บ่ายคล้อย ดวงตะวันเริ่มเอนลงราวกับอ่อนแรง ไม่ต่างจากกลุ่มเขี้ยวอัสดงที่ทยอยกลับจากภารกิจในเมือง
พ่อบ้านรอยเดินชมเมืองเพียงลำพัง หลังลงทะเบียนตั้งกลุ่มฮันเตอร์เสร็จ ความเหน็ดเหนื่อยแทรกซึมเข้ามา พร้อมกับความทรงจำในอดีตที่ผุดขึ้นยามเดินผ่านเส้นทางอันคุ้นเคย
ทางฝั่ง วิคเตอร์ ปีเตอร์ และแฮร์รี่ กลับมาพร้อมกับสินค้าที่เหลือเกือบครึ่งจากการออกขาย ซึ่งกว่าจะหาร้านที่ยอมรับซื้อได้ ก็แทบหมดแรง
แจ็ค เจค็อบ และเลวาน แยกไปตามหาร้านตีเหล็กเพื่อจัดทำอุปกรณ์จากแบบที่นายน้อยร่างไว้ ชิ้นส่วนต้องกระจายกันไปหลายร้าน ไม่ต่างจากล่าขุมทรัพย์ทั่วเมือง และพรุ่งนี้ยังต้องไปรับของที่สั่งทำไว้ด้วย
อีรินกับอารินออกไปเลือกซื้อเครื่องเทศและเครื่องปรุง ขณะที่อังเดรกับนิโคไล มุ่งหาน้ำยารักษาและยาฟื้นฟูจากร้านยาเก่าแก่
มีเพียงนายน้อยนิโคลัส ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกไปไหน เพื่อพักผ่อนโดยสมบูรณ์ มีอีแวน บอริส และอีริคเฝ้าดูแลความปลอดภัย
ยามเช้าก่อนที่พนักงานจะมาเก็บกวาดสวนที่ล้มระเนระนาดอยู่ เขาได้แอบเก็บต้นไม้และพุ่มไม้หลากหลายชนิดเข้าไปในมิติสัตว์เลี้ยง พร้อมขุดบ่อเล็กไว้หนึ่งแห่ง แม้ยังไม่จัดแต่งสวยงาม แต่ก็พอเป็ที่พักอาศัยของซิลฟี่ได้
เมื่อยามเย็นมาเยือน ขบวนรถม้าพร้อมอัศวินและนักรบคุ้มกันสิบคน มุ่งตรงมาที่พักของโอลิเวอร์และอเล็กซ์
ตราสัญลักษณ์รูป “นกฮูกกำคัมภีร์ล้อมด้วยอาวุธหลากหลาย” ที่ประตูรถม้า ชี้ชัดถึงตัวตนของแขกผู้มาเยือน—สถาบันวาลเดียลา
โอลิเวอร์และอเล็กซ์ ออกมาต้อนรับด้านหน้าที่พักอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่ได้ข่าวจากคนเฝ้าประตูเมือง
ยามเมื่อเห็นชายสองคนเดินลงจากรถม้า หนึ่งอัศวิน หนึ่งนักเวท
ยามเห็นอาจารย์ทั้งสองก้าวลงจากรถ หนึ่งนักเวท หนึ่งอัศวิน ทั้งคู่รีบก้าวออกไปต้อนรับ
“ข้าน้อยโอลิเวอร์ ขอต้อนรับอาจารย์ทั้งสองด้วยความเคารพ”
“ข้าน้อย อเล็กซ์ ฟาร์เมียร์ ขอคารวะอาจารย์ขอรับ”
ชายในชุดคลุมเวทพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหันไปบอกผู้คุ้มกันที่ด้านหลัง
“พวกเ้าพักผ่อนได้ วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว”
แล้วจึงหันกลับมาหาโอลิเวอร์
“นำทางเถอะ”
หลังจากโอลิเวอร์นำทั้งสองสู่ห้องรับรองเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงเริ่มแนะนำตัว
“ข้าชื่อจาเร็ธ อาจารย์สาขาเวทมนตร์ ส่วนนี่ อาจารย์ลีโอ สาขาอัศวิน”
“มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเ้าระหว่างเดินทางมาที่นี่บ้างไหม”
จาเร็ธเอ่ยถาม ด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“มีเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างทางจริง ๆ ขอรับ พวกข้าน้อยพบ....”
