บทที่ 13
มินตราสะดุ้งตื่นขึ้นจากเสียงปลุก หญิงสาวงัวเงีย เธอพยายามปรับโฟกัสว่าใครที่กำลังปลุกเธอ แม็กซ์หยิบปืนออกมาจากสีข้าง สีหน้าของเธอไม่สู้ดีนัก เหมือนว่ามีอันตรายอยู่ใกล้ๆ หล่อนเร่งเร้าให้เธอตื่นขึ้น
“มิน รีบหยิบปืน ตอนนี้ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว”
“มีอะไรเหรอ” หญิงสาวถามด้วยคามแปลกใจ
“ฉันเห็นสายตรวจ พวกนั้นเรียกคนในองค์กรให้ออกไปรวมตัวกัน ฉันคิดว่าพวกมันกำลังตาล่าตัวเธออยู่ เขารู้แล้วว่าเธออยู่ที่นี่” แม็กซ์หยิบปืนส่งมาให้เธอหนึ่งกระบอก
“ใคร ใครรู้”
“ฉันจะอธิบายให้เธอฟังทีหลัง ออกไป ตอนนี้เราต้องหนีแล้ว” เสียงหวอดดังขึ้นเพื่อเรียกทุกคนไปรวมตัวกัน สายตรวจพวกนั้นกำลงตามหาตัวเธออยู่สาเหตุเกิดจากอะไร เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มินตราลุกขึ้นไปหยิบเสื้อขึ้นมาสวมอำพรางตัวตามที่แม็กซ์สั่ง แม็กซ์หยิบอาวุธปืนเล็กๆ ยื่นให้เธอพร้อมกับมีดสั้นไว้ป้องกันตัว
“ออกทางหน้าต่าง” แม็กซ์กระซิบและชี้ไปที่หน้าต่างบานเล็กที่อยู่ถัดจากเตียงนอน หญิงสาวพยักหน้า ทั้งสองคนค่อยๆ ลอดตัวออกไป มินตรารู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวรอบตัว ตอนนี้ทุกคนกำลังชุลมุน หญิงสาวแอบเห็นว่ามีชายฉกรรจ์หลายคนสวมชุดดำถือกระบอกปืนเดินวกไปวนมากหลายคนด้วยกัน มีสายตรวจกำลังตามหาเธออยู่ เป็จริงอย่างที่เคนพูดไว้เมื่อวันก่อนว่าตอนนี้องค์กรอิสระไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ทันทีที่ออกจากบ้านพักได้ พวกเธอก็วิ่งและวิ่งออกมาจนเกือบสุดทางเดิน มินตราและแม็กซ์พยายามให้เท้าแตะพื้นให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ หญิงสาวมองสองฝั่งด้านข้างเห็นว่าไฟถูกเปิดสว่างจ้าจนมองเห็นได้ทุกอย่าง ยกเว้นทางลับที่แม็กซ์เป็คนพาเธอวิ่งออกมา มันมืดพอที่จะไม่เห็นอะไรถ้าไม่ได้จับจ้องให้ดี แม็กซ์วิ่งมาจนถึงโรงอาหารที่ปิดประตูแ่า มีเครื่องสแกนนิ้วมืออยู่ด้านของ เธอกดรหัส ห้า สี่ สี่ เจ็ด และวางนิ้วหัวแม่มือบนแท่นสแกน ทันใดนั้นเองประตูก็ค่อยๆ เปิด
“มีประตูลับลงอุโมงค์ ทางออกไปชายหาดทางสามนาฬิกา” แม็กซ์พูดเสียงกระซิบ มินตราจับแขนแม็กซ์ไว้และหยุดเดิน
“แล้วเคนล่ะ” เธอไม่เห็นเขาั้แ่ตื่นนอน เธออยากรู้ว่าเขาหายไปไหน เคนควรที่จะอยู่กับเธอในเวลาแบบนี้ ก่อนที่เธอจะหลับเขายังกอดเธอไว้อยู่เลย
“เขาต้องรีบไปเก็บข้อมูล เคนรู้ตัวก่อนที่พวกสายตรวจจะลงมาไม่ถึงห้านาที”
องค์กรอิสระมีข้อมูลลับที่รั่วไหลไม่ได้ เคนเคยบอกว่าพวกเขาต้องเปลี่ยนรหัสผ่านเกือบทุกอาทิตย์เพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูล มินตราเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อคิดถึงอันตรายที่ใกล้จะมาถึง ทำไมเธอถึงรู้สึกเป็ห่วงเขานะ
“แล้ว-“ หญิงสาวตั้งใจจะถามว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่มีเสียงหนึ่งะโขึ้นจากด้านหลัง
“เฮ!”
