เป็นไปได้อย่างไร!
ยามนีสีหน้าของหลิวลี่และคนอื่นๆ ต่างก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง เป็นเพราะปรมาจารย์จิตศัสตรานั้นหาได้ยากและล้ำค่า ฉะนั้นแล้วต่อให้สวีซิวอวดดีเพียงใดหลิวลี่และคนอื่นๆ ก็ทำได้เพียงอดทน ทว่ายามนี้กลับมีปรมาจารย์จิตศัสตราปรากฏขึ้นมาถึงสองคน!
“อยู่ตรงนั้น!”
หลิวลี่ตวาดเสียงดัง ขณะเดียวกันก็ใช้ดาบฟันไปยังกระโจมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เนื่องด้วยเป็นพลังกายาแสดงปราณจึงทำให้มีแสงของดาบปรากฏขึ้นมาด้วย
เชว้ง!
กระโจมฉีกขาดเป็นเสี่ยงๆ พลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมา ภายใต้แสงจันทร์นั้นคือใบหน้าที่ราบเรียบ เขาผู้นั้นก็คือ...เมิ่งฝาน! บนคันธนูมีลูกศรที่เตรียมพร้อม และเวลานี้เขาผู้นั้นก็กำลังยกยิ้มด้วยมุมปากอันมีองศาที่แปลกประหลาด
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสังหารผู้คน ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้บอกกับเมิ่งฝานว่าในเมื่อลงมือแล้วจะต้องดุดันและเฉียบขาดโดยใช้พลังแห่งอัสนีในการสังหารทุกสิ่ง ทุกคนที่ยังมีชีวิตล้วนแต่มีสิทธิ์ที่กลายเป็นศัตรูเขาทั้งสิ้น! ต่อมาปลายนิ้วของเขาก็ขยับแล้วใช้ศรอัสนีสังหารที่เพิ่งจะหลอมขึ้นมาหมาดๆ เล็งตรงไปยังหลิวลี่
ฉึบ!
เมื่อสิ้นเสียงที่คล้ายดั่งสายฟ้าสีหน้าของหลิวลี่ก็เปลี่ยนไป ก่อนจะยกมือขึ้นใช้ดาบเล่มนั้นต้านทานการโจมตีของเมิ่งฝาน ทว่าพลังการพุ่งทะยานของลูกศรและพละกำลังจากการปลดปล่อยที่ดุดันทำให้หลิวลี่ต้องล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว ดาบในมือเขาขาดครึ่งก่อนเจ้าของมันจะกระอักเลือดออกมา
เป็นพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เหนือกว่าศรเงาจันทราอย่างมาก!
เพียงชั่วพริบตาผู้คนทั้งหลายต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน ก่อนจะมองไปยังผู้ยิงธนูอย่างเมิ่งฝานด้วยความชะงักงัน เขาเป็นเพียงจอมยุทธ์ที่มีอายุไม่มาก ทว่ายามนี้กลับทำให้ผู้คนทั้งหลายสัมผัสได้ถึงอานุภาพมหาศาลและยากจะปิดบัง
มันเป็นไปได้อย่างไร!
สีหน้าของสวีซิวที่อยู่ในพุ่มไม้เปลี่ยนไปทันที เดิมคิดว่าศรเงาจันทราของตนเองสามารถสยบหลินเผิงได้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าผู้ที่น่าสะพรึงที่สุดในกลุ่มของหลินเผิงนั้นจะเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด แต่ก็หาใช่เพียงสวีซิวไม่ เวลานี้หลินเผิงและคนอื่นๆ ต่างก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าเมิ่งฝานจะเป็นปรมาจารย์จิตศัสตรา!
ปลดปล่อยลูกศรใต้แสงจันทรา คร่าชีวิตเป้าหมายอย่างฉับพลัน!
เพียงชั่วพริบตาปลายนิ้วของเมิ่งฝานพลันขยับ ในทุกคราที่เขาขยับคล้ายดั่งมีเงาของเทพแห่งความตายปรากฏ มีลูกศรพุ่งออกไปสามดอกด้วยความเร็วดั่งเซียนผู้เหาะเหินในทันใด ขณะเดียวกันยาตราเซียนเหินก็ทำให้ความเร็วของเมิ่งฝานเพิ่มขึ้นและสามารถหลบเลี่ยงลูกศรของสวีซิวได้ พร้อมทั้งปล่อยศรอัสนีสังหารออกไปด้วย
ฉึบ!
ลูกศรพุ่งผ่านขมับของสวีซิวไปทำให้เข้าตื่นตระหนกจนเหงื่อท่วมตัว สีหน้าซีดเผือดและถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว
ทางฝั่งของหลินเผิงและคนอื่นๆ ที่ได้เห็นการยิงธนูของเมิ่งฝานก็ส่งเสียงร้องฮึกเหิมออกมาก่อนจะพากันลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งทะยานไปหาหลิวลี่และคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ในเมื่อไม่มีปรมาจารย์จิตศัสตราคอยสยบก็หมายความว่าพวกเขาสามารถลงมือได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด ทำให้พวกเขามีความกล้าขึ้นมาในทันใด
“ขอบใจมาก!”
