ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    34 ปฏิรูปต้าหยาง

                 องค์หญิงหกจอมแก่นรับสั่งถามกุนซือหนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง ทำเอาเขาแทบจะหงายหลังตกเก้าอี้กับนิสัยคนตรง ๆ แบบขวานผ่าซากของนาง            “ เอ่อ ทูลองค์หญิงหก หม่อมฉันมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ พระองค์และเสด็จพี่ทั้งห้าทรงเป็นราชนิกุล อีกทั้งยังเป็นทรงพระราชธิดาของฝ่าบาท  ถึงตายหม่อมฉันก็มิอาจก้าวล่วงไปวิจารณ์พระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ”            ชายหนุ่มทูลตอบคำถามของนางแบบเลี่ยงบาลี ก่อนที่เขาจะหันไปสบตากับองค์หญิงห้าเพื่อขอให้นางช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่ชวนกระอักกระอ่วนใจนี้ด้วย           “ น้องเล็ก เจ้าอย่าได้ทำให้ท่านกุนซือลำบากใจ ถ้าหากท่านกุนซือเกิดตอบว่าคนที่ตนชอบก็คือองค์หญิงหก เจ้าจะทำเช่นไร?”             เป็นองค์หญิงห้าที่ช่วยคลายวิกฤติและวงล้อมให้กับอีกฝ่าย ก่อนที่เสียมหลอหลงจะหันไปสบตานางเป็นเชิงขอบคุณที่นางหาทางลงให้กับเขา             “ พี่ห้าก็ ท่านอย่าเพิ่งเปลี่ยนประเด็นสิ ข้ารู้ดีว่า ว่าที่พี่เขยของข้าคนนี้ ไม่สนใจเด็กที่แก่นเซี้ยวเช่นข้าหรอก แต่ถ้าเป็นพวกท่านทั้งห้า ข้าว่าไม่แน่”               องค์หญิงเล็กรับสั่งกับพี่ห้าของนางด้วยความเขินอายที่โดนอีกฝ่ายเอาคืน และถึงแม้นางจะรู้สึกชื่นชอบชายหนุ่มผู้นี้อยู่บ้าง แต่จากการที่นางมีความสนิทสนมกับพี่ห้า ทำให้นางพอจะมองออกว่าพระภคินีของนางน่าจะมีใจให้กับกุนซือหนุ่มผู้นี้ไม่น้อย และกุนซือหนุ่มผู้นี้ก็น่าจะมีใจให้เสด็จพี่ของนางเช่นกัน เพียงแต่นางรู้สึกว่างานนี้คงจะไม่ง่ายนัก เพราะพี่ใหญ่และพี่รองของนางก็น่าจะทรงหมายปองกุนซือหนุ่มผู้นี้เช่นกัน             “ เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าหยุดถกเถียงกันได้แล้ว อนาคตของบ้านเมืองต่อไปต้องอยู่ในกำมือของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าพี่น้องทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อนำพาราชสำนักของเราให้เจริญก้าวหน้า และสืบทอดต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน”              หยางไท่จงทรงรับสั่งปรามพระธิดาของพระองค์ เพื่อที่จะดึงหัวข้อให้กลับมาอยู่ในราชกิจบ้านเมือง จากนั้นจึงรับสั่งให้เหล่าองค์หญิงทั้งหมด เสด็จกลับตำหนักของแต่ละพระองค์เพื่อทรงพักผ่อน เพราะตอนนี้ก็เป็นเวลามืดค่ำ สมควรที่พวกนางจะต้องกลับไปยังตำหนักของตนเอง ยกเว้นองค์หญิงห้าเพียงพระองค์เดียวที่ต้องอยู่คอยถวายการดูแลพระบิดา                 “ เหล่าองค์หญิงเสด็จกลับตำหนักกันหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”              เป็นหลู่กงกงที่กราบทูลว่าตนเองได้น้อมส่งเสด็จองค์หญิงทุกพระองค์ออกจากห้องทรงงานหมดแล้ว รวมทั้งให้เหล่าขันทีจัดการเก็บสำรับอาหารทั้งหมดกลับไป เพื่อที่พระองค์จะได้ปรึกษาข้อราชการกับเสียมหลอหลงต่อ โดยก่อนที่จะทูลลากลับตำหนักของตน องค์หญิงหกยังไม่วายทวงถามเรื่องช้อน ส้อม มีดกับเสียมหลอหลง