ท้ายที่สุดสุดจ้าวหยางจื่อก็ไม่ต่อปากต่อคำกับผู้เป็น้องต่อ เพราะยิ่งพูดเขาก็ยิ่งเป็ฝ่ายที่โดนต้อนให้จนมุม พลางหันไปจ้องมองม้าป่าตัวนั้นเพื่อพินิจพิเคราะห์บางอย่าง ั้แ่เขาซื้อมายังไม่ได้ดูแลมันอย่างดีเลย
สังเกตเห็นกีบเท้าขดม้วนของมันยังไม่ถูกจัดการ จ้าวหยางจื่อก็เข้าไปในเรือน คว้าเอามีดเหล็กออกมาเพื่อตัดกีบเท้าส่วนเกินของมัน
เ้าม้าเห็นจ้าวหยางจื่อถือมีดออกมาแล้วเดินตรงมาที่มัน ก็ไม่ใกลัวแต่อย่างใด เพราะสัญชาตญาณของมันััจิตสังหารจากตัวจ้าวหยางจื่อไม่ได้เลยนั่นเอง
“ม้าดี” เห็นเช่นนั้นจ้าวหยางจื่ออดเอ่ยปากชมไม่ได้ จะมีม้าสักกี่ตัวกันที่เชื่องและรู้ความเช่นนี้ หลังจากนั้นเขาก็ไปตัดกีบเท้าส่วนเกินของมันต่อ
ทางด้านหนึ่ง พวกหมูสามตัวสังเกตเห็นจ้าวหยางจื่อกำลังตัดเล็บม้า พวกมันรีบหันหน้าไปอีกทางอย่างเกรงกลัว พลันร้อง อู๊ดๆๆ เป็การใหญ่ว่า มนุษย์ฆ่าสัตว์แล้ว! ฆ่าสัตว์แล้ว!
ทว่าจ้าวหยางจื่อไม่ให้ความสนใจพวกมันอย่างสิ้นเชิง แม้นพวกมันจะเต้นแร้งเต้นกาก็ตามที เพราะในสายตาของเขานั้น สาเหตุที่เขาเลี้ยงพวกหมูไว้ก็เพื่อเป็อาหาร ไม่ใช้เลี้ยงไว้เใช้งานทั้งยังสามารถเป็สหายเหมือนอย่างเช่นพวกม้า พังพอน และงูเห่า..
ด้วยความที่ม้าให้การร่วมมือเป็อย่างดี จ้าวหยางจื่อจึงจัดการเล็บท้าวทั้งสี่ข้างของมันได้อย่างง่ายดาย หนำซ้ำหนึ่งคนหนึ่งม้ายังสนิทสนมกันมากขึ้นอีกด้วย
ท้ายที่สุดด้วยความสงสัยเต็มประดา พวกหมูจึงลอบหันกลับมาดูอย่างนึกสงสัย พอเห็นว่ามนุษย์กับม้าคลอเคลียกันเป็การใหญ่ ก็พลันร้องอู๊ดๆ ว่าโดนมนุษย์หลอกเข้าให้แล้ว! มนุษย์ช่างเชื่อใจยากขึ้นทุกที!
