บทที่ 9 อุ๊ย! เ้าก็มีสมองเหมือนกัน
ณ ตระกูลจ้าว ร่างสี่ร่างควบม้าฝุ่นตลบออกจากประตูใหญ่มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเล็กชายป่าอสูรด้วยความเร่งรีบจ้าวหลิงหลานนำหน้าอย่างสง่างาม ใบหน้าของนางเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นดวงตาเปล่งประกายดุจเปลวไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง ข้าง ๆ นางคือจ้าวตี้ที่คอยควบม้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพลางคอยชำเลืองมองนางเป็ระยะด้วยความหวั่นเกรงส่วนด้านหลังคือผู้คุ้มกันระดับปราณรวมจิตขั้นกลางสองคนที่คอยรักษาระยะอย่างระมัดระวัง
“แน่ใจหรือว่ามันจะผ่านหมู่บ้านนี้?” จ้าวหลิงหลานเอ่ยเสียงเย็น ขณะสายตาของนางกวาดมองเส้นทางเบื้องหน้า
จ้าวตี้รีบตอบด้วยน้ำเสียงประจบ “ข้ามั่นใจขอรับคุณหนูจ้าวหลินเคยศึกษาเส้นทางป่าอสูรอย่างละเอียดมันต้องผ่านหมู่บ้านเล็กแห่งนี้เพื่อหาเสบียงก่อนเข้าไปแน่ ๆ ขอรับ!”
จ้าวหลิงหลานพยักหน้าเบา ๆ แต่สีหน้าของนางยังคงไม่เปลี่ยน“ถ้าเ้ากล้าหลอกข้า เ้ารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
จ้าวตี้กลืนน้ำลายฝืด ๆ พลางก้มศีรษะ “ข้าบริสุทธิ์ใจขอรับคุณหนู!”
หลังจากเดินทางเกือบครึ่งวัน ทั้งสี่ก็มาถึงหมู่บ้านเล็กชายป่าอสูรหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มลึกโอบล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่ปลายยอดปกคลุมฟ้าจนเกือบมืดมัว บรรยากาศเงียบสงบแต่ก็แฝงไปด้วยความลึกลับและความหวาดระแวง
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาพากันหยุดมองอย่างหวาดกลัวเมื่อเห็นขบวนคนจากตระกูลจ้าวโดยเฉพาะจ้าวหลิงหลานที่แผ่รังสีเย็นเยียบออกมาอย่างชัดเจนนางะโลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามก่อนจะหันไปเอ่ยกับผู้คุ้มกันสองคน
“สำรวจรอบ ๆ หมู่บ้าน อย่าให้มันเล็ดรอดสายตาไปได้”เสียงของนางหนักแน่นและทรงอำนาจทำให้ผู้คุ้มกันรีบโค้งศีรษะรับคำสั่งก่อนแยกย้ายออกไปทันที
จ้าวหลิงหลานเดินตรงไปยังลานกลางหมู่บ้านที่มีบ่อน้ำเก่าอยู่ตรงกลางนางยืนมองไปรอบ ๆ ราวกับนักล่าที่กำลังเตรียมดักเหยื่อ จ้าวตี้รีบตามหลังมาด้วยท่าทางที่เกร็งไปทั้งตัวก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง “คุณหนู ข้าคิดว่าจ้าวหลินคงมาถึงที่นี่ในไม่ช้าขอให้ท่านวางใจ”
จ้าวหลิงหลานปรายตามองจ้าวตี้พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ“หวังว่าเ้าจะพูดถูก เพราะถ้ามันไม่มาที่นี่ เ้าเองก็คงไม่ต้องกลับไปเหมือนกัน”
