บทที่ 12 ซิงซิงทำนายความเป็ความตาย
เด็กน้อยตัวขาวนวลนุ่มนิ่ม รูปร่างหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู
ท่าทางที่กำลังถูไถกับขนของตุ๊กตาหมีตัวน้อยช่วยฟื้นฟูจิตใจได้ดีทีเดียว
เด็กผู้หญิงหลายคนที่เดินผ่านก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามอง
ชั่วขณะหนึ่งนั้น เด็กสาวทั้งหลายไม่รู้เลยว่ากำลังมองดูเด็กน้อยที่น่ารักจนอยากกรีดร้อง หรือมองดูชายหนุ่มด้านข้างที่มีใบหน้าอันน่าเหลือเชื่อกันแน่
พวกเด็กสาวที่ข่มกลั้นเสียงกรีดร้องทำให้เซี่ยจื่ออวี้ต้องขมวดคิ้ว
เขาจ้องมองซิงซิงน้อยครู่หนึ่งก่อนจะยิ้ม
“ได้ ไม่ซื้อต่อแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราเดินเล่นกันต่อดีไหม?”
เธอเงยหน้าด้วยสีหน้ามีความสุข พลางออกแรงพยักหน้า “ค่ะ!”
ไม่มีเด็กน้อยคนไหนไม่ชอบแผนกของเล่นในห้างสรรพสินค้าหรอกนะ
ถึงจะไม่ซื้อ แต่แค่ดูก็มีความสุขแล้ว
ซิงซิงคว้าราวจับเอาไว้ ทำให้ครึ่งตัวบนขยับไปมาไม่หยุด
โดยเฉพาะเมื่อเห็นของเล่นที่ชอบ ทั้งร่างก็แทบจะห้อยอยู่บนราวจับ
เซี่ยจื่ออวี้ยิ้มขณะมองเด็กน้อยโดยไม่ได้พูดห้ามปราม และยื่นมือออกไปรองอยู่ในตำแหน่งอกเพื่อป้องกันไม่ให้เธอตกลงมา
ในที่สุดก็เดินเล่นครบทุกชั้นแล้ว
ตอนที่เซี่ยจื่ออวี้กำลังจะถามว่าอยากเดินเล่นต่อไหม ซิงซิงก็เอ่ยขึ้น
“พี่ชาย ซิงซิงดูเสร็จแล้วค่ะ พี่ชายจะพาซิงซิงกลับบ้านเมื่อไหร่เหรอคะ?”
เซี่ยจื่ออวี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นเด็กที่นอนบนพื้นอย่างไม่ยอมเดินเพราะ้าของเล่น แต่เธอที่เป็เด็กรู้ความขนาดนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรกมากกว่า
ชายหนุ่มรู้สึกว่าในใจของเขาเกิดความตื้นตันทั้งยังอ่อนยวบ
ความจริงเด็กน้อยไม่จำเป็ต้องรู้ความขนาดนี้ก็ได้
เซี่ยจื่ออวี้ลูบหัวของซิงซิง “ได้ ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านกัน”
เขาเข็นรถเข็นด้วยมือเดียวตรงไปที่แคชเชียร์
อีกมือหนึ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแตะที่หน้าจอ
บิลทั้งเล็กใหญ่ออกมาอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้กลายเป็ว่าเด็กหนุ่มอุ้มเด็กน้อยนุ่มนิ่มตัวขาวนวล ในขณะที่เด็กน้อยกำลังกอดตุ๊กตาหมีตัวน้อยอยู่อีกที
ไม่ว่าใครเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กน้อยก็คงจะรู้สึกว่าโลกนี้สวยงามทั้งนั้น
แต่ในเวลาแบบนี้ก็มักจะมีขยะมาทำลายความสวยงามเหล่านี้อยู่เสมอ
“อ้าว? นี่ใครกัน! นี่มันเซี่ยจื่ออวี้ไม่ใช่เหรอ?!”