ในขณะที่หลินเผิงใช้หอกแทงไปยังร่างของทหารรับจ้างฝ่ายตรงข้ามก็ตะโกนบอกเมิ่งฝานจากที่ไกลๆ ทางฝั่งของเมิ่งฝานเพียงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะขยับร่างเพื่อทะยานเข้าไปในผืนป่า เพราะสิ่งที่ทำให้เขากังวลที่สุดในยามนี้ก็คือหินเพลิงวิญญาณในตัวของอสูรเพลิงวิญญาณตัวนั้น!
“ขวางเขาเอาไว้!”
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานทะยานออกไปหลิวลี่ก็ตะโกนออกมาเสียงดัง ทว่าเมื่อทหารรับจ้างที่อยู่ข้างกายเขาเห็นเมิ่งฝานกลับมีเพียงความสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นที่นัยน์ตา การลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าและเฉียบขาดของเมิ่งฝานทำให้เขาน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าหลินเผิงและผู้อื่น
ฉึบ!
เท้าเหยียบย่ำไปในอากาศพร้อมทั้งบิดร่างแล้วยิงธนูออกไป ลูกศรพุ่งลงไปยังดินโคลนเบื้องล่างทำให้เศษโคลนเหล่านั้นกระเด็นใส่ร่างของทหารรับจ้างที่ไล่ตามมา คนเหล่านั้นร่างกายสั่นสะท้านและทำได้เพียงยืนอยู่กับที่
เพียงไม่กี่อึดใจก็ปล่อยให้เมิ่งฝานหายเข้าไปในผืนป่า
เวลานี้เมิ่งฝานทะยานไปด้วยความเร็ว เขารู้ดีว่าหลินเผิงและคนอื่นๆ สามารถสยบกลุ่มทหารรับจ้างของหลิวลี่ได้ ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดของเขาในยามนี้ก็คือใช้ความเร็วสูงสุดไปช่วงชิงหินเพลิงวิญญาณ
การไล่ตามรอยเท้าทำให้เมิ่งฝานสามารถตามหาอสูรเพลิงวิญญาณได้ไม่ยาก เวลาราวครึ่งก้านธูปต่อมาเมิ่งฝานจึงพบว่าจุดสุดท้ายที่รอยเท้าของเป้าหมายหายไปคือปากถ้ำที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มันค่อนข้างลึกลับและหากไม่ใช่เพราะแกะรอยเท้าของอสูรเพลิงวิญญาณก็คงไม่มีทางหาเจอ
เด็กหนุ่มมองไปยังปากถ้ำแล้วกัดฟันแน่น หากไม่เข้าถ้ำเสือก็จะไม่ได้ลูกเสือ
เมิ่งฝานก้าวเข้าไปยังถ้ำนั้นโดยก้าวเดินอย่างระมัดระวังคล้ายดั่งจิ้งจอก
ขณะเดียวกันก็ปล่อยพลังปราณออกมาจากร่างกาย แม้ว่าเขาจะมีเกราะอัสนีคอยสยบพลังปราณไว้ แต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถระเบิดพลังออกมาได้ไม่น้อย
เขาเดินเข้าไปท่ามกลางความมืดเพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงจุดสุดท้ายของถ้ำ วินาทีต่อมารูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงเพราะเห็นร่างของอสูรเพลิงวิญญาณอยู่ไม่ไกล ทว่ามันได้ตายไปแล้ว
เขาไม่รู้ว่าในการต่อสู้เมื่อครู่เป็นพลังปราณของผู้ใดที่บังเอิญพุ่งไปโดนจุดใต้ซี่โครงของมัน ซ้ำยังเป็นจุดตายที่ทำให้มันไม่อาจรอดชีวิตได้ เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากร่างของสัตว์อสูร แม้ว่ามันจะตายไปแล้วแต่ก็ยังคงมีอานุภาพของสัตว์ร้ายที่น่าเกรงขามและรอยเลือดอันน่าสะพรึง
แต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานตกตะลึงนั่นก็คือแสงสีเงินที่เปล่งประกายภายในถ้ำแห่งนี้ ซึ่งมัน...มันคือเหมืองแร่!