คำพูดนั้นทำให้จ้าวตี้รู้สึกเหมือนเืในร่างกายแข็งตัวไปชั่วขณะแต่เขาทำได้เพียงก้มหน้ารับคำขณะที่ในใจสาปแช่งตัวเองที่ต้องมาติดอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านแนวต้นไม้หนาทึบของป่าอสูรหมอกบางลอยอ้อยอิ่งตามสายลมเย็นะเืเสียงสัตว์ป่าแว่วมากับสายลมคล้ายเป็สัญญาณบอกว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
จ้าวหลิน หลานซูเหยียน และเซี่ยเหมยหลินเดินลึกออกจากเขตถ้ำที่พวกเขาหลบพักตลอดคืนที่ผ่านมาทั้งสามคนเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่จ้าวหลินกำหนดท่ามกลางป่าทึบและเสียงอสูรที่แว่วมาเป็ระยะ พวกเขาระมัดระวังตลอดการเดินทาง
"อีกกี่วันเราจะพ้นจากป่าอสูร?" เซี่ยเหมยหลินเอ่ยถามเสียงเบา นางมีสีหน้าคล้ายเหนื่อยล้าเล็กน้อยแต่ยังคงมีจิตใจฮึกเหิม
จ้าวหลินหันมามองก่อนกล่าวเรียบๆ"หากเราเดินไปตามเส้นทางนี้โดยเลี่ยงเขตอสูรระดับสูงใช้เวลาประมาณห้าวันก็จะถึงหมู่บ้านใกล้ชายป่า"
"ห้าวันงั้นหรือ..."หลานซูเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรับรู้ได้ว่าพื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยอสูรร้ายการเดินทางแม้จะไม่ยาวนานนัก แต่ก็คงไม่ง่ายดายนัก
การเดินทางดำเนินไปอย่างราบรื่นจ้าวหลินเดินนำโดยอาศัยสัญชาตญาณและประสบการณ์ของเขาในการหาทางออกจากป่าเขาพยายามเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่หลานซูเหยียนและเซี่ยเหมยหลินคอยเฝ้าระวังโดยรอบ
แม้จะเป็่กลางวันแต่ป่าอสูรก็ยังคงมืดครึ้มจากแนวต้นไม้สูงใหญ่ที่บดบังแสงแดดอากาศเย็นเยือกชวนให้รู้สึกอึดอัดและเสียงอสูรคำรามอยู่ลึกเข้าไปทำให้บรรยากาศเคร่งเครียด
"พวกเราพักตรงนี้สักครู่" จ้าวหลินกล่าวพร้อมชี้ไปยังพื้นที่โล่งขนาดเล็กที่อยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่
หลานซูเหยียนนั่งลงพลางดื่มน้ำจากกระบอกไม้ไผ่นางพิจารณามองจ้าวหลินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น"เ้าดูเหมือนคุ้นเคยกับป่านี้ดีนะ"
จ้าวหลินยิ้มบางๆ"ก็แค่ใช้หัวคิดและสังเกตสิ่งรอบตัวให้เป็"
รุ่งเช้าของวันที่ห้า พวกเขามาถึงเขตชายป่าที่ต้นไม้เริ่มโปร่งขึ้นและแสงแดดสามารถส่องลงมาถึงพื้นดิน
เมื่อเดินออกจากแนวป่า ทิวทัศน์ของหมู่บ้านเล็กๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าบ้านไม้เรียงรายอยู่ไม่ไกล มีไร่นาและทุ่งหญ้าอยู่โดยรอบ
"ในที่สุด..." เซี่ยเหมยหลินกล่าวอย่างโล่งอก
แต่ในขณะที่พวกเขาเดินเข้าใกล้หมู่บ้านมากขึ้นจ้าวหลินกลับชะงักฝีเท้าดวงตาของเขาเป็ประกายเย็นเยียบขณะจับจ้องไปยังบางสิ่งเบื้องหน้า
"มีคนรออยู่" เขากล่าวเสียงเรียบ
หลานซูเหยียนขมวดคิ้ว "หมายความว่ายังไง?"
จ้าวหลินยิ้มบางๆ แต่ั์ตาแฝงความคมกล้า "ดูเหมือนเราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญอยู่ในหมู่บ้านนี้"
ลานซูเหยียนขมวดคิ้ว นางหันมองรอบกายอย่างระแวดระวังก่อนจะเอ่ยเสียงแ่ “เ้ามั่นใจหรือ?”