น้ำเสียงแหบแห้งดังขึ้น สายตาของเซี่ยจื่ออวี้เปลี่ยนไปเป็เ็าทันที
ซิงซิงหันไปมองด้วยความสงสัย
แต่กลับถูกเซี่ยจื่ออวี้ใช้มือใหญ่จับท้ายทอยไว้จนใบหน้าจ้ำม่ำแนบกับไหล่ของเขา
“เด็กไม่จำเป็ต้องมองขยะ”
น้ำเสียงของเซี่ยจื่ออวี้ติดแหบและยังเ็าอยู่บ้าง
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอกดอยู่บนไหล่ของเซี่ยจื่ออวี้จนเนื้อนิ่มบี้หมดแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็กอดตุ๊กตาหมีน้อยในมือแน่นและอยู่นิ่งอย่างว่าง่าย
เซี่ยจื่ออวี้มองไปทางกลุ่มชายผมสีทองไม่กี่คนที่เดินเข้ามาพลางกล่าวอย่างเย้ยหยัน
“แผลหายดีแล้วเหรอ?”
ไม่กี่วันก่อนเขาถูกให้หยุดเรียนเพราะไปทำชายคนหนึ่งในโรงเรียนจมูกหัก
ชายคนนั้นชื่อว่าโจวอี้เฉวียน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้บริหารของโรงเรียน ที่บ้านมีเงิน ไม่มีความรู้ความสามารถ แต่มีลูกน้องอยู่หลายคน
และคนที่โจวอี้เฉวียนไม่ชอบที่สุดก็คือเซี่ยจื่ออวี้
เซี่ยจื่ออวี้มีใบหน้าหล่อเหลา ทั้งยังมีทักษะการต่อสู้ที่ไม่สนใจชีวิต
ที่สำคัญคือเซี่ยจื่ออวี้มีภูมิหลังไม่ชัดเจน
ณ สถานที่ที่อยู่กันในปัจจุบัน หากไม่บอกว่าตัวเองมีภูมิหลัง แน่นอนว่าย่อมไม่มีภูมิหลัง
ถ้าไม่มีภูมิหลังแต่มีทักษะการต่อสู้ ก็ต้องรับมาเป็ลูกน้องด้วยความยินดีไม่ใช่เหรอ?
แต่เมื่อโจวอี้เฉวียนบอกเื่นี้กับเซี่ยจื่ออวี้เป็ครั้งแรก เขากลับถูกอีกฝ่ายเตะเข้าที่ท้องซะแล้ว
ั้แ่นั้นมาความบาดหมางของทั้งสองคนก็เริ่มต้นขึ้น
ในโรงเรียนมีอันธพาลชื่อดังอยู่สองคนคือ โจวอี้เฉวียนและเซี่ยจื่ออวี้
โจวอี้เฉวียนมีชาติตระกูลสูงส่ง อาจารย์จึงไม่กล้าว่ากล่าว
ส่วนเซี่ยจื่ออวี้ก็สติไม่ดีทั้งยังไม่สนใจชีวิต ถ้าถูกขวางเขาจะะโลงมาจากชั้นสาม ต่อให้กระดูกหักก็ทำเพียงยิ้มและปีนข้ามกำแพงไป จึงไม่มีใครอยากไปข้องเกี่ยว
ก่อนหน้านี้ไม่นานโจวอี้เฉวียนได้มาสร้างปัญหาให้เซี่ยจื่ออวี้อีกครั้ง
ไม่รู้ว่าประโยคไหนไปจี้จุดของเซี่ยจื่ออวี้เข้า ชายหนุ่มจึงล้มโต๊ะและชกไปที่โจวอี้เฉวียนจนใบหน้าชุ่มไปด้วยเื
พวกลูกน้องของโจวอี้เฉวียนที่เข้ามาต่อสู้ด้วยล้วนถูกชกต่อยเข้าไปอย่างรุนแรง
ตอนนี้พวกผมทองไม่กี่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็เป็พวกลูกน้องเ่าั้ของโจวอี้เฉวียน
พวกผมทองมองหน้ากัน
ไม่ใช่ว่าพี่โจวหาคนไปจัดการเซี่ยจื่ออวี้จนแขนขาพิการไปแล้วเหรอ?
