เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 33 ฉนวนแห่งเภทภัย

    บทที่33ฉนวนแห่งเภทภัย

           เสียงดังสนั่นราวอัสนีบาศฟาดลงยังใจกลางอาราม“อวู่ยี่” ห้องหับของอารามที่เคยต้อนรับอาคันตุกะสองผู้บัดนี้หลงเหลือเพียงเศษซากของไม้ที่กองทับถมกันอยู่อย่างระเนระนาด เสียงเอะอะโวยวายเมื่อครู่เองก็ปลุกให้นักพรตทุกผู้ตื่นจากห้วงแห่งการหลับใหลและต่างกุลีกุจอวิ่งออกมาดูเหตุการณ์อย่างแตกตื่นด้านกลุ่มคนนับยี่สิบที่ถูกอาร์พีจีผ่าสหัสสวรรษสยบมาร บ้างบาดเจ็บมิอาจลุกขึ้นยืนบ้างมีโลหิตชโลมไปทั่วทั้งร่างกาย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังป้องกันการลอบโจมตีในครั้งนี้ได้บุรุษที่ถือมืดคู่มันสาดสายตาไปยังทิศทางของต้นเสียง พบว่าที่กลางอากาศมีกลุ่มหมอกควันทอดเป็นทางยาวแหวกฝ่าอากาศสายหนึ่งโดยจุดกำเนิดของหมอกควันสายนี้มาจากต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เช่นนั้นคนจึงกัดฟันกรอด!ก่อนตะโกนออกมาเสียงดัง

           “ตัวบัดซบมันอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่นั่น ฆ่าาาาา”

          สิ้นเสียงกลุ่มคนที่เหลืออยู่พลันกระโดดทะยานร่างวิ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็วชายที่ถือมีดคู่บรรลุถึงก่อน มันจึงหมุนร่างก่อนปามีดสั้นที่มือซ้ายออก มีดสั้นที่แฝงไว้ด้วยพลังญาณปาฏิหาริย์สีเหลืองอ่อนอันเย็นเยียบหมุนขวับเคี่ยวกลางอากาศปานจักรผันก่อนที่จะหมุนโค้งจู่โจมใส่เงาร่างอันตะคุ่มทั้งสองที่อยู่บนต้นไม้ ขวับ ขวับ เสียงมีดบินตัดผ่านเงาร่างดังกล่าวแต่ทว่ากลับตัดผ่านเพียงธาตุอากาศเท่านั้น

           “มันไม่ได้อยู่บนนั้น”

           “พวกมันหายไปไหน”

           “น่าแค้นใจนัก พวกมันเล่นงานพวกเราแทบแย่ แต่พวกเรากลับทำอันใดมันไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ”

           “สงบไว้ ตอนนี้แม้พวกมันจะหลบหนีไปได้ แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องตามตัวพวกมันจนพบแน่”

           “ท่านมีวิธีหรือ อ้อ.. ข้ากลับลืมไปเสียฉิบ พวกเรายังมีสิ่งที่ช่วยสะกดรอยชั้นดี”

          “มิผิด”

           เมื่อกลุ่มคนดังกล่าวสนทนากันเสร็จสิ้น พลันมีบุคคลผู้หนึ่งในกลุ่มห่อปากส่งเสียงหวี๊ดดดด ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ มิช้าเสียงบินพรึบ พรึบ พรึบ ก็เคลื่อนเข้าหาพวกมันอย่างรวดเร็วจากนั้นนกฮูกจำนวนไม่น้อยกว่าสิบตัวก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วบินเวียนวนบนท้องนภา เมื่อนกฮูกพวกนี้ได้ยินเสียงหวี๊ดอีกครั้งก็ต่างแยกย้ายบินไปทั้งสี่ทิศแปดทางก่อนค่อยๆ หายไปตามความมืดยามราตรี

     