ว่าถ้าทำเสร็จแล้วต้องนำไปถวายพวกนางทั้งหกทันที ซึ่งชายหนุ่มรับปากด้วยความเต็มใจ ก่อนที่นางจะลาจากไปพร้อมกับคำว่า                     “ แล้วพบกันใหม่นะ ดาหลิง”             ทำเอากุนซือหนุ่มอดที่ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูในความน่ารัก ใสซื่อของนางไม่ได้ ซึ่งถ้าหากว่านางเกิดรู้ทีหลังว่าคำว่าดาหลิงแปลว่าอะไร ไม่รู้ว่านางจะกล้าสู้หน้าเขาอีกหรือไม่             หลังจากที่ขันทีจัดการความเรียบร้อยของห้องทรงงานเสร็จ องค์ฮ่องเต้ก็ทรงรับสั่งปรึกษาข้อราชการกับกุนซือหนุ่มต่อ โดยที่องค์หญิงห้าทรงอยู่ที่ห้องรับรองข้าง ๆ  เผื่อพระบิดาของนางจะรับสั่งหานางเมื่อทรงต้องการอะไร            “ เรารู้ว่าที่ผ่านมา เราปล่อยปละละเลยราชกิจบ้านเมือง จนพวกกังฉินครองเมืองและขุนนางตงฉินเริ่มจะท้อแท้ แต่ตอนนี้เราได้คิดแล้ว อีกอย่างสุขภาพของเราก็ดีขึ้นด้วยยาเม็ดของท่าน ดังนั้นจากนี้ไปเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เพื่อสร้างความผาสุกให้กับใต้หล้า ขอให้ท่านช่วยส่งเสริมเราด้วย”               องค์ไท่จงทรงรับสั่งถามถึงหนทางสู่การเป็นมหาราชว่าจะต้องทำเช่นไร ก่อนที่อาหลงจะกราบทูลว่า ขอเพียงพระองค์ทรงแสดงให้เขาเห็นว่าพระองค์ทรงตั้งใจจริงที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เขาก็พร้อมที่จะสนองงานเบื้องยุคคลบาทอย่างเต็มที่             “ แล้วเราควรจะเริ่มต้นทำอะไรก่อน ขอท่านกุนซือโปรดชี้แนะ”             ฮ่องเต้ต้าหยางตรัสถามที่ปรึกษาหนุ่ม ก่อนที่เขาจะกราบทูลว่า ถ้าพระองค์ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นจริง ๆ พระองค์จะต้องทำการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ในทุก ๆ ด้านเลยทีเดียว            “ ถ้าพระองค์ต้องการที่จะเป็นมหาราชที่ประวัติศาสตร์จะจารึกพระนามของพระองค์ไปจนชั่วกัลปาวสาน พระองค์ต้องทรงปฏิรูปแคว้นต้าหยางของเราในทุก ๆ ด้านพ่ะย่ะค่ะ”             “ ปฏิรูปเช่นนั้นรึ ในด้านใดบ้างล่ะท่านกุนซือ?”            หยางไท่จงทรงรับสั่งถามอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะตอบว่าต้องปฏิรูปในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวพระองค์เองที่ต้องทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับขุนนาง ด้วยการใส่พระทัยในราชกิจ กำจัดกังฉินและส่งเสริมตงฉินให้มีอำนาจ เพื่อที่จะได้ควบคุมขุนนางชั่วไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับบ้านเมืองได้         “ ก่อนอื่นพระองค์ต้องหลีกให้ห่างจากขุนนางกังฉินที่จะชักนำพระองค์ไปสู่ทางเสื่อม พร้อมกันนั้นยังต้องส่งเสริมขุนนางน้ำดีให้รับตำแหน่งสำคัญ เพื่อที่จะเป็นแขนขาของพระองค์ในการนำพาบ้านเมืองไปสู่ความเจริญ”         “ อีกทั้งพระองค์ควรจะตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น เช่นการฟ้อนรำ ความบันเทิงต่าง ๆ เพราะในขณะที่ชาวบ้านผู้ยากไร้ยังไม่มีข้าวตกถึงท้อง ราชสำนักก็ควรจะประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อจนทำราษฎรรู้สึกว่าราชสำนักไม่สนใจความทุกข์ยากของพวกตน