ทั้งสองหันขวับกลับไปพบว่ามีชายสองคนกำลังเดินมาทางนี้ โชคดีที่ไฟไม่แสงมากพอที่จะสองเห็นใบหน้าของพวกเธอ มินตราขยับกายให้เข้าไปข้างในให้มากที่สุด
“พวกเธอมาทำอะไรที่นี่ ทำไมไม่ไปรวมตัวกันข้างใน” หนึ่งในชายทั้งสองคนพูดขึ้นเขาหัวล้านและมีรอยสักถึงต้นคอ มินตราตัวเกร็งเล็กน้อยเมื่อเห็นปืนในมือของเขา
“พวกเราแค่หิว ว่าจะมาหาอะไรกิน”
“กินบ้าอะไรดึกแบบนี้” ชายผู้มีผมเอ่ยขึ้น “ ...เฮแล้วผูหญิงคนนั้นน่ะ ทำไมไปหลบอยู่แบบนั้น” เขาเห็นว่ามินตราซุกตัวอยู่ด้านหลังของแม็กซ์ มินตราตัวแข็งทื่อมือไม้สั่นเมื่อเขาเอ่ยเรียก แม็กซ์เห็นท่าไม่ดี เธอจึงรีบหาคำแก้ตัวกลบเกลื่อน
“อ่อ ... เพื่อนฉันเขาอายน่ะ พึ่งไปเสริมคางมาหน้าบวมเป่งเลย เขายังไม่อยากให้ใครเห็น”
ชายที่มีผมขมวดคิ้ว มินตรากระชับผ้าคลุมแน่น เธอยกมันขึ้นมาปิดให้ถึงใต้จมูก ชายฉกรรจ์ผมดำจึงยกปืนขึ้นเล็กน้อย แม็กซ์หันมามองแล้วเตรียมจับมีดสั้นของตนเอง
“ขอดูหน้าหน่อยสิ”
“ไม่ได้หรอกพี่ชาย เพื่อนฉันเขาอายนะ”
“นิดๆ หน่อยๆ น่า ฉันแค่ไม่อยากทำงานพลาด” แม็กซ์หันกลับไปกระซิบเธอแบบไม่ให้พวกนั้นสังเกตเห็นมากนัก
“เตรียมวิ่งนะ” นั่นถือเป็ความคิดที่แย่เอามากๆ แต่ไม่มีทางอื่นที่จะดีกว่านี้อีกแล้ว
“จะดูหน้าไปทำไมกัน บอกฉันหน่อยสิ” แม็กซ์พยายามเบี่ยงประเด็นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หญิงสาวกำมือไว้ด้านหลังเพื่อรอส่งสัญญาณ
“เผอิญว่ามีคุณหนูหลงทางมาที่นี่ พวกฉันแค่มาทำหน้าที่พาหล่อนกลับบ้าน” พาเธอไปฆ่าต่างหาก พวกมันต่อคำสุดท้ายไว้ในใจ มินตรามองอย่างรู้ทัน เธอรู้ว่าพวกมันไม่เชื่อเื่ที่แม็กซ์กุขึ้น แต่จะให้ทำอย่างไรตอนนี้เธอยังคิดหาทางหนีทีไร่ไม่ออก
“อ่อ งั้นเหรอ” แม็กซ์ เอ่ยเสียงแข็งหญิงสาวยิ้มหัวเราะอย่างมีเลศนัย พวกมันจำพิรุธได้ เื่หนึ่งที่แม็กซ์ทำไม่เก่งเลยคือการโกหก
“ยิ้มอะไร”
“เปล่า” เธอพูด สีหน้าไม่ได้ลนลานแต่อย่างใด แต่กำลังคิดหาวิธีเตรียมพร้อมจะอัดไอ้สองตัวนี่
“ขำบ้าอะไร นังนี่” ชายหัวล้ายกปืนขึ้นมา เขาเล็งมาที่แม็กซ์ก่อนที่มือจะถูกมีดเสียบเสียมิด้าม เสียงร้อง โหยหวน ของมันทำให้ชายอีกคนยกปืนขึ้นยิงหล่อน แม็กซ์อาศัยจังหวะนั้นตีลังกาหลบะุ เสียงของะุที่ดังขึ้นเรียกความสนใจจากสายตรวจคนอื่นๆ พวกมันกำลังกรูกันเข้ามา