เขานึกไม่ถึงเลยว่าถ้ำที่อสูรเพลิงวิญญาณหาเจอจะเป็นสถานที่ที่ดีถึงเพียงนี้ โดยธรรมชาติแล้วสัตว์อสูรมักจะเลือกที่อยู่อาศัยในแถบที่มีสมบัติล้ำค่าอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังนึกไม่ถึงว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นถึงเหมืองเงิน
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มเมื่อนึกไม่ถึงว่าจะได้ของแถมที่ล้ำค่าเช่นนี้ เขาขยับและเริ่มการเก็บของใต้หน้าท้องของอสูรเพลิงวิญญาณ
ทว่าเสียงของรั่วสุ่ยอีกลับดังขึ้นในหูอย่างฉับพลัน “ระวัง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลง กลิ่นหอมฟุ้งลอยมาจากข้างกาย ซึ่งมันก็เป็นกลิ่นที่ทำให้ร่างกายของเมิ่งฝานโอนเอนก่อนจะล้มลงไปบนพื้น
ตึก!
พลันมีเสียงหัวเราะดังขึ้นที่ปากถ้ำ ก่อนจะมีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาและเตะเข้าที่ร่างของเมิ่งฝานพร้อมทั้งหัวเราะอย่างชอบใจ “หึ มาถึงที่นี่ได้ก็นับว่าไม่เลว แต่น่าเสียดายที่เจ้ามาเจอข้าเสียก่อน!”
ว่าแล้วคนผู้นั้นก็เดินขึ้นมาด้านหน้าล้วงเอากริชออกมา ก่อนจะกรีดเข้าไปที่ท้องของอสูรเพลิงวิญญาณแล้วล้วงเอาหินเพลิงวิญญาณออกไป มันมีขนาดเท่ากำปั้น มีแสงสีแดงเปล่งประกาย เป็นของล้ำค่าระดับสามที่มีราคาสูงหากนำไปขายตามท้องตลาดด้านนอก
“ในที่สุดก็ตามหาเจอเสียที!”
เจ้าของเงาร่างนั้นเอ่ยเสียงเบา ทว่าในเวลาต่อมากลับมีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับนิ้วทั้งห้าที่ขยับเคลื่อนในอากาศ เจ้าของร่างนั้นก็คือเมิ่งฝานที่ล้มอยู่บนพื้นเมื่อครู่นั่นเอง เขามองไปยังอีกฝ่ายด้วยนัยน์ตาที่เยือกเย็นก่อนจะคว้าเข้าที่ฝ่ามือของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ
ความรู้สึกแรกนั้นก็คือความนุ่ม ทว่าเมิ่งฝานกลับไม่มีเวลาไปเชยชมมัน เขาระเบิดพลังออกมาพร้อมทั้งเหวี่ยงเจ้าของมือนุ่มใส่ผนังถ้ำอย่างรุนแรงและดุดัน
ปัง!
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเจ้าของร่างดังกล่าวก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาก่อนจะรู้สึกวิงเวียนและลมปราณแปรปรวน ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็คว้าหินเพลิงวิญญาณเอาไว้แล้วกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า “สิ่งที่เป็นของข้า คนอื่นจะมาแย่งไปง่ายๆ ได้อย่างไร!”
เมื่อครู่ตอนที่รั่วสุ่ยอีเอ่ยเตือนเขาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติจึงกลั้นหายใจไม่ได้สูดดมกลิ่นหอมนั้นเข้าไป นึกไม่ถึงว่าตนเองเกือบจะติดกับดักของอีกฝ่าย เมิ่งฝานรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินไปเบื้องหน้า ทว่าในขณะที่กำลังจะลงมือร่างของเขาพลันสั่นสะท้าน
เพราะว่าผู้ที่อยู่ติดผนังถ้ำนั้น...เป็นสตรี! ทั้งยังเป็นสตรีที่งดงามอีกด้วย นางสวมชุดสีน้ำเงิน รูปร่างอรชรได้รูป แม้จะไม่ได้สูงโปร่งและน่าหลงใหลเช่นกู่ซินเอ๋อร์แต่ก็น่ารักน่าทะนุถนอม เส้นผมยาวประบ่า ผิวเนียนขาวดุจหิมะ และมีใบหน้าที่น่ารัก
แม้จะหาได้งดงามดุจดั่งหญิงงามเมืองเฉกเช่นรั่วสุ่ยอี แต่ก็นับได้ว่าเป็นสตรีที่งดงามอย่างยิ่งผู้หนึ่ง แต่กลับมาช่วงชิงสิ่งของกับเมิ่งฝาน
เขากระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าคือโฉมสะคราญน่าหลงใหล แต่กลับทำตัวเป็นขโมยเสียได้
“เจ้ามองสิ่งใด!”
ในที่สุดสตรีผู้นั้นก็ได้สติ นางถลึงตามองเมิ่งฝานด้วยอารมณ์ที่บ่งบอกถึงความโกรธแค้น
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไป๋สุ่ยเอ๋อร์?”
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เจ้ารู้จักข้า?”