            หลังจากที่ทวนมือเดียว หรือก็คือเจ็ดบัญญัติฟ้าฯ สีคราม ได้ค้นหาบางสิ่งบางอย่างในโบราณสถานอันเก่าแก่เป็นเวลาเนิ่นนานสุดท้ายแล้วก็มิได้ค้นพบสิ่งใดคนจึงได้เดินทางหาเบาะแสไปเรื่อย สุดท้ายกลับมาโผล่ที่อารามอวู่ยี่บนยอดเขาสูงแห่งนี้ยามนี้ราตรีก็ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมแล้ว สายลมก็รุนแรงยิ่ง คนจึงหยุดการเดินทาง และเข้านั่งสมาธิที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ห่างไปไม่ไกลจากอารามอวู่ยี่มันกำลังรับรู้พลังธรรมชาติ ทำความเข้าใจกับกฏเกณฑ์เพื่อหวังก้าวข้ามในระดับต่อไป มันหลังจากที่ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์หรือก็คือเจ็ดบัญญัติฟ้าฯ สีแดง ความเข้าใจต่อกฏเกณฑ์ธรรมชาติก็สูงส่งขึ้น ทำให้มันสามารถก้าวข้ามขอบเขตเหนือธรรมชาติขึ้นมาได้ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะก้าวติดตามฮุ่ยหลง และหยางเค่อไปติดๆ ชั่วขณะที่มันกำลังจะไขปมปริศนาของกฏเกณฑ์ธรรมชาติเปราะหนึ่งไปได้สำเร็จนั้นพลันมีเสียงตูมดังสนั่นกึกก้องขึ้นที่อารามอวู่ยี่ สมาธิที่ทำมาพลันมลายหายไป คนสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่ขาวซีดก่อนที่คนจะหน้านิ้วคิ้วขมวด และสบถออกมาประโยคหนึ่ง

           “บิดามันเถอะ ปมปริศนาที่ข้าเฝ้าทำความเข้าใจมานานปีกำลังจะถูกแก้ออกแล้วแท้ๆตัวบัดซบที่ใดกันมาขัดขวางทำลายสมาธิข้า”

     

            ท่ามกลางป่ารกชัฏบริเวณตีนเขา มีบุรุษสองผู้กำลังเดินเท้าลงมาอย่างเร่งรีบระหว่างที่เท้ากำลังเยื้อย่าง ปากของพวกมันก็กล่าววาจาไม่หยุดหย่อน

            “หลงเหอ เจ้าจะใช้อาวุธพิสดารนั่นโจมตีพวกมันทำไมเล่า”

           “ก็มันคิดสังหารพวกเราก่อน ข้าถือคติที่ว่า ใครดีมาข้าดีกลับ ใครร้ายมาข้าร้ายตอบใครจะฆ่าข้าต้องชิงฆ่ามันก่อน มิเช่นนั้นสุนัขคาบข่าวอย่างข้าจะมีชีวิตอยู่รอดจนถึงป่านนี้รึ”

           “คนเราหากหลงเหลือชีวิต ไว้คิดบัญชีทีหลังก็ยังมิสาย เพราะหากถูกพวกมันจับได้พวกเราจะแย่เอา”

          “ข้ามีสหายที่เก่งกาจเช่นเจ้า และมีอาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารนี้ ข้ายังเกรงกลัวผู้ใด”

           “หลงเหอเจ้าผิดแล้ว เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า ในตอนนี้ผู้ที่เหนือกว่าข้ายังมีมากมายนักเจ้าก็เห็นเมื่อครั้งที่อยู่ชนเผ่าอุยฮู และในกลุ่มคนเมื่อครู่มิแน่ข้าอาจจะสู้มิได้”

           หลงเหอทำหน้าครุ่นคิด ก่อนกล่าว “ข้าเข้าใจแล้ว ขออภัยเป็นข้าวู่วามจนเกือบจะสร้างเรื่องอีก”

           “มิเป็นไร เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว.. ว่าแต่ในถุงผ้าอันแปลกประหลาดที่ด้านหลังของเจ้าบรรจุวัตถุทรงรีไว้อีกกี่ชิ้นกัน”

           “กระสุนนี้หรือ เหลือเพียงเจ็ดลูก”

           “เช่นนั้นแสดงว่าใช้การได้อีกเพียงเจ็ดครั้ง ใช่หรือไม่”

           “ถูกต้อง”

           “เจ้าควรเก็บไว้ใช้ในคราจำเป็น มันอาจช่วยชีวิตเจ้าหรือช่วยเหลือผู้อื่นได้”

            “เฟยหลง ข้าก็เคยครุ่นคิด ว่าหากวันหนึ่งอาร์พีจีกระบอกนี้ใช้การไม่ได้ แล้วข้าจะทำอะไรได้ข้าอุตส่าห์มายังโลกอดีตกาลราวปาฏิหาริย์ ทั้งได้เจอเรื่องราวที่เหนือกว่าการอ่านในนิยายแต่ข้ากลับเป็นได้เพียงขยะตนหนึ่งทั้งยังเป็นตัวถ่วงเจ้าเท่านั้น เฟยหลง ข้าอยากมีพลังข้าอยากจะเก่งกาจเหมือนอย่างเจ้า ข้า…. ต้องทำเช่นไร”

