ทั้งพศินรวิวารและนิอร กำลังยืนทักทายกันอยู่แถวนั้นเช่นกัน
ทันใดฟ้าก็ผ่าดังสนั่นหวั่นไหวนิอรถึงกับปิดหูห่อตัวด้วยความใ แล้วฝนก็เทโครมตามลงมาอย่างหนัก เป็เวลาเดียวกันกับที่ยามรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนวิ่งฝ่าฝนมาถึงหน้าประตูพอดี
“เด็กะโตึกรีบไปช่วยกันเร็ว!” ยามฯ ะโบอกอย่างตกอกใ
“อะไรนะน้า”พศินะโถาม เสียงฝนดังกลบจนต้องะโถามซ้ำถึงสามครั้ง
“มีเด็กตกตึกไม่รู้ะโลงมาหรือพลัดตก เร็ว! ไปช่วยลุงหน่อย” ยามฯ ะโแข่งเสียงฝน
“ใครที่ตึกไหนลุง!” พศินะโ
“ตึกร้างโน่นลุงไม่รู้จักหรอก ตอนลงมายังรู้สึกตัว แต่ลุงช่วยไม่เป็ วิ่งมาตามคนไปช่วยนี่แหละ”
“แต่ฝนตกหนักนะ”ใครบางคนเอ่ยขึ้น
“ไปแล้วช่วยเป็หรือ” ใครบางคนก็เอ่ยเช่นกัน
“คนนะไม่ใช่หมา ถึงเป็หมายังต้องช่วยเลย” นิอระโแข่ง
พศินวิ่งนำออกไปก่อนพร้อมกับลุงยามนิอรกับรวิวารตามไปติดๆ อนุชิตกับท็อปมองหน้ากันเลิกลั่ก ท็อปเอ่ยขึ้น “ไอ้แว่นหรือเปล่าวะ”
“ไปกันเหอะ”อนุชิตไม่ตอบ แต่วิ่งตามไปอีกคน
เด็กบางคนลังเล ยืนหลบฝนใต้ป้อมยามหน้าประตู แล้วเด็กสองสามคนมองหน้ากัน ก่อนจะใช้มือป้องฝนวิ่งตามรุ่นพี่ไปทางตึกร้าง
หน้าตึกร้างเมื่อพศิน นิอรและรวิวารวิ่งไปถึงพร้อมลุงยาม ภาพที่ทุกคนเห็นคือ เด็กผู้ชายคนหนึ่งนอนแผ่หลา แขนงอพับ ขางอบิดไปทางหนึ่ง มีเืไหลออกจากศีรษะปะปนกับน้ำฝนที่นองไปทั่วพื้น เด็กชายไม่ได้สติ
พศินเห็นเด็กชายแล้วใก่อนจะวิ่งเข้าไปแล้วพูดว่า “แว่นๆ นี่พี่เองนะ ทำไมเป็แบบนี้ล่ะลุง”ประโยคหลังหันไปถามลุงยาม
“ไม่รู้สิลุงกำลังเดินมาตรวจดูแถวนี้ก็ได้ยินเสียงอะไรหล่นลงมา”
อนุชิตเขย่าตัวเพื่อน “เฮ้ยไอ้แว่นทำใจดีๆ ไว้”
สายฝนกำลังเทลงมาอย่างหนัก ไม่มีเค้าว่าจะหยุด ลุงยามของเด็กๆ บอกว่าอย่าเขย่าตัวแล้วประคองหัวให้สูง พศินรีบช้อนร่างกำลังจะยกขึ้น อนุชิตเข้าช่วยประคองที่ขา
“เดี๋ยวผมไปเอาแคร่ไม้ไผ่ตรงลานนั่นดีกว่า” ท็อปพูดแข่งกับสายฝนแล้ววิ่งไปทางซุ้มพฤกษศาสตร์ที่อยู่ใต้ตึกร้าง
“วางก่อนดีกว่าเดี๋ยวผมไปช่วยท็อปยกมา” อนุชิตพูด เขาวิ่งตามเพื่อนไป พศินวางหนุ่มน้อยลงแล้วไปช่วยยกเช่นกัน
แคร่มาถึง เด็กหนุ่มทุกคนช่วยกันยกวางบนแคร่แล้วยกแคร่ขึ้น พศินพูดขึ้น “รีบไปที่ป้อมยามก่อน”