“ไป!” แม็กซ์หันมาหาเธอ หญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าออกวิ่งไปทางที่แม็กซ์เคยบอก สานาฬิกาคือทางขวา ระหว่างที่เธอวิ่งก็คิดหาทางเข้าอุโมงค์ว่ามันอยู่ตรงไหน ในห้องโถงนี้ไม่มีป้ายบอกสักอัน หรือแม้แต่ช่องที่พอจะลอดตัวออกไปได้ ไม่มีหน้าต่างหรืออะไรเลย สามนาฬิกาที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปมันคือห้องครัว มินตราเร่งฝีเท้าเป็สองเท่าเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกสองนัด เธอหันขวับกลับไปดูพบว่าแม็กซ์เป็คนยิง ทั้งสองคนล้มลงไปแล้ว แต่มีพวกของมันเหลืออีกเป็โขยงกำลังไล่ล่าตามมา แม็กซ์คว้าปืนกระบอกใหญ่ออกจากมือของสายตรวจก่อนจะหันกลับมา ในตอนนั้นมินตราก็ละสายตาออกจากแม็กซ์เป็ที่เรียบร้อยแล้ว เธอมุ่งหน้าสู่ห้องครัว กลิ่นของอาหารที่หลงเหลืออยู่ยังคงฟุ้งอยู่ทั่วไปหมดไปทั้งห้อง มินตราหยุดกึกเมื่อมองเห็นทางตัน แล้วไหนล่ะอุโมงค์ที่ว่า มินตราเหลือบเห็นปืนที่กำลังจ่อมาจากทางกด้านนอกของหน้าต่าง หญิงสาวกรีดร้องแล้วก้มลงหลบห่าะุที่สาดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งแม็กซ์เข้ามาทันเวลาพอดี หล่อนยิงไอ้ที่เพิ่งกราดยิงเธอเมื่อครู่หมอบราบคาบกลายเป็ศพไปแล้ว แม็กซ์วิ่งไปอีกด้านของตู้เย็นพร้อมกับทำท่าจะผลักมันออกจากกำแพง
“ช่วยหน่อย” เธอบอก
แม็กซ์ดันเ้าตู้เย็นที่หนักเป็ตันให้พ้นออกจากรัศมีกำแพงหนา มินตราเร่งมือเข้าไปช่วย แต่มันทั้งหนักและแข็งแรงมากจนแขนเธอแทบทรุด ไม่นานตู้เย็นถูกพังล้มลงมีประตูกลอยู่ติดกำแพง หล่อนกดรหัสเดิมอีกครั้งก่อนที่มันจะเข้ารหัสและสามารถดันออกไปได้
“ไป!” ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเป็สิบคู่จากด้านหลังแม็กซ์ก็ผลักเธอให้เข้าไปข้างใน มันเป็บันไดใช้ไต่ลงไปในท่ออุโมงค์ปล่อยน้ำขนาดั์ มินตราไม่สนใจบันได เธอะโลงไปบนพื้นที่ห่างเกือบสองเมตร ขาของเธอกระทบกับพื้นอย่างปลอดภัย มินตรามีสกิลด้านการะโลงมาจากที่สูงสมัยเด็กๆ ชอบหนีพ่อไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนสมัยมัธยมและมักจะถูกจับได้ั้แ่ยังไม่ออกจากบ้าน แม็กซ์ะโลงมาเช่นกัน อุโมงค์ลับนี้เธอไม่รู้ว่ามีมาั้แ่เมื่อไหร่ บ้านพักของเธอแปรสภาพเป็องค์กรขนาดใหญ่จนแทบจำไม่ได้เลย
มินตราเห็นเรือเร็วจอดไรออยู่ไม่ไกล พวกเธอทั้งคู่จึงรีบวิ่งขึ้นไปบนเรือ
“เธอขับ” แม็กซ์พูด
“ฉันขับเรือไม่เป็นะ”