ทำไมไอ้หมอนี่ถึงยังมายืนสบายดีอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?
หรือคนที่พี่โจวหามายังไม่ไปจัดการ?
หัวหน้าของกลุ่มหัวทองสีหน้าเปลี่ยนไปมา “เซี่ยจื่ออวี้อวดดีนักนะ แกรอก่อนเถอะ ไม่ช้าก็เร็วแกต้องไปคุกเข่าขอโทษต่อหน้าพี่โจวแน่!”
เซี่ยจื่ออวี้ลอบกำมือ
เด็กน้อยอยู่ที่นี่ด้วยจะทำให้เพื่อนตัวน้อยใกลัวไม่ได้
ยังไม่ลงมือจะดีกว่า
เขากวาดตามองอย่างเ็าด้วยสีหน้าท่าทางดุร้าย ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเย้ยหยัน
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะตั้งตารอแล้วกัน ไสหัวไปไอ้พวกขยะ”
พวกหัวทองที่ถูกด่าว่าขยะเห็นเซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้ลงมือก็ยิ่งใจกล้า
การที่ทำให้คนบ้าอย่างเซี่ยจื่ออวี้ะโโลดเต้นอยู่ตรงหน้าได้เพียงครู่หนึ่งก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
“เซี่ยจื่ออวี้ในมืออุ้มอะไรอยู่น่ะ พระเ้า เป็เด็กน้อยคนหนึ่งเหรอเนี่ย?”
พวกหัวทองพากันหัวเราะลั่น
“เซี่ยจื่ออวี้ ดูไม่ออกเลยว่าคนพูดน้อยแบบแกจะมีลูกสาวแล้ว!”
“ขำจะตายอยู่แล้ว เซี่ยจื่ออวี้อุ้มเด็ก ฮ่า ๆ ๆ ถ่ายรูปไปลงในเว็บบอร์ดเถอะ...”
“น่าอายนักเซี่ยจื่ออวี้ ร่อนเร่ในสภาพแบบนี้ยังมีลูกที่แกต้องดูแลด้วยตัวเองอีก?”
เซี่ยจื่ออวี้ “...”
ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเธอเป็ลูกสาวเขากันหมด?
แม้เขาจะไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับใคร
ซิงซิงอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างนิ่งเฉยราวกับไม่สบายใจเล็กน้อย
เซี่ยจื่ออวี้สูดหายใจเข้าลึก อุ้มซิงซิงไว้ด้วยมือเดียว ก่อนที่อีกมือจะหยิบมีดผีเสื้อออกมาจากเอว
ปลายนิ้วซีดพลิกกลับทำให้ใบมีดส่องประกาย
“ฉันไม่ถือหรอกที่จะต้องตัดลิ้นพวกแก”
รอยยิ้มหยอกล้อครั้งสุดท้ายบนใบหน้าของเขาจางหายไป เสียงไม่ได้ดังมากแต่กลับทุ้มต่ำและเ็า
พวกผมทองถูกการกระทำของเซี่ยจื่ออวี้ทำให้ใ จึงพากันก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งและเปิดทางให้
ใช่ พวกเขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับเซี่ยจื่ออวี้จริง ๆ เพราะชายหนุ่มตรงหน้าเป็คนเสียสติที่ไม่รักตัวกลัวตาย
เซี่ยจื่ออวี้อุ้มเด็กเดินไปข้างหน้าโดยไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆ
ตอนที่เดินผ่านพวกผมทอง เด็กน้อยในอ้อมกอดก็เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
“ไม่ต้องกลัว” เขาคิดว่าซิงซิงกลัวจึงพูดเสียงอ่อนโยน
ซิงซิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างระมัดระวังอยู่ข้างหูของเซี่ยจื่ออวี้ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พี่ชายพวกนี้เขา...”
