋นอิ่งสอนวรยุทธโดยบอกว่าอยากจะปกป้องเจ้านายของเขาในอนาคต
อวิ๋นอิ่งชอบความคิดของเขาและเขาก็เป็นคนอดทนต่อความยากลำบากได้ดีแต่ทักษะของสตรีนั้นส่วนใหญ่มักละเอียดอ่อน ไม่อาจใช้ในสถานการณ์ใหญ่ได้นางจึงพาเขาไปให้ซานอีฝึกสอนแทน
เมื่อได้ยินว่าสตรีที่เขารักไว้วางใจฝากฝังซานอีก็รับปากทันที แม้ว่าเขาจะหมกมุ่นอยู่กับการแพทย์แต่ทักษะการต่อสู้ของเขาก็ไม่อ่อนแอแม้แต่น้อย ใช้ฝึกสอนเด็กก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ดังนั้นต้าหวาจึงติดตามอยู่ข้างกายซานอีในช่วงกลางวันบางครั้งเมื่อเขามีเวลาว่างก็จะช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ นอกกระโจม หรือทำงานจิปาถะเล็กๆน้อยๆ
ติงเหว่ยมองเห็นการกระทำของภรรยาเฉิงและลูกๆความซาบซึ้งในใจก็เพิ่มมากขึ้น จึงเพิ่มเงินเดือนให้ต้าหวาด้วยความสมัครใจจากนี้ไปเขาจะได้รับค่าจ้างทุกเดือนเหมือนกับคนอื่นๆและจะได้รับเสื้อผ้าตามฤดูกาลด้วย
เฉิงเหนียงจื่อดีใจมากเพราะถึงแม้ในอนาคตลูกชายของนางจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรอย่างน้อยเขาก็ยังมีข้าวกิน
ไม่ต้องพูดถึงว่าติงเหว่ยจะวุ่นวายกับการหาเงินอย่างไรค่ายทหารของกองทัพอี้จวินก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดในช่วงนี้วันหนึ่งในกระโจมเล็กๆที่ติงเหว่ยและอวิ๋นอิ่งทำระเบิดไม้ไผ่ก็ถูกล้อมรอบด้วยทหารอย่างแน่นหนา
อวิ๋นอิ่งหายไปถึงสามวันเต็มๆกว่าจะถูกปล่อยตัวกลับมา นางก็เหนื่อยจนหมดแรง ตาคล้ำไปหมดสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนรับสูตรดินระเบิดไป
ติงเหว่ยไม่เคยถามและไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกหากกงจื้อหมิงมากินข้าวเย็น นางก็จะทำอาหารดีๆ สักสองสามอย่างให้พวกเขาได้กินร่วมกันเป็นครอบครัวหลังมื้ออาหารหากมีเวลาว่าง พวกเขาก็จะนั่งคุยกันเรื่องเล็กๆ น้อยๆบางครั้งหากนางรู้สึกอึดอัด ก็จะขอให้กงจื้อหมิงแบกนางออกไปเดินเล่นสองสามรอบสุดท้ายก็ไปหลบหลังกองฟางที่ทหารมองไม่เห็นและแอบจูบกัน พอเดินกลับมาถึงที่พักหน้าของนางก็แดงจนปูที่ต้มสุกยังต้องอาย
ช่วงเวลาหวานๆผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงวันที่ 15 เดือน 1 ค่ายทหารของกองทัพอี้จวินเงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจไม่มีข่าวสารอะไรนอกจากเสียงฟ้าร้องเป็นบางครั้งจากที่ไกลๆแต่ใครก็ตามที่สังเกตการณ์ก็จะเห็นได้ว่าบรรดาผู้บังคับบัญชาทั้งหลายต่างก็ซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
ในไม่ช้ากองพลาธิการก็เริ่มเตรียมการอย่างเร่งรีบงานของช่างเหล็กในสองเมืองใกล้เคียงที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ถูกทยอยส่งมาที่ค่ายลูกแตงเหล็กกลวงกลมจำนวนมากถูกบรรจุจนเต็มสองกระโจมส่วนจะส่งไปที่ใดต่อหรือจะใส่อะไรลงไป ไม่มีผู้ใดรู้
