หลังจากที่เย่เทียนถามคำถามจักรพรรดิมารดาบโลหิตหลายต่อหลายครั้งในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับกองกำลังภายนอกเหล่านั้น รวมถึงดินแดนพลังปราณมากขึ้น
แท้จริงแล้วในยุคอารยธรรมโบราณกองกำลังใหญ่ต่างๆ ได้ทำสงครามอันยาวนานเพื่อแย่งชิงอำนาจในดินแดนพลังปราณ มันจึงส่งผลกระทบต่อโลกแม้กระทั่งดาวเคราะห์ที่เป็นถิ่นฐานของพวกเขาเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
ในสงครามครั้งนั้น นิกายจำนวนมากได้ถูกทำลายล้างลงเช่น นิกายดาบนภาครามเองก็เป็นหนึ่งในนิกายที่พ่ายแพ้ในสงคราม สุดท้ายจึงค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา
เดิมทีกองกำลังจากนิกายต่างๆล้วนต้องการที่จะอยู่บนโลกเพื่อเร่งการเติบโตของดินแดนพลังปราณ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จทว่าพวกเขาก็ได้ค้นพบความลับอย่างหนึ่ง นั่นคือเมื่อดินแดนพลังปราณปลดปล่อยพลังปราณออกมาเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองพลังของโลกก็จะพุ่งออกมาจากส่วนลึกของโลกเช่นกัน หากนำสมบัติล้ำค่าต่างๆ ไปวางไว้ที่จุดที่พลังแห่งโลกพุ่งออกมาสมบัติเหล่านั้นก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้
ดังนั้น นิกายต่างๆ จึงได้ทิ้งสมบัติอันล้ำค่าไว้มากมายด้วยเหตุนี้จึงมีสิ่งมหัศจรรย์มากมายถือกำเนิดขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับนิกายต่างๆ นี่ถือเป็นผลพลอยได้ของพวกเขา
แต่เมื่อดินแดนพลังปราณได้ใช้พลังพลังปราณทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูตัวเองโลกก็จะตกอยู่ในยุคที่ไร้พลังปราณ นิกายต่างๆ เหล่านั้นย่อมไม่สามารถอยู่บนโลกเพื่อรอความตายได้พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น และพวกเขาเองก็ไม่มีวิธีที่จะเร่งการเติบโตดินแดนพลังปราณบนโลกได้พวกเขาจึงจำเป็นที่จะต้องกลับไปยังดาวเคราะห์ของตนเอง
โชคดีที่นิกายเหล่านี้ต่างตั้งอยู่ในกาแล็กซีเดียวกันกับโลกพวกเขาจึงสาบานกันเอาไว้ว่าจะไม่เปิดเผยความลับนี้ออกไป
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งโลกใบนี้ไปหลังจากที่กลับไปดาวเคราะห์ของตนเองแล้ว นิกายต่างๆ ได้ศึกษาเกี่ยวกับดินแดนพลังปราณ
จนกระทั่งเมื่อกว่าร้อยปีก่อนนิกายต่างๆ ก็คิดหาวิธีที่จะเร่งให้โลกปลดปล่อยพลังปราณออกมาได้เพื่อฟื้นฟูพลังของโลกแต่นี่ไม่ใช่การฟื้นฟูธรรมดา แต่เป็นการฟื้นฟูพลังของโลกโดยสมบูรณ์
และจากการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์โลกจึงขยายตัวจนกลายเป็นดาวเคราะห์ชั้นสูงในปัจจุบัน
และเมื่อโลกฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์พลังของดินแดนพลังปราณก็จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะโลกเองก็กำลังดูดกลืนสสารจากอวกาศทำให้โลกพัฒนาขึ้น และดินแดนพลังปราณก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย
แต่การเติบโตเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเมื่อดินแดนพลังปราณเติบโตขึ้นจนถึงขีดสุด ไม่นานมันจะกลับไปสู่ดินแดนที่แห้งเหือดอีกครั้ง
โดยปกติแล้ว เมื่อกองกำลังระดับสูงต่างๆค้นพบดินแดนพลังปราณ พวกเขาก็จะปกป้องมันไว้จนถึงที่สุด เพราะสิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อลูกหลานของพวกเขา
เมื่อดินแดนพลังปราณเติบโตขึ้นตามปกติแล้วตราบใดที่พวกเขาใช้ประโยชน์ของมันอย่างเหมาะสม นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาใช้อำนาจของมันไปได้อย่างยาวนาน
แต่การกระทำของกองกำลังระดับสูงเหล่านี้นั้นเหมือนกับการกระตุ้นพลังงานของดินแดนพลังปราณทำให้สามารถใช้พลังปราณได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ อาจจะเป็นเวลาเพียงสิบปีหรือร้อยปีเท่านั้น
การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีมากนักเพราะคนรุ่นต่อๆ ไปจะไม่ได้รับประโยชน์จากดินแดนพลังปราณ แต่ใครจะไปสนใจเรื่องของลูกหลานอีกหลายชั่วอายุคนกัน!
