ดังนั้นแล้วเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและใช้พลังของเวทมนตร์ได้สะดวกมากขึ้น ไม่เป็ภาระต่อสมองอันน้อยนิดของสิ่งมีชีวิต สิ่งที่เรียกว่า “อักษรรูน” จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยพลังแห่งปัญญาของต้นไม้โลกอาคาเซีย โดยหลักการทำงานของรูนก็คือ หนึ่งอักษรหนึ่งกฏการควบคุม เช่น คำว่า “น้ำ” เมื่อมันถูกกล่าวออกมาพร้อมกับพลังเวทย์ มันจะหาวิธีสร้างน้ำขึ้นมาให้คุณโดยอัตโนมัติ โดยที่คุณไม่จำเป็ต้องเข้าใจหลักการทำงานเื้ัของมันก็ได้ เพียงแต่การควบคุมของคุณอาจจะแย่กว่าผู้ที่เข้าใจมันก็เท่านั้น
แต่ใครจะสนละก็ในเมื่อเป้าหมายของคุณคือ้าน้ำ และตอนนี้คุณก็ได้น้ำแล้วนี่ไง จำเป็ต้องรู้ไหมว่าน้ำมาได้ยังไง? นั่นจึงเป็เหตุว่า ทำไมชาวบ้านทั่วไปหรือแม้แต่มอนสเตอร์ก็สามารถใช้เวทมนตร์แบบง่ายๆได้ เช่น เวทมนตร์ในชีวิตประจำวัน(จุดไฟ เสกน้ำ เป่าลม ขุดดิน) หรือเวทย์โจมตี ะุดิน ะุน้ำ มีดสายลม ลูกบอลไฟ เป็ต้น
ความพิเศษของอักษรรูนยังไม่จบเท่านี้ เมื่อนำอักษร “รูน” หลายๆตัวหลายๆความหมายมารวมกันก็จะเกิดเป็ “คาถา” และเมื่อคุณนำ “คาถา” หลายๆคาถามาทำงานร่วมกันก็จะเกิดเป็ “วงจรเวทย์” ขึ้นในที่สุด หรือจะพูดให้ง่ายๆก็คือ รูนคือกฏและอักษรในการเขียนโปรแกรม คาถาคือโค้ดคำสั่งต่างๆ และวงจรเวทย์ก็คือโปรแกรมสำเร็จรูปนั่นเอง
แต่ 6 ปีที่ผ่านมารันกลับพยายามงัดแงะโค้ดคำสั่งดังกล่าวออกมาเพื่อดูว่ามันทำงานยังไง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเขาเองล้วนๆ แต่เมื่อรู้แล้วก็ทำให้เขาถึงกับกุมขมับปวดหัวไปเลยทีเดียว เขายอมเป็ผีโปรแกรมเมอร์เฝ้าหน้าจอ ดีกว่าไปเป็นักฟิสิกส์เคมีสมองบวมพวกนั้น!! ไม่แปลกใจเลยที่ภาษาของโลกนี้ยากเป็พิเศษ เพราะมันมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งกับอักษรรูน ทำให้คำบางคำมีความหมายที่รันไม่สามารถแปลหรืออธิบายได้เป็ภาษาไทยหรืออังกฤษในโลกเก่าของเขาได้
การเรียนรู้คาถาเวทมนตร์ต่างๆเป็สิ่งที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นได้เวลาไทม์สคิป 8 ปีต่อมา ในที่สุดรันก็สามารถทำความเข้าใจและร่ายคาถาทั้งหมดที่มีในหนังสือได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็คาถาระดับต่ำ กลาง หรือสูงก็ตาม เพราะตอนนี้แกนเวทย์ของเขาได้พัฒนากลายเป็สีน้ำเงินของนักเวทย์ขั้นสูงแล้ว ความหนาแน่นของพลังเวทย์ภายในแกนสีน้ำเงินนั้นเปรียบเสมือนของเหลวในบ่อน้ำขนาดใหญ่