นิอรร้อง “ไปโรงพยาบาลเลยไม่ดีหรือ”
“ฝนตกหนักอย่างนี้นะ” รวิวารขัด“จะพาไปได้ไง ฉันไม่คนนึงละ”
ลุงยามหันมองกลุ่มเด็กๆ แกลังเลเล็กน้อยแต่ก็พูดว่า “ลุงว่าไปโรงพยาบาลดีกว่า รีบเถอะ อย่ามัวแต่เถียงกันเลย”
“ไปที่ป้อมก่อนเหอะฝนแบบนี้แว่นมันก็แย่เหมือนกัน” รวิวารบอก
“ทำสักอย่างเถอะอย่ามัวแต่เถียงกัน” พศินพูดแล้วยกแคร่ขึ้น คนอื่นจึงทำตาม
ขณะที่หาบแคร่กึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างทุลักทุเลใกล้จะถึงบริเวณหน้าโรงเรียนใครคนหนึ่งก็พูดขึ้น “มันไม่หายใจแล้วนะ”
เด็กอีกคนที่วิ่งมาช่วยยกร่างวางบนแคร่พูดขึ้นอีกครั้ง “มันนิ่งไปละ” พศินก้มมองแว่นแล้วบอกให้หยุด ก่อนจะจับที่ข้อมือคลำหาชีพจร
แต่ลุงแกไม่สนใจ แกพูดพลางเร่งให้คนยกแคร่รีบเข้า “ลุงว่าจะยังไงก็พาไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ ยิ่งเร็วยิ่งดีนะ”
แว่นหรือนายก่อพงศ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 ถูกหามอยู่หน้าโรงเรียนโบกรถแท็กซี่อยู่หลายนาน หลายคนพูดกันว่ากว่าจะถึงโรงพยาบาลก็สายเสียแล้ว แต่ความจริงแล้วก่อพงศ์เสียชีวิตั้แ่ตกจากตึก ตอนนั้นทุกคนมัวแต่คิดเื่ตายแล้วหรือยังไม่ตาย ไม่มีใครคิดเื่อื่น จนกระทั่งหลังจากนายแพทย์ยืนยันการเสียชีวิตแล้ว ทุกคนยืนเหน็ดเหนื่อยพอๆ กับความใไม่คาดคิดมาก่อนว่าในชีวิตจะได้พบกับการตายอันเกิดต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
พศินพูดครางในลำคอ“ไม่อยากเชื่อเลย”
ขาดคำ อนุชิตก็น้ำตาไหล ท็อปส่งน้ำเสียงสั่นเครือพูดขึ้น“ไอ้แว่นเอ๊ย!”
พศินถามหาเบอร์โทรศัพท์บ้านแว่นอนุชิตบอกไม่รู้ ท็อปเองก็ตอบว่าไม่รู้ พศินซึ่งเป็ญาติกันแท้ๆ ก็ไม่ทราบ
“เราทำยังไงกันดี” พศินว่า
“เดี๋ยวหมอพยาบาลเขาก็คงจัดการกันเอง” รวิวารแทรก
นิอรพูดว่า “แว่นมันไปโผล่บนตึกได้ยังไง เวลาไม่กี่นาที”
ทุกคนมองหน้ากันเหมือนดึงสติให้กลับกันมา
ที่โรงพยาบาลเวลานั้นเอง และท่ามกลางความสงสัยบรรดามีนั้น อนุชิตหันไปพูดกับนิอร เหมือนตอกย้ำความรู้สึกคับข้องใจเ่าั้
“พี่เห็นที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ส่วนผมเห็นบนตึก...”
