เฉินจิ้งเจียหัวเราะเสียงเบา“ท่านพี่ถามอะไรกันเจ้าคะ? ข้าคิดอย่างไรไม่สำคัญจ้าวอี๋เหนียงคิดอะไรต่างหากที่สำคัญ”
จ้าวอี๋เหนียงคิดอะไรอย่างนั้นหรือ?
เฉินอี้เหอขมวดคิ้ว“คิดอะไร แน่นอนว่านางต้องคิดว่าจะตามหาเฉินจิ้งโหรวได้อย่างไรจากนั้นช่วยนางกลับมาน่ะสิ”
ในจวนป๋อชางโหวนั้นรากฐานในการตั้งหลักของเหล่าอนุล้วนคือลูกทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นจ้าวอี๋เหนียงที่ได้รับความรักความเมตตาแม้กระทั่งซุนอี๋เหนียงที่ตัดขาดอยู่อย่างสงบในมุมของตัวเองยังมีลูกของตัวเองเช่นกัน
ต่อให้ลูกของตนจะมิได้รับความโปรดปรานจากป๋อชางโหวกระนั้นอย่างไรก็เป็นคุณชายน้อยของจวนโหวอยู่ดี
เมื่อได้ยินเฉินอี้เหอกล่าวเฉินจิ้งเจียจึงยกชาขึ้นจิบเบาๆ “ในเมื่อจ้าวอี๋เหนียงคิดเช่นนี้เช่นนั้นเหตุใดแม่นมซุนกลับสกัดท่านพ่อ มิให้ออกค้นหาละเจ้าคะ?”
พูดนั้นดูง่ายถึงจะบอกว่ากลัวคนที่ลักพาตัวลงมือกับเฉินจิ้งโหรวแต่พวกนางกลับไม่กลัวว่ายิ่งเฉินจิ้งโหรวอยู่ในกำมือพวกมันนานเกินไปก็อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันได้เช่นกันมิใช่หรือ?
หรือจะบอกว่าพวกเขามั่นใจอย่างไรเฉินจิ้งโหรวก็ไม่มีทางเกิดเรื่อง?
เห็นชัดว่าเฉินอี้เหอเองก็คิดเช่นนี้ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นมองหน้าเฉินจิ้เจีย “เจียเอ๋อร์หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าหมายความว่าการที่จ้าวอี๋เหนียงเป็นลมนั้นคงเป็นเรื่องจริงแต่คำพูดของแม่นมซุนต้องมีเลศนัยแน่นอน” นางยังคงกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนประดับหน้าหากแต่ในสายตาเฉินอี้เหอกลับดูล้ำลึกเกินกว่าอายุนางในตอนนี้
ไม่คอยให้เฉินอี้เหอทันถามอันใดหนานจือนอกห้องพลันส่งเสียงเข้ามา
“แม่นมซุน? ท่านมิได้คอยปรนนิบัติจ้าวอี๋เหนียงหรือ ไฉนถึงมาหาคุณหนูที่นี่?”
เฉินอี้เหอแววตาคร่ำเคร่งแม่นมซุนดูมีนัยแฝงเร้น หรือว่าพุ่งเป้าหมายมาที่เฉินจิ้งเจีย?
หากแต่สีหน้าเฉินจิ้งเจียกลับมิได้แปรเปลี่ยนไปเอ่ยปากถามอีกฝ่ายเสียงเรียบ “หนานจือ ห้ามเสียมารยาทแม่นมซุนคือคนของจ้าวอี๋เหนียง ไฉนเจ้าถึงเอ่ยวาจาเช่นนี้กับนาง!”