เพราะในอนาคตอีกหลายล้านปีนิกายของพวกเขาก็ใช่ว่าจะคงอยู่ตลอดไป
ที่สำคัญที่สุด นี่คือโอกาสเดียวที่พวกเขาจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดร่างกายไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้!
บางทีพวกเขาอาจจะทำลายขีดจำกัดร่างกายครั้งที่16 ครั้งที่ 17 หรือแม้กระทั่งทำลายขีดจำกัดร่างกายครั้งที่ 20 จนกลายเป็นบุตรแห่งจักรวาลและได้รับพรจากจักรวาล โอกาสอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ใครบ้างที่จะไม่สนใจ!
จักรพรรดิเพลิงและจักรพรรดิเงาทมิฬจักรพรรดิระดับ 9 ดาราเหล่านี้ แท้จริงแล้วพวกเขาสามารถก้าวไปสู่ระดับเทพได้นานแล้วแต่ทำไมพวกเขาถึงยังไม่ก้าวไปสู่ระดับเทพกัน?
นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังรอการเติบโตของดินแดนพลังปราณพวกเขากำลังรอคอยโอกาสนี้อยู่!
เหล่าจักรพรรดิที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับตะวันขึ้นไปต่างก็กำลังรอโอกาสนี้มีเพียงจักรพรรดิที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับจันทราที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำใจกลายเป็นครึ่งเทพและกลายเป็นผู้คุ้มกันแผนการในครั้งนี้แทน
และกึ่งเทพของกลุ่มกองกำลังต่างๆจะต้องใช้สมบัติมากมายเพื่อยกระดับขึ้นเป็นจักรพรรดิระดับ 8-9 ดารา จากนั้นพวกเขาจึงค่อยเปลี่ยนเป็นกึ่งเทพ
กึ่งเทพคือขีดจำกัดของพวกเขาแล้วการใช้สมบัติวิเศษเพื่อทำให้ร่างกายของพวกเขากลายเป็นร่างกายของเทพต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงมาก
โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับจันทราจะไม่สามารถกลายเป็นกึ่งเทพได้แต่ด้วยวิธีการพิเศษบางอย่างก็สามารถทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งกองกำลังทั่วไปไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ส่วนกองกำลังภายนอกเหล่านั้น เพื่อที่จะสร้างกึ่งเทพขึ้นมาได้ พวกเขาต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงมาก!
อย่างไรเสีย ในช่วงเวลาเช่นนี้ผู้ที่พรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับตะวันคนใดจะยอมเป็นกึ่งเทพกัน ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นจะต้องใช้ผู้ที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับจันทรา
เมื่อดินแดนพลังปราณเติบโตขึ้นจักรพรรดิระดับ 8-9 ดาราของกองกำลังต่างๆ จะเข้าสู่ดินแดนพลังปราณ แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถกลายเป็นบุตรแห่งจักรวาลได้แต่ตราบใดที่กองกำลังต่างๆ สามารถให้กำเนิดจักรพรรดิหรือจักรพรรดิไร้เทียมทานขึ้นมาได้กลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาก็จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อาจจะเรียกได้ว่ามันจะเป็นยุคที่รุ่งเรืองของมนุษย์ก็เป็นได้และพวกเขาจะกลายเป็นกองกำลังที่โด่งดังไปทั่วจักรวาล นำนิกายของพวกเขาให้กลายเป็นนิกายที่ทรงพลังยิ่งขึ้น
นี่คือความหวังสูงสุดของกองกำลังต่างๆ!