เมื่อได้รับคำตอบเมิ่งฝานก็หัวเราะออกมาเสียงเบา ในเมื่อไม่ตอบคำถามเขาเช่นนี้นางคงจะเป็นโฉมงามตามที่เขาเคยได้ยินมาจริงๆ
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “เจ้าหัวขโมย เจ้าเอาของของข้าไป นำมาคืนข้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นแล้วข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานจึงกระตุกยิ้มขึ้นมา แม้ว่านางจะทำตัวคล้ายขโมยตะโกนจับโจร แต่เขาก็หาใช่พวกบ้ากามดั่งเช่นสวีซิวจึงได้เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจะเอามันไป และเจ้าก็อย่าได้คิดที่จะแย่งไปด้วย รวมถึงของในนี้ทั้งหมดมันต้องเป็นของข้าเท่านั้น!”
หึ!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ทำหน้าไม่พอใจแล้วถามว่า “คนเช่นเจ้าน่ะหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันขยับ พุ่งเข้าหาเมิ่งฝานด้วยความรวดเร็ว
กายาแสดงปราณ กำลังภายในที่แผ่ซ่านออกมาตามอากาศบ่งบอกว่านางอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้า ซึ่งถือว่าศักยภาพของนางนั้นไม่เลวเลยก็ว่าได้
ส่วนเมิ่งฝานก็ขยับแขนชกออกไป ที่นี่เป็นเหมืองเงินลึกลับเขาไม่มีทางยอมยกให้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ง่ายๆ กำลังภายในของเด็กหนุ่มทะลวงอากาศตรงไปยังเงาร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ ทว่ากลับเหนือความคาดหมายของเมิ่งฝาน เพราะเมื่อหมัดของเขาพุ่งทะลวงกลับมีเพียงเงาร่างเท่านั้น
มันเป็นภาพลวงตา!
รูม่านตาของเขาหดเล็กลงก่อนจะรู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดพาเข้ามาจากด้านหลัง เขานึกไม่ถึงว่าสตรีผู้นี้จะรู้จักวิธีการแยกร่างและใช้ร่างจริงมาหลอกล่อตนเอง
เพียงชั่วพริบตาที่เมิ่งฝานรับรู้ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเจ้าของฝ่ามือนุ่มอย่างไป๋สุ่ยเอ๋อร์ได้จับไหล่ของเมิ่งฝานเอาไว้ โดยที่ระหว่างนิ้วของนางมีเข็มเงินปรากฏ และแทงมันลงไปบนร่างกายของเด็กหนุ่ม
ปึก!
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็คือเข็มของนางไม่อาจแทงทะลุชั้นผิวหนังของเมิ่งฝาน แต่กลับแทงลงไปยังสิ่งที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งจึงรีบตวัดแขนหลบออกไป
สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมีพลังมากมายมหาศาล ทันใดนั้นนางใช้แขนทั้งสองข้างพันธนาการร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้ขยับไปที่ใด พร้อมกับใช้พลังปราณจับเป้าหมายเพื่อปิดกั้นการไหลเวียนของพลังปราณอีกฝ่าย
เพียงชั่วพริบตาที่ถูกไป๋สุ่ยเอ๋อร์พันธนาการจนขยับไม่ได้ เมิ่งฝานก็ตวาดเสียงดัง ก่อนจะระเบิดพลังด้วยการถอยหลังไปอย่างรวดเร็วและดุดัน
ปัง!
ทั้งสองพลันพุ่งไปชนผนังถ้ำด้านหลัง ไป๋สุ่ยเอ๋อร์อยู่ด้านหลังของเมิ่งฝานจึงได้รับแรงกระแทกมากกว่า
แรงกระแทกนั้นทำให้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์แทบต้องหลั่งน้ำตา สีหน้าของนางเปลี่ยนไป ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ออกแรงดันไปด้านหลังเพื่อกดทับไม่ให้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ขยับไปที่ใดได้
ท่วงท่าในยามนี้ทำให้ร่างกายของทั้งสองอยู่ชิดกันจนไม่อาจแยกออกได้ เมิ่งฝานสามารถสัมผัสได้ถึงความนุ่มของก้อนเนื้อทั้งสองบริเวณแผ่นหลัง มันนุ่มนวลน่าสัมผัสและกำลังเปลี่ยนรูปไปเพราะการดันของตนเอง
ในยามนี้ขาทั้งสองข้างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่เกี่ยวรัดยู่บนตัวของเมิ่งฝานนั้น ก็ทั้งอวบอิ่มและนุ่มเด้ง...
หลังจากที่ท่วงท่าดังกล่าวค้างอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่งทั้งสองจึงได้สติ สีหน้าของทั้งคู่เผยความเก้อเขินขึ้นมาในทันใด ทำให้บรรยากาศที่น่าตื่นเต้นภายในถ้ำแห่งนี้เริ่มผ่อนคลายลง