จ้าวหลินพยักหน้าเล็กน้อย สายตาของเขากวาดมองไปยังซอกมุมต่าง ๆของหมู่บ้าน ดวงตาสีนิลเป็ประกายคมกริบ เขารับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่แฝงตัวอยู่แม้มันจะถูกปกปิดอย่างดี แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการรับรู้ของเขาไปได้
เซี่ยเหมยที่ยืนข้างหลังหลานซูเหยียนก็ััได้ถึงความผิดปกตินางกระชับดาบที่สะพายอยู่ด้านหลังแน่น ก่อนจะกระซิบถาม “เป็ไปได้ไหมว่าพวกมันมาดักรอใครสักคน?”
จ้าวหลินหัวเราะเบา ๆ “ถ้าพูดให้ถูกก็คือ... พวกมันกำลังรอ ‘ข้า’อยู่”
คำพูดของจ้าวหลินทำให้หลานซูเหยียนกับเซี่ยเหมยตื่นตัวขึ้นมาทันทีหลานซูเหยียนขยับมือไปแตะด้ามกระบี่ของตนส่วนเซี่ยเหมยก็ถอยหลังเล็กน้อยเพื่อหามุมที่เหมาะสมหากต้องต่อสู้
“ข้าควรแปลกใจไหม?” หลานซูเหยียนถามเสียงเรียบ
“ไม่ต้องแปลกใจ” จ้าวหลินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย“เพราะข้าเองก็รู้ว่า พวกมันต้องมาดักรอแบบนี้อยู่แล้ว”
หลานซูเหยียนเลิกคิ้ว “แล้วเ้ามีแผนยังไง?”
จ้าวหลินเหลือบมองท้องฟ้ายามเย็นก่อนจะกล่าว“พวกมันคิดว่าข้าเป็เพียงลูกขยะของตระกูลจ้าวที่รอดตายจากพิษมาได้โดยบังเอิญแต่พวกมันไม่รู้ว่า ตอนนี้ข้าไม่ใช่จ้าวหลินคนเดิมอีกต่อไปแล้ว”
เสียงลมพัดผ่านต้นไม้เกิดเสียงแ่เบากลิ่นไอดินจากฝนตกเมื่อวันก่อนยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศทุกอย่างดูเงียบสงบเกินไป... ราวกับพายุที่กำลังจะก่อตัว
“พวกมันกำลังรอให้เราติดกับ” จ้าวหลินเอ่ยเสียงต่ำ“แต่ข้าว่า... เรามาเป็ฝ่ายล่าแทนดีกว่า”
หลานซูเหยียนยิ้มบาง ั์ตาของนางเปล่งประกายด้วยความสนใจ“ฟังดูน่าสนุก... บอกมาเถอะ ว่าข้าต้องทำอะไร”
“ไม่มีอะไรมาก เดี๋ยวข้าจะเข้าไปในหมู่บ้านก่อนเมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นพวกเ้าสองคนค่อยเข้าร่วมการต่อสู้ค่อยเข้าร่วมการต่อสู้ หาดพวกเ้าเข้าไปพร้อมกับข้าพวกนั้นอาจจะไม่ปรากฏตัว”ทั้งสองคนได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ
พูดจบ เขาก็ปรับสีหน้าให้เป็ปกติ เดินตรงไปยังหมู่บ้านอย่างมั่นคงไม่แสดงพิรุธแม้แต่น้อยท่าทางของเขาดูเหมือนเป็เพียงนักเดินทางที่กลับมาหลังจากออกไปท่องป่าอสูรหลายวัน
ขณะที่เขาก้าวเข้าไป สายตาหลายคู่จากเงามืดเริ่มจับจ้องมายังเขาบางคนซ่อนตัวอยู่ตามซอกอาคารเก่าๆ บางคนแฝงตัวอยู่ในฝูงชน ดูเผินๆพวกมันไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป แต่จ้าวหลินััได้ถึงกลิ่นอายสังหารที่ปะปนอยู่
“เตรียมพร้อมจะลงมือสินะ...”