ซึ่งจะทำให้พวกเขาเอาใจออกห่างราชสำนักได้”         “ จากนั้นพระองค์ควรจะเสด็จออกไปเยี่ยมความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นการลับ เพื่อที่จะได้ทรงเห็นว่าพวกเขาต้องลำบากทุกข์ยากเพียงใด รวมทั้งจะได้ทรงรู้ว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองดูแลทุกข์สุขราษฎรหรือไม่ และรายงานความเท็จต่อเบื้องบนหรือเปล่า”          “ นอกจากนี้ควรจะตั้งโรงครัวพระราชทานในแต่ละเมือง เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ไม่มีอันจะกิน ให้ได้มีอาหารครบวันละสามมื้อ เพื่อที่ราษฎรทั่วหล้าจะได้ตระหนักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ว่าทรงรักและเป็นห่วงราษฎรดุจลูกหลาน ไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขาให้ต้องทุกข์ยากเพียงลำพัง”           “ ในส่วนเรื่องเงินทุนที่ต้องใช้ในการช่วยเหลือชาวบ้าน  หม่อมฉันจะช่วยวางแผนให้พระองค์ได้ทรงดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มที่พระองค์ควรจะบริจาคราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงิน 1 ล้านตำลึง ตามด้วยราชนิกุลและเชื้อพระองค์ รวมทั้งเหล่าขุนนางทั้งหมด แม้กระทั่งเหล่าพ่อค้า ประชาชนคนทั่วไป ก็สามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติในครั้งนี้ได้ทุก ๆ คนตามกำลังของแต่ละคน”            เสียมหลอหลงค่อย ๆ กราบทูลความเห็นของตนในด้านต่าง ๆ อย่างละเอียด ในขณะที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยรับฟังอีกฝ่ายด้วยความโสมนัสและพอพระทัยในความคิดที่ยอดเยี่ยมของกุนซือหนุ่มผู้นี้ พร้อมทั้งทรงผงกพระเศียรเป็นการตอบรับเป็นระยะ        “ แล้วเราจะเรียกการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้งครั้งนี้ว่าอย่างไรดีท่านกุนซือ เพื่อที่ทุกคนจะได้รับรู้และเข้าใจตรงกัน และเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกัน?”           องค์ไท่จงตรัสถามที่ปรึกษาหนุ่ม ก่อนที่เขาจะขอเวลาครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นจึงกราบทูลความเห็นของเขาออกมาว่า ควรเรียกภารกิจครั้งนี้ว่า                                   “ ต้าหยางยิ่งใหญ่ ร่วมใจ สู้ภัยแล้ง”          “ ยอดเยี่ยม ๆ เป็นความคิดที่วิเศษมากท่านกุนซือ คำแค่ไม่กี่คำ สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ให้ความหมายที่มีพลัง ให้ความรู้สึกร่วมของการก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปด้วยกัน”            ฮ่องเต้ต้าหยางทรงตรัสชมอีกฝ่าย ก่อนที่จะรับสั่งเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามว่าองค์หญิงองค์ใดที่เหมาะสมจะสืบทอดงานใหญ่ของพระองค์บ้าง          “ ทูลฝ่าบาท จริง ๆ แล้วองค์หญิงทุกพระองค์ล้วนสามารถถวายงานรับใช้ฝ่าบาทได้ เท่าที่หม่อมฉันทรงทราบ องค์หญิงใหญ่ทรงปรีชารอบด้าน ทั้งด้านตัวบทกฎหมาย แม้กระทั่งด้านตำราพิชัยสงครามและการทหาร ดังนั้นนางจึงเหมาะที่จะช่วยถวายงานด้านกลาโหม และด้านยุติธรรม  ส่วนองค์หญิงรองทรงเป็นผู้ที่มีความละเอียด รอบคอบ เชี่ยวชาญด้านการค้า