ซึ่งก่อนหน้านี้ในระดับนักเวทย์ขั้นกลาง เป็เพียงแค่กลุ่มก้อนของหมอกควันเท่านั้น เมื่อสามารถกลั่นบีบอัดและควบแน่นพลังเวทย์ให้กลายเป็ของเหลวได้ทั้งหมดแล้วเท่านั้น แกนเวทย์จึงจะกลายเป็สีน้ำเงินและจึงจะถือว่าเป็นักเวทย์ขั้นสูงอย่างเป็ทางการ
ั้แ่ที่รันเข้ามายังโลกอาคาเซียแห่งนี้ เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้ว 24 ปี เทียบเท่ากับอายุของเขาในโลกเก่า ตอนนี้เขาได้กลายเป็คุณลุงอายุ 48 ปีไปแล้วรึเปล่านะ แต่จิตใจกับร่างกายของเขาไม่ได้แก่ตามอายุไปด้วยนี่สิ เขารู้ตัวเองดีว่าเขายังคงมีความคิดบางอย่างแบบเด็กๆ หรือในแบบวัยหนุ่มสาวอยู่เลย รันจึงไม่ค่อยคิดมากเื่อายุที่เพิ่มขึ้น มันเป็เพียงแค่ตัวเลขสำหรับเขาเท่านั้น
แต่การอยู่คนเดียวมานานขนาดนี้ก็ทำให้เขารู้สึกเบื่อและเหงาบ้างเหมือนกัน ดังนั้น เป้าหมายต่อไปของรันคือการหาเพื่อนคุย หรือก็คือการสร้างอุปกรณ์หรือสิ่งของบางอย่างที่สามารถพูดคุยกับเขาได้นั่นเอง โดยความคิดแรกที่เข้ามาให้หัวของเขาคือเขาต้องสร้างคอมพิวเตอร์เป็อย่างแรก ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติพิสูจน์แล้วว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวะโส่วนใหญ่มาจากความช่วยเหลือของคอมพิวเตอร์
จากนั้นรันจึงจะสามารถสร้าง AI ผ่านการช่วยเหลือของคอมพิวเตอร์นั่นเอง แม้ว่าการพูดเื่ดังกล่าวจะดูเหมือนง่าย แต่ทุกคนย่อมรู้ดีว่าโครงการนี้ไม่ง่ายเลย มันไม่ง่ายั้แ่การสร้างคอมพิวเตอร์แล้ว ไม่ต้องพูดถึงการสร้าง AI เลย แต่ใครจะสนล่ะ สิ่งที่รันไม่ขาดก็คือเวลา…
ต้องเริ่มจากศาสตร์ความรู้ที่จำเป็ต้องใช้สำหรับการสร้างอุปกรณ์เวทมนตร์ก่อน ซึ่งได้แก่ วงจรเวทย์ และการเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งอย่างแรกรันได้เรียนรู้มันไปแล้วเหลือเพียงแต่อย่างที่สองเท่านั้นที่เขายังไม่ได้เริ่มเรียนรู้มันเลย ดังนั้นรันจึงเริ่มหาหนังสือต่างๆที่เกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุมานั่งอ่านอย่างผ่อนคลายบนเก้าอี้โยกตัวโปรดของเขา
การอ่านหนังสือมันกลายเป็กิจวัตรประจําวันของรันโดยที่เขาไม่รู้ตัว มันไม่ใช่เพราะเขาชอบอ่านหนังสือแต่อย่างใด แต่เป็เพราะมันจำเป็ต้องอ่านเพื่อให้ได้ความรู้ที่เขา้ามากกว่า และความรู้ทั้งหมดของสถานที่แห่งนี้ดันถูกเก็บไว้ในหนังสือเพียงอย่างเดียว ไม่เหมือนในโลกเก่าของเขาที่หาความรู้ได้แทบทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ต นอกจากหนังสือแล้วที่นี่ก็มีเพียงอุปกรณ์เวทย์บางอย่างเท่านั้นที่ใช้เป็แหล่งเรียนรู้ได้ เช่น แบบทดสอบภาษาที่รันได้เคยใช้ไปก่อนหน้านี้
ศาสตร์แห่งการเล่นแร่แปรธาตุของอาคาเซียนั้นค่อนข้างแตกต่างจากของโลกเดิมของรันเป็อย่างมาก เพราะหลักการทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาเวทมนตร์เป็ตัวช่วยเสมอ แต่ด้วยพลังแห่งเวทมนตร์นี้เองที่ทำให้มันง่ายและสะดวกสบายกว่าปฏิบัติการทางเคมีในโลกเดิมของเขา จนอาจจะทำให้นักวิทยาศาสตร์นักเคมีทุกคนบนโลกร่ำไห้ให้กับความอยุติธรรมกันเลยทีเดียว พวกเขาอุตส่าห์คิดหาวิธีการร้อยแปดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ในขณะที่อีกโลกหนึ่งกลับแก้ปัญหาง่ายๆด้วยเวทมนตร์ แล้วจะไม่ให้พวกเขาร่ำไห้ได้อย่างไร
และนั่นไม่ใช่สิ่งที่รันควรจะดีใจหรือเสียใจแทนพวกเขา เขาจะใช้ข้อได้เปรียบทุกอย่างของสองโลกเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เขาเอง โดยหลักการพื้นฐานของการเล่นแร่แปรธาตุในโลกนี้ประกอบไปด้วย การสลาย, การขึ้นรูป, การแยกสารประกอบ และการผสานธาตุ
“การสลาย” คือการทำให้ วัตถุ วัสดุ หรือ สารต่างๆจากก้อนใหญ่ๆสลายตัวกลายเป็ ผง หรือโมเลกุลที่เล็กลง
“การขึ้นรูป” คือการทำให้ โมเลกุล หรือ ผง ที่ผ่าน “การสลาย” มาแล้วก่อตัวขึ้นรูปใหม่ กลายเป็วัตถุในรูปร่างต่างๆอีกครั้ง แน่นอนว่านิยมใช้กับของแข็งเป็หลัก เพราะด้วยคุณสมบัติของของเหลวเมื่อขึ้นรูปมันแล้ว สุดท้ายเมื่อไม่มีภาชนะมันก็กระจายตัวกลายเป็แอ่งน้ำไม่คงรูปอยู่ดี มันสามารถใช้คงรูปได้ชั่วคราวเท่านั้น รันพบว่ามันเป็อักษรรูนตัวหนึ่งที่อยู่ในคาถาหอกน้ำแข็งด้วย
“การแยกสารประกอบ” คือการแยกธาตุออกจากสารประกอบ เช่น การแยกไฮโดรเจนและออกซิเจนออกจากน้ำ
“การผสานธาตุ” คือการนำธาตุสองชนิดขึ้นไปมาการสร้างพันธะเคมีต่อกันจนเกิดเป็สารประกอบหรือสารเคมีขึ้น
แน่นอนว่าหลักการเล่นแร่แปรธาตุเหล่านี้มักเป็อักษรรูนอยู่ในคาถาส่วนใหญ่ ไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง มีเพียงคาถาที่ใช้พลังเวทย์หรือพลังงานบริสุทธิ์เท่านั้นที่ไม่มีรูนพวกนี้อยู่ด้วย เช่น เมจิกมิสไซล์ ะุเวทย์ โล่เวทย์ คาถาคลื่นเสียง คาถาตรวจจับ และอื่นๆเป็ต้น
ดังนั้นแล้วการเล่นแร่แปรธาตุจึงจำเป็ต้องใช้คาถาหรือวงจรเวทย์ในปฏิบัติการเคมีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็การสร้างสารประกอบ การสร้างยา การขึ้นรูปโลหะ หรือแม้แต่การสร้างอุปกรณ์เวทมนตร์ก็จำเป็ต้องใช้หลักการเล่นแร่แปรธาตุเป็พื้นฐาน
---------------------------------------------------------
สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ พร้อมเพย์ และ true wallet : 0939639931
---------------------------------------------------------