อเล็กซ์กับโอลิเวอร์ช่วยกันเล่าเื่ทั้งหมด ั้แ่การถูกลอบโจมตี จนถึงได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มเขี้ยวอัสดง โดยไม่ได้เอ่ยถึงเื่ที่ท่านจอมเวทได้กำชับเอาไว้
เมื่อฟังจบ จาเร็ธหลุบตาลงช้า ๆ
“ข้าจะส่งคนสืบว่าใครเป็ผู้จ้างวาน กล้าหยามคนของสถาบัน คงต้องจ่ายค่าตอบแทนกันบ้าง”
น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยรังสีสังหารจนผู้ฟังรู้สึกได้
“กลุ่มเขี้ยวอัสดงพักอยู่ที่ใด ข้าอยากไปขอบคุณด้วยตัวเอง”
“พักอยู่อาคารติดกันนี่เองขอรับ แต่...ขอข้าน้อยไปแจ้งท่านจอมเวทก่อน เผื่อเขาไม่สะดวก”
“ดีแล้ว เ้าไปแจ้งเขาก่อน เราไม่อยากเสียมารยาทเช่นกัน”
จาเร็ธ ที่เป็อาจารย์มาหลายปี ย่อมรู้มารยาทพื้นฐานเป็อย่างดี
โอลิเวอร์รีบวิ่งจนร่างกระเพื่อมไปยังที่พักของเขี้ยวอัสดงทันที
“ข้าน้อย โอลิเวอร์ ขออนุญาตเข้าพบท่านจอมเวทขอรับ”
เมื่อถึงหน้าอาคารที่พักของเขี้ยวอัสดง หัวหน้ากลุ่มเหรียญทอง รีบกล่าวเสียงดัง โดยพยายามกลั้นอาการหอบเต็มที่
ไม่นานประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดอ้าออกช้า ๆ
“เชิญขอรับ ท่านโอลิเวอร์”
แจ็คผู้าุโน้อยสุด เป็ผู้ออกมาต้อนรับ
“เคารพท่านจอมเวท”
เมื่อเข้ามาด้านใน โอลิเวอร์ พบ หัวหน้ารอยกำลังนั่งดื่มชาสบายใจอยู่ที่โต๊ะรับแขก
“เชิญนั่งก่อน”
“เ้ามาด้วยเื่อาจารย์จากสถาบันใช่ไหม”
พ่อบ้านเอ่ยถามขึ้นทันที
“คือ ข้าน้อยได้เล่าเื่ที่พวกท่านช่วยเราไว้ เขาอยากมาขอบคุณด้วยตนเอง ข้าน้อยจึงมาขออนุญาตท่านก่อนขอรับ”
“เชิญเถอะ หลีกเลี่ยงไปก็ยิ่งน่าสงสัย”
“แจ็ค ไปบอกอีรินเตรียมน้ำชา แล้วเรียกวิคเตอร์กับนายน้อยมาด้วย”
ทั้งสองรับคำ แล้วแยกย้ายกันไปทันที
ระหว่างทั้งสี่คนกำลังเดินไปที่พักของเขี้ยวอัสดง อาจารย์จาเร็ธ พลันเอ่ยถามขึ้นมา
“จอมเวทท่านนี้ นิสัยเป็อย่างไร คุยยากหรือเปล่า”
“กล่าวได้ว่า คุยไม่ยากและสุภาพขอรับ แลดูค่อนข้างเป็คนเข้มงวด”
โอลิเวอร์สรุปคร่าว ๆ
“ข้าเข้าใจ ปราชญ์เวท* ที่อยู่ ในสถาบันฯ ก็คุยด้วยยาก ข้าพบทีไร ก็สั่นทุกที”
“ใช่เลยขอรับ โดยเฉพาะจอมเวทท่านนี้ รังสีสังหาร รุนแรงมาก ข้าน้อยเคยเห็นกับตา...ไม่อยากเห็นอีกแล้วขอรับ”
โอลิเวอร์กล่าวเสียงแ่ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่นิโคลัสาเ็
“เชิญทุกท่านขอรับ”
แจ็คกำลังยืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตู
เมื่อจาเร็ธกับลีโอเดินเข้าสู่ห้องโถง พวกเขาก็ชะงักค้างราวถูกเวทสะกด
โอลิเวอร์และอเล็กซ์ที่เดินตามหลัง เกือบหยุดไม่ทัน ต่างก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกเ้าเห็นข้าเป็อสูรร้ายหรือไง ถึงไม่ยอมเดินเข้ามา”
เสียงเ็าแฝงไว้ด้วยอำนาจข่มขู่ เอ่ยขึ้นเบา ๆ