             “เรื่องนี้ไว้ค้นหาอาจารย์ข้าพบ ข้าจะขอร้องท่านผู้เฒ่าให้รับเจ้าเป็นศิษย์อีกคน”

             “เจ้ามิได้โกหกข้า”

             “เจ้าเห็นข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ เพียงแต่…”

             “เพียงแต่อะไร”

             “ท่านผู้เฒ่าจะรับเจ้าเป็นศิษย์หรือไม่นั้น ข้ามิอาจตอบได้”

             “สุดแท้แต่โชควาสนาสินะ”

             “มิผิด”

              แม้นท้องนภาจะมืดมิดไร้แสงดาราเพียงใด แต่ทัศนีภาพเบื้องหน้ากลับมิได้มืดมิดมากเท่าใดนักส่งให้เฟยหลงและหลงเหอเดินทางหลบหนีจากเขาลูกดังกล่าวได้อย่างไม่ยากเย็น ทั้งดูเหมือนกลุ่มคนที่คิดสังหารพวกมันก็มิอาจจะตามร่องรอยของพวกมันได้เมื่อเป็นเช่นนี้บรรยากาศอันตรึงเครียดเมื่อครู่ก็ได้ลดทอนลง ทำให้คนทั้งสองพากันทรุดนั่งหายใจหายคอได้อย่างเต็มที่แต่เพียงชั่วอึดใจเฟยหลงที่มีประสาทสัมผัสตอบรับกลับธรรมชาติได้อย่างดีเลิศพลันรับรู้ถึงแสงสุกใสจากนัยน์ตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมายังพวกตน คนจึงพุ่งร่างทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เงาร่างพล่าพลายเมื่อปรากฎขึ้นอีกทีก็บรรลุถึงเจ้าของนัยน์ตาคู่นั้นแล้วเฟยหลงเมื่อเห็นที่มาของดวงตาคนต้องหยุดยั้งสภาวะของตนเอง

            “เพียงนกฮูกรึ”

             เป็นนกฮูกที่ตื่นตกใจต่อการมาของชายหนุ่มเบื้องหน้า จึงได้ร้องเสียงดังลั่นแล้วกางปีกโผบินหลบหนีไปหลงเหอที่เห็นเฟยหลงพุ่งออกไปโดยมิได้บอกกล่าว คนก็ได้วิ่งตามมา ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดที่เฟยหลงยืนอยู่คนจึงเอ่ยปากถามขึ้น

             “เมื่อครู่เจ้าเห็นสิ่งใดหรือ”

            “ไม่มีใด เพียงนกราตรีตัวหนึ่งเท่านั้น”

            กล่าวจบ ทั้งสองก็ได้เดินทางต่ออีกครั้ง ทว่าขณะที่พวกมันกำลังก้าวเดิน พลันมีเสียงขวับๆแหวกฝ่าอากาศพุ่งมายังด้านหลัง เฟยหลงมีปฏิกิริยาก่อน จึงผลักฝ่ามือส่งพลังญาณอันเบาบางสายหนึ่งส่งหลงเหอให้กระเด็นล้มลงที่ด้านข้างส่วนตนนั้นพลันย่อตัวลงเล็กน้อย ก่อนดีดตัวขึ้นหมุนร่างกลางอากาศสองตลบ หลบรอดจากวัตถุที่คลุมไว้ด้วยพลังญาณสีเหลืองอ่อนอันเย็นเยียบก่อนวัตถุที่หมุนวนราวจักรผันนี้จะวกกลับเข้าใส่เฟยหลงอีกครั้ง ครานี้เฟยหลงพลันชักกระบี่สีดำมะเมื่อมที่ด้านหลังก่อนตวัดกระบี่เกิดเป็นบุบผากระบี่หมุนวนเข้าต้านรับเคร้ง! เสียงปะทะคราหนึ่ง ก่อนที่มีดบินจะถูกทำลายสภาวะการจู่โจมจนต้องตกหล่นสู่พื้นไปเมื่อมีดบินเล่มดังกล่าวร่วงหล่นถึงพื้น ก็มีเสียงปรบมือของบุคคลผู้หนึ่งดังขึ้น