พูดยังไม่ทันจบเซี่ยจื่ออวี้ก็ขมวดคิ้วเอ่ยขัดจังหวะ “ซิงซิง อย่าเรียกพวกนั้นว่าพี่ชาย เธอเรียกพวกนั้นว่าพวกหัวทองก็พอ”
เธอกลืนน้ำลาย “พวกพี่ชาย...หัวทอง พี่อย่าให้พวกเขาเดินต่อไปข้างหน้านะคะ มันอันตราย”
“อย่าให้เดินต่อไปข้างหน้าเหรอ?” เซี่ยจื่ออวี้เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจความหมายของเด็กน้อย “พวกเขาไม่กล้าเข้ามาใกล้หรอก”
“ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่” หัวของซิงซิงสั่นราวกับกลองป๋องแป๋ง ใบหน้าจ้ำม่ำสั่นไหว
“พวกเขามีอันตราย...”
เธอไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เธอเพียงได้รับพรนิมิตมาอย่างไม่รู้ตัวจึงมองเห็นสิ่งชั่วร้าย...
เซี่ยจื่ออวี้คิดว่าเด็กน้อยยังเป็เพียงเด็กคนหนึ่งที่กำลังขมวดคิ้วอย่างน่าเอ็นดู
เขาอดไม่ได้ที่จะลูบใบหน้าของซิงซิง และรู้สึกราวกับมือกำลังบีบก้อนเมฆอยู่
“ความจริงแล้วถ้าพวกเขามายุ่งกับฉันก็คงมีอันตรายแน่นอน”
ซิงซิงไม่พูดอะไรอีก
แม้หัวเล็ก ๆ ของเธอจะยังไม่เข้าใจอะไรมากมายนัก แต่ก็ยังมองออกว่าพี่ชายดูเหมือนจะพูดคนละเื่กับเธอ
ที่สำคัญที่สุดคือพวกพี่ชายหัวทองพวกนั้น...เธอไม่ชอบเลย
และยังหาเื่พี่ชายอีก
พี่ชายเป็คนดี คนที่มาหาเื่พี่ชายต้องเป็คนไม่ดีแน่นอน!
เพราะแบบนั้นเธอจึงไม่ได้ดื้อรั้นต่อ...
ซิงซิงเม้มปากไม่ได้พูดอะไร
เซี่ยจื่ออวี้มองออกว่าเด็กน้อยฟุบหน้านุ่มนิ่มอย่างหมดเรี่ยวแรง
ในตอนนั้นเองโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
เซี่ยจื่ออวี้เห็นข้อความที่ส่งมาจากบ้านก็โค้งริมฝีปากก่อนจะสาวเท้ายาว
“โอเค พวกเรารีบกลับบ้านเถอะ!”
เขาเดินไปทางถนนและโบกแท็กซี่
ในตอนนั้นเองที่ด้านหลังก็มีเสียงเบรกแหลมสูงดังขึ้นอย่างกะทันหัน!
หลังจากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของผู้คนบนทางเดิน!
ก่อนที่สมองของเซี่ยจื่ออวี้จะประมวลผล ร่างกายก็ตอบสนองเร็วกว่าก้าวหนึ่งด้วยการปิดหูของซิงซิง และกอดเธอไว้ในอ้อมแขนแน่น
เมื่อหันกลับไปก็เห็นเืนองเต็มไปหมด
รถที่พลิกคว่ำเพราะเสียการควบคุมอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ส่วนพวกผมทองสามคนนั้นนอนอยู่บนพื้นไม่รู้ว่าเป็หรือตาย