ดังนั้นจึงเหมาะสมที่จะดูแลด้านการคลังและพาณิชย์  ทางด้านองค์หญิงสามทรงเชี่ยวชาญด้านความรอบรู้และวิชาการต่าง ๆ จึงเหมาะสมที่จะดูแลด้านการศึกษา  องค์หญิงสี่ทรงสนพระทัยและเชี่ยวชาญในด้านการแพทย์ จึงเหมาะที่จะดูแลในด้านสาธารณสุข องค์หญิงหกทรงสนใจด้านดาราศาสตร์และวิทยาการใหม่ ๆ จึงเหมาะที่จะดูแลด้านวิทยาศาสตร์พ่ะย่ะค่ะ”        อาหลงกราบทูลฮ่องเต้เกี่ยวกับความถนัดและความเหมาะสมขององค์หญิงแต่ละพระองค์ ก่อนที่พระองค์จะรับสั่งชมอีกฝ่ายว่ารู้จักพระธิดาของพระองค์ดีพอ ๆ กับผู้องค์ผู้เป็นบิดาเลยทีเดียว     “ ท่านกุนซือ ว่าแต่ท่านลืมใครบางคนไปหรือเปล่า ท่านก็รู้ดีว่าเรามีพระธิดาทั้งหมดหกพระองค์มิใช่หรือ?”        องค์ไท่จงตรัสทักท้วงอีกฝ่าย เพราะดูเหมือนว่าเขาจะเว้นองค์หญิงห้าไว้ ไม่ได้เอ่ยถึงนาง ซึ่งตอนนี้องค์หญิงห้าทรงพักผ่อนอยู่ที่ห้องรับรองซึ่งอยู่ติดกับห้องทรงงาน และทรงได้ยินในสิ่งที่พระบิดาของนางและดาหลิงของนางสนทนากันทุกอย่าง       “ หม่อมฉันมิได้ลืมพ่ะย่ะค่ะ  เพียงแต่ในเมื่อองค์หญิงห้าทรงอยู่ที่นี่อยู่แล้ว หม่อมฉันจึงต้องการให้นางได้บอกถึงความถนัดของนางเอง เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงพิจารณาว่านางควรจะช่วยดูแลในด้านใด จะเป็นการดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”        เสียมหลอหลงกราบทูลฮ่องเต้อย่างมีเหตุมีผล ก่อนที่พระองค์จะรับสั่งให้หลู่กงกงเบิกตัวองค์หญิงห้าเข้าเฝ้า                    “ เสด็จพ่อทรงต้องการให้ลูกถวายงานในด้านใดเพคะ?”       นางเข้ามาถวายพระพร ก่อนจะทูลถามพระบิดาของนาง โดยไม่ลืมที่หันมาสบตากับกุนซือหนุ่มด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน       “ ท่านกุนซือแนะนำให้พ่อมอบหมายงานให้เหล่าองค์หญิงช่วยถวายงานดูแลราชการตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งทั้งห้าคนที่เอ่ยมาก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว เหลือแต่ลูกห้าเท่านั้น ลูกคิดว่าตนเองถนัดในด้านใด และต้องการจะช่วยดูแลในด้านใด?”         หยางไท่จงทรงรับสั่งถามพระธิดาของพระองค์ ก่อนที่นางจะครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะทูลถวายคำตอบกับพระบิดาของนาง         “ หม่อมฉันยินดีถวายงานเสด็จพ่อ ตามที่พระองค์ทรงเห็นสมควรเพคะ”         นางกราบทูลเสด็จพ่อของนางตามมารยาท ก่อนที่พระองค์จะหันไปรับสั่งถามกับกุนซือหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ ว่า ควรจะให้องค์หญิงห้าช่วยดูแลด้านใด        “ หม่อมฉันเห็นควรว่า เนื่องจากองค์หญิงห้าทรงเป็นผู้ที่นิสัยอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทรงเป็นผู้ที่มีไหวพริบ และมีสติปัญญาเป็นเลิศ หม่อมฉันคิดว่าควรให้นางดูแลด้านความเป็นอยู่และทุกข์สุขของราษฎรพ่ะย่ะค่ะ”        ชายหนุ่มกราบทูลฝ่าบาทไปตามตรง โดยที่เขาไม่ได้มีความลำเอียงเข้าข้างองค์หญิงห้าแต่อย่างใด ก่อนที่พระองค์จะรับสั่งว่าทรงเห็นด้วยกับเขาทุกประการ ดังนั้นชายหนุ่มจึงถวายคำแนะนำให้องค์หญิงห้าทรงดูแลงานด้านมหาดไทย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับขุนนางส่วนกลางและท้องถิ่นในแต่ละท้องที่ รวมทั้งจะดูแลด้านสำนักจัดหางานและสำนักสวัสดิการ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับการแก้ปัญหาภัยแล้งอีกด้วย       “ ลูกห้า ที่ท่านกุนซือเสนอมา ลูกมีความคิดเห็นเช่นใดบ้าง?”       