แม้นออกปากว่าเป็นการตำหนิสั่งสอนหากแต่น้ำเสียงนั้นเมื่อฟังดูแล้วกลับไม่เหมือนการสั่งสอนแต่กลับดูเหมือนกำลังนินทาเสียมากกว่า
แม่นมซุนลอบกัดฟันก้มหน้าก้มตาก่อนเดินเข้าห้องตามหนานจือ
เมื่อเห็นเฉินอี้เหออยู่ด้วยเห็นได้ชัดว่าสีหน้าแม่นมซุนแปรเปลี่ยนไปทว่าเพียงชั่วพริบตาก็ถูกกลบเกลื่อนมิดชิด ก่อนมุ่งหน้าเข้ามาทำความเคารพทั้งสอง
เมื่อนั้นเฉินจิ้งเจียถึงได้มองนาง“แม่นมซุนมาหาในเวลานี้ ทางอี๋เหนียงมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
“เรียนคุณหนูใหญ่อี๋เหนียงยังคงมิได้สติเจ้าค่ะ” แม่นมซุนตอบพลางถอนหายใจล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตา ไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้มีน้ำตาจริงหรือไม่
“ในเมื่ออี๋เหนียงยังไม่ฟื้นแล้วเหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ ไม่อยู่คอยปรนนิบัติอี๋เหนียงเล่า?” เฉินอี้เหอถามอย่างไม่พอใจ
แม่นมซุนมองเฉินอี้เหอแววตาหวาดผวาเบี่ยงมองไปทางเฉินจิ้งเจีย “บ่าวไร้หนทางจริงๆ เจ้าค่ะถึงได้มาขอร้องต่อหน้าคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ!”
นางกล่าวพร้อมคุกเข่าโขกหัวขอร้องไปทางเฉินจิ้งเจียหลายครั้งแต่ก็ไม่เห็นเฉินจิ้งเจียจะเรียกนางลุกขึ้นเสียที
แม่นมซุนไร้ทางเลือกทำได้เพียงโขกหัวอีกหลายครั้ง กระทั่งดวงตานางพร่าเลือนชั่ววินาทีที่กำลังโขกหัวจนเกือบสลบ ถึงได้ยินเสียงเฉินจิ้งเจียเรียก
“ไอ้หยาแม่นมทำอะไรกัน! หนานจือ ยังไม่รีบมาพยุงแม่นมอีก! หากขาดใจขึ้นมาแล้วอี๋เหนียงฟื้นขึ้นข้าจะบอกอย่างไรเล่า!”
ถุย!หากเจ้าคิดอย่างที่พูดจริงคงไม่ปล่อยให้คนแก่อย่างข้าต้องโขกหัวหลายครั้งหลายคราแน่! แม่นมซุนก่นด่าในใจ
หนานจือเข้าใจสิ่งที่คุณหนูของตนสื่อแม้เข้าไปช่วยพยุง แต่กลับมิได้ออกแรงมากมายเท่าไรดังนั้นยามแม่นมซุนหยัดกายยืนก็วิงเวียนแทบล้มทั้งยืนโชคดีที่มือเท้าเร็วพอคว้าโต๊ะทันเวลา ถึงได้ปักหลักยืนมั่นได้
“แม่นมซุนมีเรื่องอันใดบอกมาเถิดมาหาข้าเพื่อทำความเคารพข้าการใหญ่เพียงนี้ แม้นข้าเป็นคุณหนู เจ้าเป็นบ่าวทว่าถึงอย่างไรก็ไม่เหมาะสม”
เฉินจิ้งเจียไม่คุ้นเช่นกันพูดได้ก็เอ่ยถึงความคิดที่แม่นมซุนอยากจัดการนางอย่างชัดเจน
“คุณหนูใหญ่ยามนี้เป็นเพราะเรื่องคุณหนูรองอี๋เหนียงจึงหมดสติไม่ฟื้น เมื่อครู่ท่านหมอบอกว่าทางที่ดีต้องมีคนคอยคุยเรื่องเกี่ยวกับคุณหนูรองเมื่ออี๋เหนียงได้ยินแล้วไม่แน่อาจฟื้นขึ้นก็เป็นได้เจ้าค่ะ”
นางพูดพลางมองเฉินจิ้งเจีย“ปกติคุณหนูรองชอบตัวติดกับคุณหนูใหญ่เป็นตังเม บ่าวขอบังอาจเชิญคุณหนูใหญ่ช่วยอี๋เหนียงด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
แม่นมซุนพูดจบก็ทรุดตัวคุกเข่าลงอีกครั้ง หากแต่ครานี้นางฉลาดไม่โขกหัวตัวเองอีกต่อไปหมอบลงพื้นด้วยท่าทางสัตย์จริง
เฉินจิ้งเจียแสยะยิ้มในใจนับว่าจ้าวอี๋เหนียงอาจกล้าทีเดียวถึงขั้นให้เฉินจิ้งเจียที่เป็นคุณหนูใหญ่ตามสายเลือดไปรับใช้นางหรือ?