จาเร็ธและลีโอรีบก้าวเข้ามาทันที
เมื่อหยุดเบื้องหน้าชายชราแล้ว ทั้งสองพลันกล่าวพร้อมกัน
“รุ่นน้องขอคารวะผู้าุโ”
เสียงก้องกังวานก้องทั่วห้อง เรียกความตื่นตะลึงจากทุกคนที่อยู่ในนั้น ยกเว้นวิคเตอร์ที่ทราบดีอยู่แล้ว
“ข้าไม่คิดว่าจะเป็พวกเ้า ไม่พบกันนาน สบายดีใช่ไหม เลื่อนระดับกันแล้วด้วย ไม่เลว ไม่เลว”
“เพราะได้คำชี้แนะจากท่านผู้าุโขอรับ ข้าจำได้ไม่เคยลืม”
จาเร็ธ กล่าวอย่างเคารพ
“ศิษย์ ขอคำนับอาจารย์ลีโอ”
เสียงหนุ่มใหญ่ดังขึ้นจากด้านข้าง
“วิคเตอร์ เ้าอยู่ที่นี่ได้ไง เ้า...เ้าถึงระดับอัศวินขั้นสูงแล้วหรือ”
อาจารย์ลีโออัศวินขั้นสูง ถึงกับตะลึงเมื่อลูกศิษย์ที่เขาเคยสอน บัดนี้ ระดับเท่ากับเขาแล้ว
ยามเห็นลูกศิษย์ระดับเท่าตนเอง เป็ใครก็ต้องมีความรู้สึกบ้าง
ระหว่างที่คนเหล่านี้ทักทายกัน ทั้งโอลิเวอร์และอเล็กซ์ ต่างยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสับสน
คนพวกนี้เป็ใครกันแน่
“เอาหล่ะ พวกเ้าควรนั่งกันได้แล้วนะ ข้าเลิกเป็อาจารย์นานแล้ว ทำตัวตามสบายเถอะ”
“เ้าสองคนด้วย มานั่ง จะได้ไม่ต้องทำหน้าสงสัยอยู่แบบนั้น”
ชายชราหันไปเรียก โอลิเวอร์และอเล็กซ์ ให้เข้ามานั่งด้วยกัน จะได้บอกกล่าวกันให้เข้าใจ ไม่ต้องสงสัยอะไรอีก
โอลิเวอร์และอเล็กซ์ยกมือขึ้นคารวะและนั่งตามคำเชิญ
ทุกคนนั่งกันเรียบร้อย จิบน้ำชาที่ อาริน ยกมาให้คลายความตื่นเต้นไปได้บ้าง
ชายชราเป็ผู้เริ่มเล่าด้วยตนเอง
“ข้าพูดเองแล้วกัน เ้าสองคนนี้จะได้ไม่คิดเรื่อยเปื่อยอีก”
“ข้าสอนที่วาลเดียลามาั้แ่เรียนจบจากที่นั่น จนกระทั่งลาออกเมื่อสี่สิบปีก่อน ตอนนั้นเ้าพวกนี้ยังเรียนไม่จบกันเลย”
“ส่วนวิคเตอร์ ข้าให้ไปสอบโดยไม่บอกว่าเป็ลูกข้า เพื่อไม่ให้เขาได้ความเอาใจใส่เกินไป”
จอมเวทรอย เล่าถึงเื่ราวของเขาและวิคเตอร์ ให้ทุกคนฟังอย่างสบาย ๆ
“หมายความว่า... วิคเตอร์เป็ลูกท่าน?”
ลีโออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปถามวิคเตอร์
“แล้วเ้าไม่เคยฟ้องเื่ข้าใช่ไหม?”
วิคเตอร์เพียงส่ายหน้าเบา ๆ เป็คำตอบ
“เ้าวางใจได้ เ้าเองก็น่าจะรู้ เ้านี่ปากหนักจะตาย วัน ๆ ข้าแทบไม่ได้ยินเสียงเขาเลยด้วยซ้ำ”
“อา ใช่ เ้านี่ ยอดเยี่ยมทุกอย่าง เสียแค่เื่ที่ไม่ค่อยพูดเท่านั้นเอง”
อาจารย์ผู้นี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“พวกท่านจะพาหลานไปสอบเข้าที่สถาบัน ใช่ไหมขอรับ”
จาเร็ธเอ่ยถามถึงนิโคลัส
“ใช่ แต่ข้าไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเป็หลานข้า ดังนั้นพวกเ้าอย่าได้บอกใคร ยกเว้นท่านผู้เฒ่าคนเดียวเท่านั้น”
“เราทราบขอรับ”
ทั้งสองเข้าใจความ้าของผู้าุโ ขนาดลูกตนเองยังไม่มีใครทราบ หลานก็คงเช่นเดียวกัน
“ท่านผู้เฒ่ายังสบายดีอยู่ใช่ไหม?”