คืนนั้นกงจื้อหมิงมาถึงเร็วกว่าปกติติงเหว่ยที่อยู่ในอารมณ์อยากเล่นก็ปิ้งมันหวานในเตาไฟลูกชายตัวอ้วนของนางนั่งเรียบร้อยอยู่ข้างมารดา สองแม่ลูกกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อกงจื้อหมิงเปิดม่านกระโจมเข้ามาก็เห็นสองแม่ลูกหน้าดำเลอะเขม่าทั้งคู่ บริเวณรอบปากยิ่งเหมือนมีหนวดดำเป็นวงแม้ว่าเขาจะพยายามอดทน แต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ติงเหว่ยรีบหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาทำความสะอาดแต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเลอะมากขึ้น พอเห็นกงจื้อหมิงหัวเราะจนตาเป็นประกายนางก็รู้สึกอับอายและโมโห นางดึงเขานั่งลงข้างๆ โดยไม่สนใจอะไรแล้วยื่นมันหวานครึ่งชิ้นให้เขา ไม่ต้องพูดเลยว่าทั้งครอบครัวกลายเป็นคนดำกันหมด
เจ้าเด็กอ้วนหันไปมองบิดาแล้วหันกลับมามองมารดาเขาก็ยิ้มอย่างดีใจและปรบมือเหมือนภูมิใจว่าเขาเป็นคนที่สะอาดที่สุดในบ้าน
แต่บิดาของเขาไม่ยอมให้เขาดีใจได้นานนักเขาใช้มือใหญ่ของเขาป้ายหน้าเด็กน้อยให้กลายเป็นลูกบุญธรรมของ “หลี่ขุยหน้าดำ[1]”ไปเสียเลย…
ในขณะนั้นเฉิงเหนียงจื่อกำลังนั่งดูแลเอ้อร์หวาและเย็บปักกับอวิ๋นหยาไปด้วยใกล้จะถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วเสื้อผ้าและรองเท้าของนายหญิงและคุณชายน้อยต้องเปลี่ยนใหม่หมดแม้ว่าจะไม่มีวัสดุที่ดีมากก็ยังต้องทำแต่ก่อนสิ้นปีลุงอวิ๋นก็ได้ส่งหีบใบใหญ่หลายใบมาให้ถ้าไม่แต่งตัวนายหญิงและคุณชายน้อยให้สวยงามสะอาดสะอ้านก็คงเป็นความขี้เกียจของพวกนางในฐานะทาสรับใช้แล้ว
เมื่อเห็นเจ้านายทั้งสามคนเล่นกันเช่นนั้นอวิ๋นหยาก็ตกใจจนตาโตท่านแม่ทัพผู้ควบคุมทหารนับพันนับหมื่นกลับทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่วาดหน้าดำแบบนี้มันเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ข้างทางที่จู่ๆ ก็พูดได้ ทำเอานางตกใจจนแทบไม่เชื่อสายตา
แต่เฉิงเหนียงจื่อกลับดีใจที่เจ้านายทั้งครอบครัวสนิทสนมกันนางยกมือขึ้นปิดปากของอวิ๋นหยาที่อ้าค้าง แล้วตำหนิเบาๆ ว่า “ไม่รู้จักกาลเทศะรีบทำงานเย็บปักต่อไปเถอะ พรุ่งนี้เป็นวันเทศกาลแล้วคุณชายน้อยรอใส่เสื้อกันหนาวใหม่ที่เจ้าทำอยู่นะ”
อวิ๋นหยาหัวเราะเขินๆแล้วรีบก้มหน้าทำงานต่อ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองครอบครัวของเจ้านายแอบคิดว่าหากในอนาคตนางได้สามีที่ดีและมีลูกชายที่น่ารักแบบนี้บ้างชีวิตคงจะมีความสุขเหมือนกัน
เมื่อคิดแบบนั้นใบหน้าของนางก็แดงขึ้นมาทำให้เฉิงเหนียงจื่อที่เห็นเข้าอดหัวเราะไม่ได้
-----------------------------------------
[1]หลี่ขุย 李逵 หมายถึงตัวละคร 1ใน 108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซานมีลักษณะกล้าหาญ ตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์ แต่ก็ยังมีความใจร้อนและชอบทะเลาะเบาะแว้ง