อนุชิตกับนิอรมองหน้ากัน พศินก็มองทั้งสองคนแต่เนื่องจากเขาไม่ได้อยู่ ณ เวลาที่แว่นปรากฏ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คุยกันเื่อะไรพูดให้ผมเข้าใจหน่อยสิ” พศินถามแล้วหาว
“พี่ง่วงแล้ว เรากับบ้านก่อนเถอะ”
“เราให้พี่ฟังก่อนเถอะ พี่อยากรู้มากกว่า” พศินบอกพลางมองไปยังนิอรด้วย
แต่เวลานี้รวิวารอยากกลับบ้านเต็มที เธอเอ่ยว่า “วิขอกลับบ้านก่อนละกันไม่ไหว อยากอาบน้ำ” พูดจบแล้วก็เดินออกจากกลุ่มไปเสียดื้อๆ
พศินร้องเรียก แต่รวิวารไม่สนใจ พศินวิ่งตามไป รวิวารโบกมือไล่“ถ้าเธอไม่กลับก็เื่ของเธอนะสิน วิว่าเรายุ่งกับเื่นี้มากเกินไปแล้ว”
“รอน้องเขาเล่าก่อนสิ เดี๋ยวค่อยกลับ”
“ไม่ละ” พูดแล้วรวิวารก็กดลิฟต์ลงข้างล่าง พศินเดินกลับมาที่กลุ่มเขาหัวเสียเหมือนกันแต่เก็บอารมณ์ได้ เขาพูดกับอนุชิต“เื่ที่เธอกับนิอรคุยกันเป็ยังไง”
แล้วนิอรกับอนุชิตและท็อปก็ช่วยกันเล่าพศินตั้งอกตั้งใจฟังอย่างสงบ
เขาเอ่ยหลังจากฟังจนจบ “สรุปว่าคนที่ตกลงจากตึกหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ตกจากตึก หรือตั้งใจตกจากตึกเอง คนๆ นี้ชื่อก่อพงศ์ ชื่อที่เพื่อนๆ เรียกคือแว่น นายแว่นที่ตกลงจากตึกคือแว่นที่นิอรยืนยันว่านั่งกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน อนุชิตก็ยืนยันว่าคนที่โบกมือตอบคือนายแว่นคนเดียวกันกับที่นิอรเห็น พูดอย่างนี้ก็แปลว่ามีแว่นสองคนน่ะสิ”
“จะเป็ไปได้ยังไง”ท็อปพูด
“ถ้าแว่นกินก๋วยเตี๋ยวแล้วเดินมาที่ตึก ยังไงก็ต้องผ่านพวกเราที่ยืนออกันหน้าประตู ไม่มีทางอื่นที่จะเข้าโรงเรียนโดยไม่เดินผ่านพวกเรา” อนุชิตบอก
พศินพยักหน้าเห็นด้วย เช่นเดียวกันกับนิอร เธอพูดว่า “แล้วถ้าที่อรเห็น อนุชิตกับท็อปเห็นเป็แว่นทั้งสองคนล่ะ”
“เธอหมายถึงเป็ฝาแฝดหรือ” พศินสงสัย
“ไม่พี่ไอ้แว่นมันมีพี่ชายคนเดียว น้องมันเพิ่งเกิดไม่ถึงหกเดือน ตัวยังกะติ๊ดนิดเดียว” อนุชิตบอก “ไม่เชื่อถามพี่สินสิ เขาเป็ญาติกัน”
พศินพยักหน้ารับ “ลูกพี่ลูกน้องกันพ่อพี่เป็พี่ชายคนโต แม่ของแว่นเป็น้องคนที่สี่ แม่แว่นมีลูกหลง เพิ่งสี่ห้าเดือน”
“หรือว่าฝนตกหนักเรามองไม่เห็นมันเข้าโรงเรียน” ท็อปว่า
“เฮ้ย ฝนตกตอนที่ลุงยามวิ่งมาบอกว่ามีเด็กตกตึกนะ ก่อนหน้านี้ไม่มีฝนแม้แต่เม็ดเดียว” อนุชิตแย้ง
“เราเถียงกันมาอย่างนี้แว่นมันก็ไม่มีทางฟื้น” นิอรขัด
“มันไม่ใช่การเถียงเพื่อเอาชนะกัน มันเป็การเถียงเพื่อหาข้อสรุป” พศินหันไปบอกนิอรที่ดูท่าทางเหน็ดเหนื่อย “เราว่าเื่นี้น่าสนใจ” ราวกับพศินพูดกับตัวเอง “อยากรู้ อย่างน้อยก็สนใจว่าแว่นพลัดตกลงมาเองหรือตั้งใจะโลงมา”
พศินพูดปิดท้าย ก่อนที่วงสนทนาจะแยกย้ายกันกลับบ้าน
เย็นวันรุ่งขึ้นในงานศพของแว่นกลุ่มของพศิน รวิวาร นิอร อนุชิตและท็อปมากัน เพื่อนร่วมห้องแว่นบางคนก็มาด้วยแต่คนก็มากันไม่มาก ่เวลาหนึ่งที่ท็อปเหลือบไปเห็นเลขาฯ ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้าก็หันไปพูดกับอนุชิต
“ผ.อ.ทำไม่มาเองวะส่งแค่พวงหรีดกับเลขาตุ๊ดนั่นมา” ท็อปส่ายศีรษะ
“ลูกคนจนก็แบบนี้”อนุชิตตอบ
พศินได้ยินที่รุ่นน้องพูดเช่นนั้น จึงหันไปพูด “อย่าไปว่าอาจารย์แบบนั้น”
“มีแต่เพื่อนๆ ที่มากันเอง ถ้าอาจารย์ชื่นจิตแกไม่มา คงไม่มีครูมาสักคน”
“ก็ครูแกเป็ครูที่ปรึกษานี่ ไม่มาน่าเกลียดตาย” อนุชิตพูด “พวกเรามันจน คนจนก็แบบ
นี้แหละพี่”
“ไม่ใช่หรอกพี่ว่า” พศินพูดกับน้องๆ “คนเป็ครูก็รักลูกศิษย์ทุกคนเหมือนกันๆ ครูคงติด
ธุระ”
“ตามหลักการน่ะ” อนุชิตพูดย้ำๆหนักว่า “ใช่”
พศินไม่คิดต่อล้อต่อเถียง “นั่นพ่อแม่ของแว่น เราเข้าไปไหว้ดีกว่า” พศินชี้ แล้วออกเดิน
นำน้องๆ เมื่อไปถึงก็ยกมือไหว้พ่อแม่ของแว่นแสดงความเคารพ
ตอนนั้นอาจารย์ชื่นจิตนั่งคุยกับพ่อแม่ของก่อพงศ์อยู่ก่อนแล้ว เด็กๆ ไปถึงก็ยกมือไหว้อาจารย์แล้วหันมาไหว้พ่อไหว้แม่ของแว่น พ่อของแว่นทักทายเด็กๆ ก่อนจะเดินไปทางด้านหน้าศาลารับเพื่อนๆ ของพ่อที่มางานศพลูก
แม่แว่นทักทายพศิน “มากันแล้วหรือ ป้ายังไม่ได้ขอบใจ ที่ช่วยแว่น”
พสินตอบ “น้องผมนะครับ”
แม่แว่นยิ้มเศร้าแล้วหันมาพูดกับเด็กๆ“ขอบใจพวกหนูนะ”
กลุ่มเด็กยืนอย่างสุภาพ
แม่แว่นพูดต่อ “แม่ยังใไม่หาย ขอบใจที่มานะ”
“พวกหนูก็เพื่อนๆ พี่ๆ ของแว่นเขาคะ” นิอรพูด
“แม่ไม่รู้จักพวกหนู ต้องขอโทษด้วย” แม่แว่นพูด “หลังๆ มานี้ งานแม่เยอะ เพิ่งมีน้องให้
เ้าแว่นมัน มันไม่น่าคิดสั้นเลย”
“ตำรวจเค้ายังไม่สรุปนะครับแม่ว่า เื่เป็ไง” พศินบอก
แม่แว่นพยักหน้ารับ แล้วหันหน้าพยักเพยิดไปทางพ่อของแว่นก่อนจะพูดว่า “พ่อมันก็งาน
ยุ่ง” แม่พยายามอธิบาย ก่อนหันไปทางครู“ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยนะคะ ฉันสอนลูกไม่ดีเอง ทำให้อาจารย์ต้องเดือนร้อนไปด้วย”
อาจารย์พูด “คุณแม่อย่าพูดอย่างนี้เลย ถ้าแม่โทษตัวเองคนเป็ครูอย่างดิฉันก็ต้องโทษ
ตัวเองด้วยเหมือนกัน พักหลังนี่ก่อพงศ์เขาดูเนือยๆ แปลกๆ ไปนะคะ” อาจารย์ชื่นจิตกล่าวแล้วจ้องไปยังสายตาแม่ อาจารย์ทราบจากเด็กๆ มาก่อนแล้วว่า ก่อพงศ์เครียดจากเื่ทางบ้าน
“มันบ่นเื่ไม่อยากไปโรงเรียน ถามมันมันก็ไม่บอก” แม่ว่า “คะยั้นคอยอเข้าหน่อยก็ไม่
พูดด้วย เข้าห้องหมกอยู่ในห้องทั้งวันไม่ยอมออก”
“อืมหรือคะ” อาจารย์ชื่นจิตพยักหน้ารับ
“แว่นอยู่ในห้องเล่นเกมหรือเปล่าครับ” พศินมองหน้าอาจารย์เป็เชิงขออนุญาตก่อนจะพูดขึ้นว่า