น้ำเสียงชายชราอ่อนลง ยามกล่าวถึงอาจารย์ที่ปรึกษาในอดีต
“ท่านอธิการฯ แข็งแรงดีขอรับ แต่อายุท่านเกือบสองร้อยห้าสิบปีแล้ว เวลานี้อยู่ในระดับ ปราชญ์เวทขั้นสมบูรณ์ ถ้าหากภายในยี่สิบปีนี้ ท่านฝ่าสู่ขั้น มหาปราชญ์ ไม่ได้ คาดว่า...”
จาเร็ธไม่สามารถกล่าวต่อได้
ชายชราพลันหันไปทางโอลิเวอร์และกล่าวพร้อมปล่อยรังสีสังหารออกไปหาเขา
“อย่าให้คำที่เ้าได้ยินวันนี้หลุดออกไป... ไม่อย่างนั้น ข้าคงไม่สามารถรับรองความปลอดภัยของเ้าได้”
โอลิเวอร์ใ รีบคุกเข่าทันที
“ข้าสาบานต่อแก่นพลัง หากเปิดเผยเื่ในวันนี้ ขอให้แก่นพลังของข้าแตกสลาย”
เขารีบกล่าวคำสาบานพร้อมเอามือทาบไปที่แก่นพลัง ปรากฏแสงเรืองรองรอบฝ่ามือ คำสัญญาเป็ผลแล้ว
“ดี ลุกขึ้นได้แล้ว”
“เพื่อไม่ต้องคอยพะวงกับเื่สถาบันต่อไปอีก เหตุใดท่านผู้เฒ่าจึงไม่ลาออกมาฝึกฝนเสียที?”
ลูกศิษย์ชรารู้สึกเป็ห่วงอาจารย์ตนเองอย่างมาก ถึงได้สอบถามสถานการณ์ของสถาบัน
“ไม่ใช่ว่าท่านไม่อยากลาออก แต่ท่านยังไม่พบคนที่เหมาะสม ก็ั้แ่ผู้าุโลาออกไป เอ่อ...”
“ท่านอธิการพยายามหาคนที่เหมาะสมมาตลอด แม้แต่ท่านรองอธิการฯ ที่คาดหวังตำแหน่งอธิการฯ มาตลอด ยังไม่ผ่านเกณฑ์ของท่านเลยขอรับ”
จาเร็ธเล่าถึงสถานการณ์ของสถาบันอย่างไม่ปิดบัง เพราะเขาทราบดีว่า ผู้าุโท่านนี้ให้ความสำคัญกับสถาบันขนาดไหน หากไม่เกิดเหตุการณ์นั้น ป่านนี้...