ขณะเดียวกัน ซีซวนที่นั่งอยู่บนแคร่หน้าเรือนมองลงมาเพื่อสังเกตการณ์ราวกับนางพญา พอเห็นว่าพี่ใหญ่ของนางกับเ้าม้าป่าตัวนั้นค่อนข้างสนิทสนมกัน พลางกล่าวพึมพำออกมาเบาๆ
“เว้นม้าไว้ตัวหนึ่งแล้วกัน ส่วนตัวอื่นเลี้ยงไว้เป็อาหารสำรองเช่นเดิม”
ทันใดนั้นเองเมื่อคิดบางอย่างได้จ้าวหยางจื่อก็เดินไปหลังเรือน พอลับตาน้องๆ แล้วเขาก็นำหญ้าออกมาจากมิติย่อยกำหนึ่งแล้วเดินกลับมาที่ม้า
พอเ้าม้าได้กลิ่นของหญ้าจากมิติย่อย มันก็ลุกขึ้นโดยพลันอย่างลืมตัวไปอย่างสิ้นเชิง ว่าก่อนหน้านี้จ้าวหยางจื่อให้มันแสร้งาเ็เอาไว้
จะกล่าวโทษมันฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะหญ้าที่อยู่ในมือของจ้าวหยางจื่อนั้นหอมยั่วยวนอย่างมาก แม้แต่พวกหมูที่อยู่ไกลปกติร้องอู๊ดๆ ไม่หยุด ก็พลางเงียบลงจ้องหญ้าในมือเขาตาเป็มัน
ทว่าซีซวนไม่ให้ความสนใจหญ้าแม้แต่น้อย ในสายตาของนางหญ้าก็คือหญ้า มันกินไม่ได้เสียหน่อย อีกอย่างนางไม่ใช่ม้าใช่ลา ไม่มีทางกินหญ้าเป็อันขาด!
อย่างไรก็ตามพอเ้าม้าเดินมาถึงจ้าวหยางจื่อแล้ว มันก็ยังไม่แย่งกินหญ้าในมือเขาทันที เพราะถ้าจ้าวหยางจื่อยังไม่อนุญาตให้มันกินมันก็จะไม่กิน พลางใช้หัวคลอเคลียออดอ้อนเป็การใหญ่
“เ้าเป็ม้าที่อ้อนเก่งนัก ข้าให้ก็ได้ ทว่าก่อนหน้านั่นเ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไร ข้าบอกให้เ้าแสร้งาเ็!”
ได้ยินเช่นนั้นเ้าม้าก็เดินขากะเผลกอย่างรู้ความ จ้าวหยางจื่อเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิใจ พลางยื่นหญ้าไปให้มันกิน
พอม้าได้รับอนุญาตมันก็ดีใจไม่น้อย พลางกินสวาปามราวกับกลัวใครมาแย่งมัน เพราะทันทีที่หญ้าเข้าปากมันรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า หญ้ากำนี้มีผลคล้ายคลึงกับน้ำพุวิเศษที่มันเคยกิน แม้จะเห็นผลน้อยอย่างมากก็ตาม
ซีซวนที่เห็นเช่นนั้นก็คิดในใจว่า เ้าม้าปัญญาอ่อน..
ทางด้านเ้าหมูสามตัว ลูกหมูที่ตั้งสติได้ก่อนใคร พลางบอกพ่อหมูว่า
“ท่านพ่อ นั่นมันหญ้าจากที่แห่งนั้น!”
“ข้ารู้แล้ว ข้าไม่มีทางลืมหญ้านั้นเป็แน่! เมื่อตอนนั้นหญ้าอยู่แค่เอื้อมเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกินมัน! ช่างน่าโมโหนัก!”
แม่หมูไม่สนใจสิ่งอื่นใด ขณะเดียวกันน้ำลายไหลออกจากปากไม่หยุด
ทันใดนั้นเ้าพังพอนขาวไม่รู้ว่าโผล่มากจากที่ตรงไหน แย่งหญ้าจากปากเ้ามาไปได้ยอดหนึ่ง ก่อนจะยัดเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย
เ้าม้าเห็นเช่นนั้นก็ไม่พอใจพังพอนขาวตัวนี้อย่างมาก พลางรีบกินหญ้าต่อให้หมดค่อยชำระความทีหลัง หลังจากนี้เห็นดีกันแน่เ้าพังพอน!
จ้าวหยางจื่อชื่นชมเ้าม้าป่าตัวนี้มาก มันทั้งเชื่องและนิสัยดีอย่างรู้ความ ราวกับว่ามันคืุ์ด้วยกัน
‘ใช่สิ เรายังไม่มีบังเหียนกันอานม้าเลยนี่! ประเดี๋ยวซื้อเอาในเมืองพรุ่งนี้แล้วกัน..’