นอกจากนี้
เย่เทียนยังรู้อีกว่ากองกำลังที่ลงมายังโลกครั้งนี้มีทั้งหมด13 กลุ่ม และมาจากดาวเคราะห์อื่น 5 กลุ่ม
เดิมทีมีกองกำลังที่เข้าร่วมแผนการนี้มีถึง25 กลุ่ม และมาจากดาวเคราะห์อื่นทั้งหมด 10 กลุ่ม
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีกองกำลังบางกลุ่มก็ถูกทำลายล้าง เวลานี้จึงเหลือเพียงสิบสามกลุ่มเท่านั้น
กองกำลังทั้ง 13 กลุ่มนี้แข็งแกร่งยิ่งนักแต่ละกองกำลังมียอดฝีมือระดับเทพอย่างน้อย 15 คนขึ้นไป และเพื่อแผนการครั้งนี้ กองกำลังต่างๆได้พยายามยกระดับศักยภาพและพรสวรรค์ของจักรพรรดิอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาใช้เวลาหลายปีจึงได้ให้กำเนิดจักรพรรดิระดับ8 หรือ 9 ดาราจำนวนมากขึ้นมา
แต่หากจะพูดกันตามจริงแล้วผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับตะวันในแต่ละกลุ่มมีก็ไม่มากนัก มีเพียงกองกำลังละประมาณ 10 คนเท่านั้น
แน่นอน แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับจันทราก็มีสิทธิ์เข้าไปในดินแดนพลังปราณได้เช่นกันแม้ว่าในอนาคตพวกเขาจะไม่สามารถทะลวงระดับเทพได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถกลายเป็นจักรพรรดิที่ทรงพลังยิ่งขึ้นได้
สำหรับนิกายเงาทมิฬ มีผู้ที่มีพรสวรรค์บ่มเพาะระดับตะวันมีอยู่เพียง11 คนเท่านั้น จักรพรรดิมารดาบโลหิตก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
“น่าเสียดายที่หลังจากวันนี้ไปจะไม่มีจักรพรรดิมารดาบโลหิตอีกแล้วนิกายเงาทมิฬก็จะเหลือผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับตะวันเพียงสิบคนเท่านั้น!”
เย่เทียนกล่าวอย่างเรียบเฉย
“ตายซะ!”
จากนั้นเขาก็ฟันดาบเข้าที่ศีรษะของจักรพรรดิมารดาบโลหิตเพียงดาบเดียว
ทันใดนั้น จักรพรรดิมารดาบโลหิตก็ล้มลงและสิ้นใจในที่สุด
หลังจากสังหารจักรพรรดิมารดาบโลหิตแล้วเย่เทียนก็เดินทางกลับ
ครั้งนี้
เขาปลอมตัวเป็นจักรพรรดิมารดาบโลหิตเขาจึงสามารถออกจากโลกสัตว์อสูรเหมันต์ได้อย่างง่ายดาย
ฐานจงไห่
เย่เทียนกลับมายังฐานจงไห่โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่เขารู้ดีว่าเรื่องการตายของจักรพรรดิมารดาบโลหิตคงปกปิดไว้ได้ไม่ได้นานและการตายของจักรพรรดิมารดาบโลหิตก็อาจจะถูกค้นพบในเร็วๆ นี้ ทว่านิกายเงาทมิฬเองก็คงจะไม่รู้ว่าใครที่เป็นคนลงมือสังหาร
โลกเซียนปฐพี สำนักงานใหญ่ของนิกายเงาทมิฬ
ป้ายวิญญาณของจักรพรรดิมารดาบโลหิตแตกกระจายและเรื่องนี้ก็ถูกค้นพบอย่างรวดเร็ว
เมื่อจักรพรรดิไร้เงารู้เรื่องนี้เข้าเขาก็โมโหเป็นอย่างมาก “ใคร?ใครกันที่กล้าสังหารจักรพรรดิระดับ 8 ดาราของนิกายเงาทมิฬของเรา!”