หากเป็นชาติก่อนนางคงไปอย่างไม่รีรอ หากแต่ชาตินี้...
“ท่านพี่ที่แม่นมเอ่ยมา สถานการณ์ของอี๋เหนียงวิกฤติจริงๆประเดี๋ยวข้าเปลี่ยนชุดแล้วตามแม่นมซุนไป หากท่านมีเรื่องแล้วไม่มีใครให้คำปรึกษาก็ไปหาคุณชายเผยได้ เขามีความรู้ความสามารถ ต้องช่วยท่านพี่ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
เฉินจิ้งเจียจงใจเอ่ยไปเช่นนี้สองแก้มค่อยๆ ขึ้นริ้วแดงให้แม่นมซุนเห็นแล้วรู้สึกว่านางคือเด็กสาวแรกรุ่นที่มีความรักหัวจิตหัวใจเอาไว้ที่คุณชายเผยทั้งหมด
ไม่คอยให้เฉินอี้เหอทันเอ่ยต่อเฉินจิ้งเจียเข้าห้องไปเปลี่ยนชุด จากนั้นจึงตามแม่นมซุนออกไป
เฉินอี้เหอถือถ้วยชาขึ้นเล่นคำพูดที่เฉินจิ้งเจียเพิ่งกล่าวมานั้นแน่นอนว่าเฉินจิ้งเจียมิได้เป็นอย่างที่แม่นมซุนคิดที่ทุกวินาทีจะคิดแต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ กลับกันทุกครั้งยามอยู่กับเผยฉางชิงนางล้วนรู้ตัวอย่างชัดเจน ไหนเลยจะโดนความเป็นบุรุษของชายบังตาให้ลุ่มหลงได้?
ครั้นคิดถึงตรงนี้เฉินอี้เหอจึงวางถ้วยชาในมือลง สายตาเฉียบแหลมขึ้นทันใดดูท่าเขาคงต้องไปหาว่าที่น้องเขยจับเข่าคุยสักหน่อยแล้วดูว่าเขากับน้องสาวแสนดีของตนมีเรื่องอันใดปิดบังเขาอยู่กันแน่
เมื่อคิดได้เขาจึงเร้นจากเรือนเล็กไปโดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่านอกเรือนมีเงาของใครคนหนึ่งส่องลอดผ่านมา
เฉินจิ้งเจียตามแม่นมซุนเข้าห้องจ้าวอี๋เหนียงรอบเตียงปิดม่านไว้อย่างแน่นหนาเฉินจิ้งเจียมิอาจมองเห็นสภาพการณ์บนเตียงได้แม้แต่น้อยแค่รู้สึกเพียงความร้อนอบอ้าวรุนแรงในห้องเท่านั้น
“แม่นมอี๋เหนียงคลุมผ้าแน่นหนาขนาดนี้จะไม่เป็นไรหรือ?” เฉินจิ้งเจียถามหน้าตาไม่สนโลก หากแต่ฝ่ามือกลับเลื่อนจับถุงหูรูดห้อยเอวอย่างลืมตัว
แม่นมซุนปิดประตู“แน่นอนว่าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านหมอกำชับมาว่าสถานการณ์อี๋เหนียงตอนนี้ห้ามต้องลมแม้แต่น้อย”
นางพูดจบพลันยกยิ้ม“คุณหนูใหญ่อยู่คุยกับอี๋เหนียงไปก่อนนะเจ้าคะบ่าวขอตัวไปเตรียมน้ำชาให้คุณหนูก่อนเจ้าค่ะ”
อย่างไรเสียก็เป็นคนสองชาติภพด้วยอยู่ในจวนไท่จื่อมาตั้งเนิ่นนานหากละครตบตาเช่นนี้เฉินจิ้งเจียยังมองไม่ออกอีก นางก็คงเสียชาติเกิดจริงๆ
“จะกำยานกล่อมจิตหรือกำยานกล่อมวิญญาณอะไรก็ตามแม่นมซุน เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนั้นหรือ?”