..
หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็กลับเข้าไปในเรือน เพื่อเตรียมเครื่องมือสกัดเกลือ ในที่นี้มีทุกอย่างพร้อม ยกเว้นรางเกรอะที่ใช้สำหรับกรองเอาน้ำเกลือ
เมื่อขาดเหลืออะไร จ้าวหยางจื่อก็รีบลงมือทำทันที ขั้นแรกเขากำหนดจุดที่จะใช้สกัดเกลือเสียก่อน พื้นที่หลังเรือนใกล้กับทางลงไปที่แม่น้ำตรงนั้นพอใช้ได้ เอาเป็ตรงนั้นแล้วกัน จากนั้นเขาก็ไปโค่นต้นไม้สองต้นเพื่อนำมันมาทำรางเกรอะใช้กรองน้ำเกลือ
ซีซวนและซีห่าวงุนงงเป็อย่างมากว่าพี่ชายกำลังทำอันใดกันแน่ ทั้งคู่อยากจะช่วยเต็มทีแต่ทว่าก็โดนห้ามเอาไว้ บอกกับทั้งคู่ว่าเก็บแรงไม่รอช่วยเมื่อตอนทุกอย่างพร้อมดีกว่า
จ้าวหยางจื่อทำรางเกรอะกรองน้ำขนาดสองวาเสร็จ ก็เข้าสู่ยามอิ่ว (17:00-18:59 น.) พอดิบพอดีกับที่หานมิ่งเดินออกมาจากป่า
ขณะเดียวกันชาวบ้านตรงสะพานไม้งุนงงเป็อย่างมากว่าเหตุใดหานมิ่งถึงนำดินกลับออกมาจากป่า แทนที่จะเป็สัตว์และสมุนไพร
ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าถามให้มากความเพราะกลัวว่าจะเป็การละลาบละล้วงจนเกินไป มีเื่กับจวนผู้ใหญ่บ้านไม่เป็เื่ดีนั่นเอง
หานมิ่งเดินมาที่เรือนของจ้าวหยางจื่อพร้อมกับตะกร้าสองอันที่เต็มไปด้วยดินเอียด พอวางตะกร้าลงเสร็จเขาก็พูดขึ้นว่า
“วันนี้เอาไปก่อนสองตะกร้า วันถัดไปข้าจะไปนำมาเพิ่มให้อีก”
“นี่ขอรับค่าจ้าง” จ้าวหยางจื่อยื่นเงินจำนวนหนึ่งตำลึงเงินให้กับหานมิ่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทว่าพอหานมิ่งก็รับเอาไว้เขาก็เบาใจลงอย่างมาก
หานมิ่งยกตะกร้าดินเอียดกลับมาก็เหนื่อยเอาเื่เช่นกัน เหนื่อยยิ่งกว่าล่าสัตว์เสียอีก จะไม่รับค่าจ้างเลยมันก็กระไรอยู่ ถ้าทำเช่นนั้นจ้าวหยางจื่อจะไม่ใช้เขาเป็ทาสไปเลยหรือ?
พอหานมิ่งกลับไปแล้ว ซีซวนและซีห่าวต่างจ้องมองดินเอียดในตะกร้าอย่างนึกสงสัย
“ดินนี่คืออะไรหรือขอรับ/เ้าค่ะ”
“อย่าพูดเสียงดังไป ประเดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” จ้าวหยางจื่อหันซ้ายแลขวามีท่าทีลับๆ ล่อๆ
กิริยาของเขาชวนให้น้องทั้งสองคนสงสัยมากขึ้นไปอีก ที่อยู่ในตะกร้ามันก็แค่ดินไม่ใช่หรือ? มันไม่ใช่ทองคำเสียหน่อยจะกลัวคนอื่นรู้ขนาดนั้นไปทำไม!?
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel