ข่าวการพบชายหนุ่มพยายามจบชีวิตด้วยการะโน้ำกลายเป็ประเด็นที่ถูกนำเสนอในสื่อต่าง ๆ
ผู้ประกาศข่าว: เมื่อเช้ามืด ่เวลา 05.05 น. เกิดเหตุการณ์น่าเศร้า เมื่อพลเมืองดีที่กำลังออกไปหาปลา แล้วเจอชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี กำลังจมน้ำ จึงรีบเข้าช่วยเหลือ ขณะนี้คงอยู่ในอาการโคม่า และพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ดูจากกล้องวงจรปิด พบว่าชายหนุ่มดังกล่าวมายืนที่สะพานั้แ่เที่ยงคืน เหมือนกำลังร้องไห้เสียใจอย่างหนัก น่าจะเกิดจากปัญหาชีวิต และใน่เวลาตีสี่ ห้าสิบนาที ชายหนุ่มตัดสินใจะโลงจากสะพานหวังจบชีวิต
ชยากรที่กำลังนั่งทานอาหารเช้าในคฤหาสน์หรู พลางดูข่าวในไอแพด ขมวดคิ้วเมื่อเห็นข่าวชายหนุ่มะโน้ำ แม้จะไม่มีการระบุชื่อ แต่ความรู้สึกบางอย่างในใจก็ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายอย่างน่าประหลาด
"มีอะไรหรือเปล่าคะ ดูเครียดนะ" แพรไหมที่นั่งตรงข้ามเอ่ยถาม พลางจิบกาแฟอย่างสง่างาม หลังจากที่ทั้งคู่คืนดีกัน ทุกเสาร์-อาทิตย์แพรไหมจะมาบ้านของชยากร ซึ่งตอนนี้พ่อแม่ของชยากรไปเที่ยวต่างประเทศ ไปพักยาว ๆ สองสัปดาห์
ชยากรเลื่อนหน้าจอไอแพด "ไม่มีอะไรหรอกแค่ข่าวคนคิดสั้น คงเป็พวกมีปัญหาชีวิตน่ะ" น้ำเสียงของเขาดูไม่ใส่ใจ แต่ดวงตากลับจับจ้องอยู่ที่รูปภาพเบลอ ๆ ของผู้ถูกช่วยชีวิตอย่างไม่ละสายตา
"อ๋อค่ะ"
ตลอดทั้งวัน ชยากรมีความรู้สึกอึดอัดและกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก ภาพของผู้ชายที่จมน้ำวนเวียนอยู่ในหัวของเขา เขาพยายามไล่ความคิดนั้นออกไป
(ไร้สาระน่า... ไม่เกี่ยวอะไรกับเราสักหน่อย )เขาคิดในใจ
ตกเย็น ข่าวในเพจเริ่มมีการอัปเดตเพิ่มเติม โดยมีรายละเอียดว่าชายหนุ่มที่พยายามฆ่าตัวตายชื่อ "ชัชชน" และกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
"..."หัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้น ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่าง ภาพใบหน้าเศร้าสร้อยของชัชชนผุดขึ้นมาในความคิด
(ชัชชน...)ชยากรพึมพำชื่อนั้นในใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความใและความรู้สึกบางอย่างเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดหัวใจของเขา
"คุณเป็อะไรไปคะ หน้าซีดเชียว" เสียงของแพรไหมดังขึ้นด้วยความเป็ห่วง
ชยากรรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว "ผม... ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย สงสัยจะพักผ่อนน้อย ขอตัวก่อนนะ กลับบ้านดี ๆ นะแพรไหม เดี๋ยวผมให้คนขับรถไปส่ง"
"ไปหาหมอไหมคะ เดี๋ยวฉันพาไป"แพรไหมเป็ห่วงคนรัก
"ไม่เป็ไรครับ กินยาแล้วนอนพัก เดี๋ยวก็ดีขึ้น"
"ก็ได้ค่ะ ถ้าไม่ดีขึ้น รีบไปหาหมอนะคะ โทรหาฉันได้ตลอดเวลา"
"ครับ กลับบ้านดี ๆ นะ" ชยากรเดินไปส่งแพรไหมที่หน้าบ้าน และให้คนขับรถประจำบ้านไปส่งแฟนสาว
ชยากรรีบเดินขึ้นห้องเดิน เขาเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หมายจะโทรหาใครบางคน แต่ก็วางลงด้วยมือที่สั่นเทา "ไม่... ไม่ได้... ฉันทำแบบนั้นไม่ได้" เขากล่าวกับตัวเองอย่างสับสน ความกังวล และความกลัวตีรวนอยู่ในอก
"ทำไมนายถึงเป็แบบนี้..." เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ดวงตาเหม่อลอยไปยังภายนอก
ความกระวนกระวายกัดกินใจชยากรตลอดทั้งคืน เขานอนไม่หลับ ภาพของชัชชนในข่าววนเวียนอยู่ในความคิด ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจบางอย่าง
ชยากรโทรหาบอดิ้การ์ดด้วยน้ำเสียงเครียด
ชยากร: ไปดูอาการของชัชชน แล้วรีบมารายงานฉัน
บอดิ้การ์ด: ครับ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
บอดิ้การ์ด: อาการของชัชชนยังทรงตัวครับ ยังไม่รู้สึกตัว
ชยากรถอนหายใจออกมาอย่างหนักอึ้ง เขาอยากจะไปเยี่ยม อยากจะเห็นกับตา แต่ความกลัวที่จะถูกเปิดเผยและความอับอายก็ยังคงฉุดรั้งเขาไว้ราวกับโซ่ตรวน
หลายวันผ่านไป รายงานจากบอดิ้การ์ดยังคงเป็เช่นเดิม
ในห้องพักผู้ป่วยสีขาวสะอาด เปมิกานั่งเฝ้าพี่ชายไม่ห่าง ดวงตาของเธอแดงก่ำและบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก เธอจับมือเย็นเฉียบของชัชชนไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหลุดลอยไป เธอทำเื่ดร็อปเรียนไว้
"พี่ชัช... ได้ยินมิกาไหม..." เปมิกากระซิบเสียงแ่เบา น้ำตาหยดลงบนหลังมือพี่ชาย "ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้... ฮึก... พี่รู้ไหมว่ามิกาเสียใจแค่ไหน..."
ความเงียบงันในห้องมีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจที่ทำงานเป็จังหวะเท่านั้น ไม่มีสัญญาณใด ๆ ตอบสนองจากร่างที่นอนอยู่บนเตียง เปมิกาได้แต่ภาวนา ขอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ขอให้พี่ชายของเธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ความรู้สึกผิดกัดกินใจเปมิกาอย่างแสนสาหัส คำพูดที่เธอเคยพูดด้วยความโกรธและความอับอายยังคงดังก้องอยู่ในหู เธอโทษตัวเองที่เป็ต้นเหตุให้พี่ชายต้องเผชิญกับความสิ้นหวังถึงเพียงนี้
"มิกาขอโทษค่ะพี่ชัช..." เปมิกาพูดทั้งน้ำตา "มิกาไม่น่าพูดแบบนั้นกับพี่ชัชเลย... ฮึก... ยกโทษให้มิกาด้วยนะคะ..."
แต่ความเงียบก็ยังคงปกคลุมห้อง ราวกับว่าชัชชนไม่ได้ยินคำขอโทษที่ออกมาจากใจของน้องสาวเลยแม้แต่น้อย ความหวังในใจของเปมิกาเริ่มริบหรี่ลงทุกที
หลายวันหลายคืนผ่านไป
ความเงียบในห้องพักผู้ป่วยยังคงปกคลุมราวกับม่านหนา เปมิกายังคงเฝ้าพี่ชายไม่ห่าง ดวงตาของเธอเริ่มอ่อนล้าจากการอดนอนและร้องไห้ แต่เธอก็ไม่ยอมลุกไปไหน ราวกับกลัวว่าหากละสายตาไปแม้เพียงเสี้ยววินาที ชัชชนจะจากเธอไปตลอดกาล
เธอเล่าเื่ราวต่าง ๆ ให้พี่ชายฟัง แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ยิน เธอเล่าถึงความทรงจำในวัยเด็ก เสียงหัวเราะของพวกเขา ความฝันที่เคยมีร่วมกัน เธอหวังว่าเสียงของเธอจะสามารถทะลุทะลวงเข้าไปในความมืดมิด และปลุกจิตสำนึกของพี่ชายให้กลับคืนมา
"พี่ชัช... จำได้ไหม ตอนเด็ก ๆ พี่ชัชเคยสัญญาว่าจะซื้อจักรยานให้มิกา..." น้ำเสียงของเปมิกาสั่นเครือ "พอพ่อกับแม่ไม่อยู่ พี่ก็ทำตามสัญญาจริง ๆ ... มิกายังจำความดีใจในวันนั้นได้เลย..."
น้ำตาเม็ดเล็กๆ ไหลอาบแก้มของเธอ หยดลงบนมือที่เธอจับกุมไว้แน่น "พี่ชัชเป็ทั้งพี่ชาย ทั้งพ่อ ทั้งแม่... ถ้าไม่มีพี่ชัช... มิกาจะอยู่ยังไง..."
ในอีกมุมหนึ่งของเมือง ชยากรนั่งอยู่ในห้องทำงานที่มืดมิดของโรงแรม แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สาดส่องบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเครียด เขาจ้องมองข่าวชัชชนที่พยายามฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความรู้สึกผิดที่ทิ้งชัชชนจากไนต์คลับวันนั้นกัดกินเขาอย่างทรมาน เขาอยากจะไปเยี่ยมชัชชน อยากจะขอโทษ อยากจะชดเชยทุกสิ่งที่เขาได้ทำลงไป แต่ความกลัวที่จะถูกเปิดเผย ความอับอาย และความกังวลเกี่ยวกับชื่อเสียงและธุรกิจของครอบครัวก็ยังคงเป็กำแพงสูงที่ขวางกั้นเขาไว้ เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไหร่
"ทำไม... ทำไมมันต้องเป็แบบนี้..." ชยากรพึมพำกับตัวเองเสียงแ่
โทรศัพท์มือถือของเขาสั่นครืน สายจากบอดิ้การ์ดปรากฏบนหน้าจอ
ติ๊ด
บอดิ้การ์ด: อาการของชัชชนยังไม่ดีขึ้น คุณหมอบอกว่ายังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดครับ
ชยากรกำมือถือแน่น
หลายวันต่อมา
แพรไหมเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของชยากร เขามักจะเหม่อลอย ดูเครียด และหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับเธอ เธอรู้สึกได้ถึงความเ็าที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
"มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ?" แพรไหมถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขณะที่พวกเขากำลังทานอาหารเย็นด้วยกัน
ชยากรส่ายหน้าเล็กน้อย พยายามฝืนยิ้ม "ไม่มีอะไรครับ... ผมแค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยกับเื่งาน"
"แน่ใจนะคะ?" แพรไหมจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย "่นี้คุณดูแปลกๆ ไป... เหมือนมีอะไรในใจ"
ชยากรหลบสายตา "ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย"
แต่ความสงสัยในใจของแพรไหมกลับยิ่งทวีมากขึ้น เธอรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ชยากรกำลังปิดบังเธอไว้
ในห้องพักผู้ป่วย เปมิกายังคงหวังอย่างริบหรี่ เธออ่านหนังสือให้พี่ชายฟัง เปิดเพลงที่เขาเคยชอบ แม้จะไม่มีการตอบสนองใด ๆ เธอก็ยังคงทำต่อไปด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าสักวันหนึ่ง ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เปมิกากำลังเช็ดตัวให้พี่ชาย เธอสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง ขนตาของชัชชนกะพริบเบา ๆ
"พี่ชัช..." เปมิกาเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวัง
ชัชชนค่อย ๆ ฟื้นคืนสติในห้องพักผู้ป่วยสีขาวสะอาด สิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าเปื้อนน้ำตาแต่เต็มไปด้วยความโล่งใจของเปมิกา มือเล็ก ๆ ของน้องสาวกุมมือเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปอีกครั้ง
เปมิกากลั้นน้ำตาแห่งความดีใจไว้ไม่อยู่ เธอรีบกดปุ่มเรียกพยาบาลที่อยู่ข้างเตียงด้วยมือที่สั่นเทิ้ม
"พี่ชัช... พี่ฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย!" เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตื้นตัน
ไม่นานนัก พยาบาลสาวก็รีบวิ่งเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นว่าผู้ป่วยที่หมดสติไปหลายวันลืมตาขึ้นมาได้ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความยินดี
"คุณไข้รู้สึกตัวแล้วค่ะ" พยาบาลรีบเข้ามาตรวจชีพจรและวัดความดันโลหิตของชัชชนด้วยความเป็ห่วง
ชัชชนกะพริบตาช้า ๆ มองพยาบาลด้วยความอ่อนแรง "ผม... ผมอยู่ที่ไหนครับ?" เสียงของเขาแหบแห้ง
"คุณอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ คุณหมดสติไปหลายวัน ตอนนี้ปลอดภัยแล้วนะคะ" พยาบาลยิ้มอย่างใจดี "เดี๋ยวคุณหมอจะเข้ามาตรวจอาการอีกครั้งนะคะ"
เปมิกาไม่ละสายตาจากพี่ชาย เธอจับมือเขาไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความโล่งใจ "พี่ชัช... พี่ปลอดภัยแล้ว..."
ชัชชนมองน้องสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความอ่อนโยน "มิกา...."
มิกาถือแก้วน้ำพร้อมหลอดให้พี่ชายดื่ม หลังจากฟื้นขึ้นมา
"ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ...พี่ชัยพักผ่อนนะคะ" เปมิกาใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาบนแก้มของตัวเอง "แค่พี่ฟื้นขึ้นมา มิกาดีใจที่สุดแล้ว..."
"..."ชยากรมองน้องสาวทั้งดีใจ และรู้สึกผิด