ฮ่องเต้ต้าหยางรับสั่งถามพระธิดาของพระองค์ก่อนที่นางจะกราบทูลว่านางเห็นชอบด้วยทุกประการ ดังนั้นจึงรับสั่งมอบหมายให้องค์หญิงห้าเป็นผู้รับผิดชอบในการรับลงทะเบียนผู้ว่างงาน และรับลงทะเบียนคนจน โดยให้เสียมหลอหลงเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนาง คอยช่วยเหลือให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี ก่อนที่ชายหนุ่มหญิงสาวจะหันไปสบตากันด้วยความยินดีที่ทั้งคู่จะมีโอกาสได้ไกล้ชิดกันมากขึ้น    “ ท่านกุนซือ ตอนนี้ลูก ๆ ทั้งหกของเราก็มีหน้าที่รับผิดชอบกันหมดแล้ว แต่จริง ๆ เรายังมีองค์หญิงที่เป็นน้องสาวต่างมารดากับเราอีก 3 คน พวกนางแต่ละคนล้วนมีความสามารถแตกต่างกันไป ไม่ทราบท่านจะช่วยเราพิจารณาหน่อยได้ไหมว่าพวกนางควรจะช่วยดูแลในด้านใดจึงจะเหมาะสมกับความรู้ความสามารถของนาง?”        องค์ไท่จงทรงรับสั่งกับกุนซือหนุ่ม ก่อนที่พระองค์จะเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่าพระขนิษฐาต่างมารดาทั้ง 3 พระองค์ประกอบไปด้วย องค์หญิงต้วนอี้หลิน ซึ่งทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการขนส่งและคุ้มกัน เพราะมารดาของนางเป็นธิดาคนโตของสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งของต้าหยาง ต่อมาคือองค์หญิงต้วนเฟยเซียน ซึ่งทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูก และเกษตรกรรม เพราะท่านปู่ของนางเป็นปราชญ์ใหญ่ในด้านการเกษตรของแคว้น สุดท้ายคือองค์หญิงต้วนอันนา ซึ่งทรงปราดเปรื่องในด้านการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน นอกจากนี้ยังทรงพูดได้หลายภาษา รวมทั้งภาษาอิงหยี่ซึ่งเป็นภาษาแม่ของนางด้วย โดยองค์หญิงทั้งสามต่างทรงมีพระชันษามากกว่าพระธิดาทั้งหกของพระองค์แค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ดังนั้นจึงดูไม่เหมือนเสด็จอา แต่ดูเป็นพระภคินีของพวกนางมากกว่า               “ จากที่เราได้เล่าให้ท่านฟัง ท่านมีความคิดเห็นเช่นใดบ้างท่านกุนซือ?”      หยางไท่จงรับสั่งถามกุนซือคู่พระทัย ว่าองค์หญิงทั้งสามควรจะช่วยดูแลในด้านใดดี ก่อนที่ชายหนุ่มจะกราบทูลว่าองค์หญิงต้วนอี้หลินที่เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและคุ้มกัน ควรจะช่วยดูแลด้านคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและดูแลสำนักขนส่งโดยตรง             “ แล้วองค์หญิงต้วนเฟยเซียนล่ะ นางควรจะช่วยดูด้านใดดี?”           “ เนื่องจากนางเชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูก ควรให้นางดูแลด้านเกษตรกรรมพ่ะย่ะค่ะ”       ฮ่องเต้ต้าหยางทรงผงกพระเศียรเป็นเชิงเห็นด้วย ก่อนจะถามถึงองค์หญิงองค์สุดท้าย ต้วนอันนา ว่าควรจะช่วยดูแลในด้านใด         “ องค์หญิงต้วนอันนาควรจะช่วยดูแลด้านต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ”         ชายหนุ่มกราบทูลเสนอแนะ ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระองค์เป็นอันมาก ก่อนที่หันไปรับสั่งถามองค์หญิงห้าว่ามีความเห็นเช่นใดบ้าง       “ ลูกเห็นด้วยกับความเห็นของท่านกุนซือ เพราะเสด็จอาทั้งสามล้วนมีความถนัดในด้านที่ท่านกุนซือทูลเสนอแนะให้ช่วยดูแลจริง ๆ เพคะ”       องค์หญิงห้ากราบทูลพระบิดาของนางตรง ๆ  ก่อนที่องค์ไท่จงจะตรัสชมกุนซือหนุ่มว่าเขามีส่วนช่วยให้พระองค์แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย       “ เราไม่นึกมาก่อนเลย ว่าท่านจะช่วยให้เราหาทางให้เหล่าองค์หญิงทำงานร่วมงานกันเพื่อบ้านเมืองได้  ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราคิดเพียงว่าเราสามารถเลือกผู้สืบทอดได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น”        พระองค์ทรงรับสั่งออกมาอย่างพอพระทัย ที่อีกฝ่ายแนะนำให้เหล่าองค์หญิงร่วมถวายงานตามความถนัดของแต่ละพระองค์ เป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าองค์หญิงได้แสดงความสามารถของตนออกมา เพื่อให้พระองค์ได้พิจารณาว่าองค์หญิงพระองค์ใดเหมาะสมที่จะเป็นผู้สืบทอดของพระองค์ในอนาคต”       “ โครงการต่าง ๆ ในแต่ละด้าน ที่ท่านเสนอแนะต่อเรา เราจะควรเรียกว่าเช่นไรดีท่านกุนซือ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้จำได้ง่าย ?       เสียมหลอหลงครุ่นคิดสักพัก โดยเขานึกถึงนโยบาย” ประชานิยม” ในโลกที่เขาจากมา ก่อนจะกล่าวกราบทูลต่อโอรสสวรรค์ด้วยความมั่นใจว่าชื่อนี้น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะสมมากที่สุด       “ หม่อมฉันเห็นว่าควรจะเรียกโครงการเหล่านี้ว่า...ราชประชานิยม พ่ะย่ะค่ะ” ....................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก....มาแล้วครับตามสัญญากับตอนที่ 34 ซึ่งในตอนนี้อาหลงของเรามีโอกาสเสนอแนะให้เหล่าองค์หญิงทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในการบริหารราชกิจของพระบิดา รวมทั้งยังเสนอแนะโครงการต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อราษฎรอีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้หยางไท่จงทรงก้าวขึ้นไปเป็นมหาราชในอนาคต  นอกจากนี้พระเอกของเรายังมีโอกาสได้อยู่กับนางเอก และมีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันในอนาคตอีกด้วย       ทางด้านองค์หญิงหกน้องเล็ก น่าจะเป็นที่ถูกใจของรีดหลาย ๆ ท่าน ด้วยความน่ารักสดใส และแสนซนของนาง รวมทั้งตัวไรท์เอง ซึ่งนางแทบจะแย่งซีนคนอื่น ๆ ไปเลย  สำหรับเรื่องราวจะดำเนินต่อไปเช่นไร ติดตามอ่านและลุ้นได้ในตอนต่อไปครับ     ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านด้วยดีเสมอมา ขอบคุณจริง ๆ ครับ..................................................................................................................................สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต    “ ถึงเวลาแล้ว ที่ข้าจะต้องใช้ชีวิตอย่างที่ข้าจินตนาการไว้”                   

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน ที่คุณอ่าน