“ใครๆ ก็มีครั้งแรกกันทั้งนั้นแหล่ะ” แม็กซ์ไม่สนใจ มินตรากรอกตาเมื่อรู้ว่าครั้งแรกของการขับเรือคือการหนีพวกสายตรวจ ช่างเป็เื่น่าสนุกเสียที่ไหนเหลือเกิน แม็กซ์สตาร์ทเครื่องยนต์ให้กับเธอ ส่วนมินตราก็เป็คนบังคับพวงมาลัย เรือออกตัวจนเรียกว่ากระชากก็ว่าได้หญิงสาวแทบหงายหลังเมื่อเรือกระชากตัวออกไป มีพวกสายตรวจะโลงมาแล้วเห็นว่าพวกเธอกำลังหนี พวกนั้นยกผืนขึ้นมายิง มินตราจึงเร่งความเร็วเป็สองเท่าพวกนั้นเล็งปืนบรรจุะุเต็มแม็กซ์มาทางเรือ แม็กซ์ให้ปืนจากที่ขโมยมากราดหญิงใส่พวกมัน และเพราะไม่มีที่หลบพวกนั้นจึงถูกะุจากปลายกระบอกปืนสาดใส่จนไม่เหลือซาก
มินตราไม่ได้หันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงสาวมุ่งหน้าขับเรือเล็กเพื่อออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดทันทีที่ออกมาเจอกับผืนน้ำที่กว้างใหญ่ มินตราเหลียวหลังและหันไปมองเรืออีกคันที่ไล่ตามมาติดๆ ตอนแรกเธอใมาก เกรงว่าจะเป็พวกมัน แต่พอไปเห็นชุดขององค์กรอิสระที่พวกเขาสวมใส่และมีใครบางคนคุ้นตานั่งอยู่ขอบเรือด้านหลังจึงทำให้เธอโล่งใจ นั่นคือเรือเล็กของเทพทัศและเคน ทั้งสองขับตีคู่กันออกมา เคนะโจากเรือเล็กลำนั้นมาที่เรือของเธอและบอกให้แม็กซ์เปลี่ยนไปนั่งบนเรือของเทพทัศแทน
“พวกมันเห็นเธอแล้ว” แม็กซ์บอกเมื่อเขาะโลงมาจากเรือ ชายหนุ่มสถบแบบที่เธอไม่ได้ยิน สีหน้าของเขาดูหัวเสียมากกับเื่นี้
“นายเอาไงต่อ”
“คงต้องรีบพามินหนีไปอยู่ที่อื่นก่อน ฉันคิดว่าคงไม่นานหรอก ยายนั่นคงกำลังเดือดอยู่แน่ๆ”
ยายนั่น
ทั้งสองต้องแยกกันเดินทาง คืนนี้เคนคิดว่าเขาควรจะพาเธอกลับกรุงเทพได้แล้ว เมื่อสายตรวจมาถึงที่นี่แล้วคนคนนั้นต้องไม่มีทางเก็บมินตราไว้แน่ งานนี้มีแต่ตายสถานเดียว เคนหัวเสียกับเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็อย่างมาก เขาน่าจะรอบคอบกว่านี้ ชายหนุ่มสั่งให้แม็กซ์และเทพทัศไปรอเขาที่ฝั่ง และต้องแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่นก่อน เคนเดินตรงมาที่เธอกำลังบังคับพวงมาลัยอยู่ ชายหนุ่มแตะเบาๆ ที่ไหล่บาง
“เธอไปนั่งเถอะ เดี๋ยวฉันขับเอง” มินตราพยักหน้าตามคำสั่งของเคน ปล่อยให้เขาเป็คนควบคุมพวงมาลัยเอง เธอเดินไปนั่งบนพื้นที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ มินตราไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะเปียก เธออยากจะถามเขาเหลือเกิน ว่าเขาโอเคหรือเปล่า ร่างกายของเขาได้รับาเ็ตรงไหนหรือไม่ แต่จากสีหน้าที่เคร่งเครียดของเคนในตอนนี้ทำให้เธอไม่กล้าเอ่ยปากขึ้นถามอะไรทั้งสิ้น เธอจึงปล่อยให้เขาขับเรือหนีออกไปสักพัก