จ้าวหลินกวาดตามองรอบๆ พลางสังเกตทางหนีทีไล่ อย่างที่เขาคาดไว้พวกมันคงไม่ลงมือทันที ้าให้เขาเดินลึกเข้าไปก่อนจะปิดล้อมอย่างสมบูรณ์
"งั้นก็ได้"
จ้าวหลินแสร้งทำเป็เดินเข้าไปหาโรงเตี๊ยมในหมู่บ้านก่อนจะนั่งลงตรงโต๊ะมุมหนึ่ง สั่งอาหารและน้ำชาอย่างใจเย็น
บรรยากาศรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย บรรดานักเดินทางคนอื่นๆเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของคนบางกลุ่มที่แฝงตัวอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
ไม่นานนัก เงาร่างหนึ่งก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยม
เป็จ้าวหลิงหลาน
นางสวมชุดสีฟ้าเข้ม ดวงตาเ็า และมุมปากมีรอยยิ้มจางๆ ที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่า
"ข้าเดาไว้อยู่แล้ว ว่าเ้าจะมาที่นี่"นางเอ่ยเสียงเรียบ
จ้าวหลินยิ้มบาง "งั้นหรือ? ข้าเองก็คาดไว้แล้วว่าพวกเ้าคงรออยู่"
"หึ เ้ายังปากดีเหมือนเดิม"จ้าวหลิงหลานก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับจ้าวตี้และผู้คุ้มกันอีกสองคน
โรงเตี๊ยมทั้งหลังเงียบกริบทุกคนต่างััได้ถึงความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอย่างช้าๆ
จ้าวหลินเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาฉายแววสนุกสนาน"ข้าคิดว่าพวกเ้าคงไม่มาชวนข้าดื่มน้ำชาหรอกนะ"
จ้าวหลิงหลานหัวเราะเบาๆ ก่อนกระซิบเสียงเย็น
"แน่นอน... เพราะเ้าจะไม่มีโอกาสได้ดื่มมัน"
รอยยิ้มของจ้าวหลินยังไม่ทันจางหายร่างของเขาก็เคลื่อนออกจากเก้าอี้ในพริบตา!
ปัง!
เสียงะเิของพลังปราณดังกึกก้องขาเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่แตกเป็เสี่ยง ๆแรงลมจากการเคลื่อนที่ของเขากระแทกใส่โต๊ะโดยรอบจนพังพินาศเศษไม้กระเด็นไปทั่วโรงเตี๊ยม
"ระวัง!"
หนึ่งในผู้คุ้มกันของจ้าวหลิงหลานะโเตือน แต่ไม่ทันแล้ว—
หมัดของจ้าวหลินซัดเข้าใส่หน้าอกของชายคนนั้นเต็มแรง!
ตูม!
ร่างของชายคนนั้นกระเด็นทะลุกำแพงโรงเตี๊ยมออกไปเืพุ่งกระจายก่อนจะร่วงลงไปนอนแน่นิ่งอยู่นอกอาคาร
จ้าวหลิงหลานเบิกตากว้าง นางไม่คิดว่าจ้าวหลินจะลงมือก่อนและที่สำคัญ—
พลังของเขารุนแรงเกินไป!
"ฆ่ามันซะ!" นางะโสั่งทันที
ผู้คุ้มกันที่เหลืออีกคนพุ่งเข้าหาจ้าวหลินพร้อมกับชักดาบออกจากฝักฟาดใส่จ้าวหลินด้วยความเร็วสูง
แต่—
ฉัวะ!
ก่อนที่ดาบจะถึงตัว จ้าวหลินพลิกมือ คว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ แล้วบิดอย่างแรง!
กร๊อบ!
"อ๊ากกก!" เสียงกรีดร้องดังลั่นข้อมือของชายคนนั้นบิดผิดรูป ดาบร่วงลงพื้น
จ้าวหลินไม่ได้หยุดแค่นั้น—เขาใช้มืออีกข้างชกเข้าไปที่ลำคอของอีกฝ่าย
ผัวะ!