“เ้านั้นยังไม่เลิกนิสัยพึ่งบารมีผู้มีอำนาจอีกหรือ ถ้าไม่เลิกนิสัยนี้ อย่าว่าแต่ตำแหน่งอธิการฯ เลย แม้แต่ นักเวทขั้นสมบูรณ์ เขาก็ไปไม่ถึง ไม่แปลกที่ท่านผู้เฒ่าไม่เคยสนใจเขาเลย”
อาจารย์ทั้งสองคนได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย แต่ไม่กล้าเอ่ยคำใด
“นิโคลัส เ้าเข้ามาหน่อย ข้าแนะนำเ้ากับอาจารย์สองคนนี้”
“คารวะอาจารย์ทั้งสอง”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาถึงแล้วทำความเคารพพวกเขาทั้งสองคน
“ถึงระดับ นักเวทฝึกหัดแล้ว และอายุดูแล้วยังไม่ถึงสิบแปดปี มีสิทธิ์เข้าสอบแน่นอน”
ลีโอสำรวจร่างกายของนิโคลัส เอ่ยขึ้นเบา ๆ เขาค่อนข้างชื่นชมบรรยากาศรอบตัวเด็กหนุ่มคนนี้
“แต่ทำไมร่างกายเ้า ดูไม่เหมือนนักเวททั่วไปเลย กล้ามเนื้อที่แขนเ้า เหมือนพวกนักล่ามากกว่า”
จาเร็ธ ที่เป็นักเวทย่อมสามารถสังเกตความแตกต่างของเด็กหนุ่มคนนี้ได้ทันทีที่เห็น
“ข้าน้อยชอบฝึกร่างกายขอรับ ชอบการเคลื่อนไหว และข้าเห็นว่าหากมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นสักนิด อาจทำให้หลบพ้นอันตรายที่เข้ามาได้บ้าง อีกทั้งข้าชอบภาพที่นักธนูยิงลูกศรขณะวิ่ง หากเป็ นักเวทวิ่งขณะปล่อยเวทคงจะดีไม่น้อย”
นิโคลัสกล่าวอย่างสุภาพและทำเหมือนเด็กหนุ่มซื่อ ๆ คนหนึ่ง
“เ้าก็คิดไม่ผิดหรอกนะ พวกเรามักเป็เป้านิ่งเสมอ ถึงต้องมีอัศวินหรือนักรบสายป้องกันไว้ข้างตัวเสมอ แม้ที่เ้าฝึกอาจช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะพวกเราไม่มีแกนวีร่าเหมือนสายนักสู้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เ้าแข็งแรงขึ้นได้บ้าง ยิ่งหากได้เวทเสริมพลังช่วยไว้ก่อน ก็ทำให้คล่องตัวขึ้น”
“แต่การร่ายเวทขณะเคลื่อนไหว เป็สิ่งที่ยากมากนะ มีนักเวทน้อยคนที่จะทำได้ เ้าอย่าฝืนมากไป แต่หากเ้าสนใจจริง เ้าไม่ต้องไปหาใครที่ไหน คนใกล้ตัวเ้าเก่งที่สุดแล้วในเื่นี้”
จาเร็ธเอ่ยปากแนะนำอย่างยินดี ตัวเขาเองก็ชื่นชอบเด็กหนุ่มคนนี้ที่กล้าพูดยามอยู่ต่อหน้าพวกเขา กล้าคิดแหวกออกจากขนบของนักเวททั่วไป เป็ต้นกล้าชั้นดีอีกหนึ่งต้น
“ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะขอรับ”
เขาน้อมกาย ขอบคุณ จาเร็ธ อย่างจริงใจ พลางชำเลืองมองไปทาง พ่อบ้านรอย
“ผู้าุโ ท่านจะเดินทางไปพร้อมกับพวกเราเลยไหมขอรับ”
อาจารย์นักเวทเอ่ยปากถามชายชรา เพราะอย่างไรก็ไปที่สถาบันอยู่แล้ว เดินทางไปพร้อมกัน จะได้สะดวกขึ้น
“ข้าตั้งใจว่า ระหว่างทางจะฝึกสอนเ้าหนูนี่หน่อย อาจตัดผ่านเข้าป่าล่าสัตว์บ้าง อีกห้าเดือนกว่าจะถึงเวลาเปิดรับสมัคร คาดว่าคงไปถึงเมืองหลวงในอีกสี่เดือนข้างหน้า ถึงตอนนั้น เ้าหนูนี่ น่าจะพร้อมสำหรับการสอบแล้ว”
“ข้าตั้งเป้าให้เขาติดสิบอันดับแรก เพื่อให้ได้ทุนไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน”
ทุกคนได้ฟัง ต่างคิดในใจ จอมเวทท่านนี้ช่างประหยัดจริงๆ
“ขอรับ”
“แล้วท่านมีอะไรฝากถึงท่านอธิการฯ ไหมขอรับ?”
จาเร็ธ เอ่ยถามเพราะคิดว่าผู้าุโอาจมีเื่บางอย่าง
“เพียงบอกท่านผู้เฒ่าว่า...”
"ข้ากลับมาแล้ว..."
**หมายเหตุจากผู้เขียน
ปราชญ์เวท และ จอมเวท คือระดับพลังเดียวกัน หากต่างกันในเส้นทางพัฒนา:
• ปราชญ์เวท เติบโตจากการวิจัยเวทมนตร์ การศึกษาเรียนรู้ และเผยแพร่ความรู้ใหม่
• จอมเวท เติบโตจากประสบการณ์ในสนามรบและการต่อสู้ เวทมนตร์ที่ใช้เน้นพลังโจมตี และมี “รังสีสังหาร” ที่หนักแน่นกว่ามาก