เรือจอดที่ท่าเรือ มินตรารู้ว่าตอนนี้เราเข้ามาในเขตของภาคกลางแล้ว เคนสั่งให้เทพทัศส่งรถมารับพวกเขาภายในสิบห้านาที เธอคิดว่าเวลาเพียงแค่สิบห้านาทีพวกเขาจะหารถาได้จากที่ไหน ปรากฏว่าเธอคิดผิด พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีด้วยซ้ำในการหารถเก๋งสักคนมาที่นี่ ชายหนุ่มนำรถที่ได้มาจากเทพทัศขับพาเธอเข้าไปในกรุงเทพฯ ความวุ่นวายจากการชุมนุมทำให้การจราจรติดขัด รถราต่างต้องหาเส้นทางอื่นในการสัญจร แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนยังคงไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย ไม่มีใครเอ่ยปากถามถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่และไม่มีทีท่าว่าเขาจะบอกอะไรเธอ มินตราได้แต่หน้ามุ่ยแล้วนั่งอยู่เงียบๆ จนกระทั่งเคนพาเธอมายันบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้าน(จริงๆ) ของเธอเท่าไหร่นัก ทางเดินขรุขระไปด้วยลูกรังและกว่าจะถึงตัวบ้านก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว มินตรามองบ้านไม้หลังเล็กที่อยู่ในเส้นทางที่ไม่เคยเห็น บ้านหลังนี้ดูทรุดโทรมและน่าจะเก่าแก่หลายสิบปี
“เรามาทำอะไรที่นี่” มินตราเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ ที่นี่อาจจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่เธอกลับยังรู้สึกอุ่นใจอยู่ลึกๆ เมื่อมีเขา
“บ้านหลังนี้ฉันซื้อไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน” เขาบอกเสียงเรียบ มินตราย่นคิ้วอาทิตย์ที่แล้วนั่นมันตอนไหนแล้วเขามาที่นี่ั้แ่เมื่อไหร่ กว่าจะออกจากองค์กรได้ข้ามน้ำข้ามทะเลขึ้นฝั่ง แต่เขาบอกว่าซื้อไว้เมื่อาทิตย์ก่อน หญิงสาวเม้มริมฝีปากพลางคิดในใจว่าเขาทำไมไม่เคยบอกอะไรกับเธอเลย แม้แต่จะไปไหนหรือทำอะไร เธอไม่จำเป็ต้องรู้ทุกอย่างแต่การกระทำของเขาบางครั้งก็ทำให้เธอได้กลิ่นแปลกๆ เอาเถอะ เธอยังไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเขาตอนนี้ เนื่องจากการเดินทางมานานหลายชั่วโมงทำให้เธอรู้สึกเมื่อยล้า มินตรารู้สึกปวดก้นมาั้แ่แต่ตอนนั่งรถแล้วแต่เธอไม่บอกเขาหรอก น่าอายจะตายว่าไหม