ร่างของชายคนนั้นทรุดลงไปกองกับพื้น ชักกระตุกอย่างไร้เรี่ยวแรง
เมื่อจัดการเสร็จจ้าวหลินก็กลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมพร้อมกับนั่งจิบชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เอายังไงต่อดีล่ะ คุณหนูจ้าวหลิงหลาน” จ้าวหลินหัวเราะเบาๆพร้อมเอ่ยขึ้น
“ได้ยังไง เ้าทำได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเ้าไม่สามารถบ่มเพาะได้แล้วนิข้าไม่เชื่อยังไงเ้าก็ไม่มีทางเหนือกว่าข้า” พูดเสร็จนางชักกระบี่ขึ้นแล้วส่งพลังปราณไปในกระบี่ พุงตรงไปที่จ้าวหลิน
“ตายซะ!” นางคำรามเสียงดังพร้อมกับแทงกระบี่ไปที่จ้าวหลิน
ด้านจ้าวหลินกำลังจิบชาอยู่ ก็โยกหลบเบาๆแล้วกระแทกหมัดเบาๆไปที่หน้าอกของจ้าวหลิงหลานจนไปอัดกับฝาผนังจนนางกระอักเืออกมา
“อุ้ย! รับความจริงไม่ได้หรือ คุณหนู ฮ่าๆ” จ้าวหลินกล่าวขึ้นราวกับจ้าวหลิงหลานเป็ตัวตลก
เมื่อกล่าวจบเขาก็เดินไปหาจ้าวหลิงหลาน จ้าวหลิงหลานเห็นเช่นนั้นก็เริ่มเกิดอาการกลัวนางหันไปหาจ้าวตี้ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ แล้วะโขึ้น “จ้าวตี้! เ้าทำบ้าอะไรอยู่รีบมาช่วยข้าเร็ว”
จ้าวตี้ที่ยืนดูอยู่นั้นเมื่อได้ยินจ้าวหลิงหลานะโเรียก เขาก็รีบเดินเข้ามาที่ด้านหลังของจ้าวหลินประสานมือแล้วโค้งตัวเล็กน้อย “คาราวะคุณชาย”
จ้าวหลินที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มบางออกมาแล้วกล่าวขึ้น “พ่อบ้านจ้าวเื่ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านแล้วที่มำงานเป็อย่างหนัก ฮะฮ่า” หลังจากนั้นเขาหยิบสมุนไพรระดับสี่มากสองสามชนิดแล้วยื่นให้จ้าวตี้“นี่เป็รางวัลของท่าน ตามที่ตกลงไว้ ส่วนเื่ทักษะกับวิธีใช้สมุนไพรข้าจะบอกท่านเมื่อถึงตระกูลแล้ว” จ้าวตี้หลังจากรับสมุนไพรแล้วก็กล่าวขึ้น “ขอบคุณขอรับคุณชาย”ภายในใจจ้าวตี้เองเขาก็ตกตลึงกับฝีมือของจ้าวหลิน แต่เขาแสร้งเก็บอาการไว้
“ฮ๊ากก! พวกเ้าวางแผนกันไว้ั้แ่แรกแล้ว” จ้าวหลิงหลานกรี๊ดร้องออกมาด้วยความโกรธ
“อุ๊ย! เ้าเองก็มีสมองเหมือนกันนี่เอาละเรามาจบเื่นี้กันเถอะ” จ้าวหลินพูดพลางชัดมีดสั้นเข้าหาจ้าวหลิงหลาน
จ้าวหลิงหลานเห็นเช่นนั้นนางเริ่มตัวสันด้วยความหวาดกลัว“ไม่ เ้าจะสังหารข้าไม่ได้ หากท่านแม่ข้าทราบจะต้องฆ่าเ้าแน่”แต่จ้าวหลินเหมือนคนหูหนวก ยังเดินเข้าไปเรื่อยๆจน ถึงตัวจ้าวหลิงหลาน เขาเอามีดทาบไปที่คอของจ้าวหลิงหลาน
“ไม่ไม่ อย่าฆ่าข้าข้ามีความลับจะบอก” จ้าวหลิงหลานรีบกล่าวด้วยความร้อนรน