จากนั้นการประชุมก็เริ่มต้นขึ้น!
ในการประชุม จักรพรรดิระดับ8 ดาราคนหนึ่งเสนอว่า “ฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนิกายอื่นแม้ว่าทุกคนจะลงนามในข้อตกลงกันแล้ว แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่มาก มันเป็นไปไม่ได้ที่นิกายอื่นๆจะทำตามข้อตกลงนั้นอย่างเคร่งครัด พวกเขาอาจจะเป็นคนลงมือสังหารจักรพรรดิมารดาบโลหิตที่เป็นจักรพรรดิระดับ8 ดาราก็ได้ ผู้ที่สามารถสังหารเขาได้จะต้องเป็นจักรพรรดิระดับ 9 ดาราเท่านั้น ซึ่งโลกไม่มีจักรพรรดิระดับ9 ดาราเลยสักคน ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดมีเพียงจักรพรรดิระดับ 8 ดาราเท่านั้น แม้ว่าเผ่ามังกรจะมีจักรพรรดิระดับ9 ดารา แต่จักรพรรดิมารดาบโลหิตถูกสังหารในโลกสัตว์อสูรเหมันต์ เผ่ามังกรไม่น่าจะสามารถแฝงตัวเข้าไปได้มีเพียงคนจากนิกายอื่นเท่านั้นที่สามารถเข้าไปในโลกสัตว์อสูรเหมันต์ได้ ฉันจึงคิดว่าพวกเขาน่าสงสัยที่สุด!”
“ฉันเห็นด้วย!”จักรพรรดิอีกคนกล่าวขึ้นมาว่า “จากการสังเกตของเรา ดินแดนพลังปราณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอีกไม่นานวันเวลาที่ดินแดนนั้นจะเติบโตขึ้นจนถึงขีดสุดกำลังจะมาถึง แต่ดินแดนพลังปราณนี้เกิดขึ้นได้เพราะการกระตุ้นของพวกเราศักยภาพของมันไม่เพียงพอที่จะเทียบกับดินแดนพลังปราณปกติได้ เมื่อระดับจักรพรรดิเข้าไปในโลกนั้นมากเกินไปผลประโยชน์ที่เราได้รับก็จะน้อยลง บางทีกองกำลังอื่นๆ อาจจะวางแผนที่จะกำจัดจักรพรรดิที่ทรงพลังออกไป”
จักรพรรดิคนอื่นๆ ต่างก็แสดงความคิดเห็นและโต้เถียงกัน
ในเวลานั้น
จักรพรรดิไร้เงาจึงกล่าวขึ้นมาว่า“พวกคุณห้ามตัดสินเองตามอำเภอใจจนกว่าเรื่องนี้จะได้รับการยืนยันจักรพรรดิมารดาบโลหิตถูกสังหารในโลกสัตว์อสูรเหมันต์ พวกคุณจงไปตรวจสอบดูว่าวันนั้นมีจักรพรรดิคนใดเข้าไปในโลกสัตว์อสูรเหมันต์บ้างและมีคนจากนิกายอื่นเข้าไปในโลกสัตว์อสูรเหมันต์หรือไม่?”
ในปัจจุบัน จักรพรรดิไร้เงาเป็นจักรพรรดิระดับ9 ดาราเพียงคนเดียวของนิกายเงาทมิฬ คำพูดของเขามีอำนาจมาก จักรพรรดิคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าและตอบรับคำสั่งของเขาไม่มีใครกล้าโต้แย้งคำพูดของจักรพรรดิไร้เงา
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง นิกายเงาทมิฬก็ส่งคนออกไปสืบสวนเรื่องนี้ทันที
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถสืบหาความจริงได้!