            “แปะ แปะ แปะ ฝีมืออันยอดเยี่ยม มิคิดว่าคนของทางการกลับมีพลังญาณสูงส่งถึงเพียงนี้”

            เฟยหลงจ้องมองผู้มา พบว่าเป็นชายฉกรรจ์ที่ตนมิเคยพบพานมาก่อน คนจึงเกิดความงุนงงก่อนกล่าวขึ้น “ข้าคิดว่าท่านต้องมีอันใดเข้าใจผิดเป็นแน่ เราท่านต่างมิเคยพบพานหรือทำร้ายน้ำใจกันมาก่อน เหตุใดจึงคิดสังหารพวกข้า”

            “เหตุผลบางประการ มิจำเป็นต้องรู้จัก ก็สามารถฆ่ากันได้ จงจำคำนี้เอาไว้ให้ดี…..ฆ่าาาา”

            สิ้นคำกล่าวของชายฉกรรจ์ผู้มา พลันมีคนนับสิบพุ่งออกมาจากสี่ทิศแปดทาง หนึ่งในนั้นกลับมีพรตชราจากอารามอวู่ยี่ผู้ที่เคยต้อนรับขับสู้พวกตนนั่นเอง แต่ทว่าเฟยหลงสัมผัสได้อยู่ก่อนหน้าแล้ว ว่ามีกลุ่มคนปิดล้อมพวกมันไว้อยู่คนจึงเตรียมตัวพร้อมรับมือแต่ต้น

            “พยุหะหมื่นกระบี่ทลายสวรรค์”

            วิ้ง วิ้ง วิ้ง วิ้ง วิ้ง วิ้ง……… ปรากฏรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสนับห้าสิบเล่มเรียงรายอยู่บนอากาศด้านหลังของชายหนุ่มซึ่งรังสีกระบี่ทั้งห้าสิบเล่มเป็นขีดจำกัดของชายหนุ่มที่สามารถเรียกออกมาได้ในขณะนี้เฟยหลงมันย่อมไม่ประมาทผู้มาเป็นแน่ เพราะตอนนี้อย่างน้อยมีถึงสองผู้ที่ด่านญาณอยู่ในระดับเดียวกันกับมันหรืออาจจะเหนือกว่ามันครึ่งก้าวและถึงแม้มันจะมีเส้นลมปราณชีพจรเทวะที่สามารถต่อกรกลับผู้ที่เหนือกว่าได้อย่างไม่เสียเปรียบตามที่อาจารย์เคยบอกไว้แต่มันย่อมไม่มีทางเลินเล่อต่อพรสวรรค์นี้อย่างแน่นอน เพราะคนเราเมื่อมีความประมาทย่อมมิพ้นที่จะประสบความยุ่งยาก

            เฟยหลงโบกมือส่งรังสีกระบี่สามเล่มลอยไปล้อมรอบร่างของหลงเหอเอาไว้ ก่อนรังสีกระบี่ทั้งสามจะหมุนวนเกิดเป็นบุบผากระบี่สีทองเจิดจรัสสามดอกปกป้องร่างของหลงเหอจากนั้นเฟยหลงก็เรียกรังสีกระบี่อีกสองเล่มมาไว้ที่มือซ้ายขวา ก่อนยืนตะหง่านดั่งขุนเขาตั้งท่าเตรียมรับมือกับบุคคลนับสิบนี้

            ด้วยเคล็ดวิชาที่น่าเกรงขาม ท่วงท่าที่หนักแน่น ด่านญาณที่สูงส่ง บันดาลให้เหล่าคนนับสิบเกิดความย่นระย่อต่อชายหนุ่มเบื้องหน้านี้มันหากมีอายุและพลังญาณระดับนี้ จะไม่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในแคว้นได้อย่างไร หรือมันกลับเป็นยอดคนอายุเยาว์ที่มาจากสารทิศอื่นเช่นนั้นมิใช่ว่าพวกตนไปตอแยกับขุมอำนาจอื่นแล้วหรือ ได้คิดเช่นนั้น พรตชราจากอารามอวู่ยี่จึงกล่าวขึ้น

            “เจ้าหนุ่ม เจ้ามีนามว่าอะไร ที่แท้มาจากที่ใด เหตุใดจึงต้องตามหาชายชราที่กวาดพื้นอารามด้วย”

            เฟยหลงใคร่ครวญอยู่คราหนึ่ง ก่อนกล่าว “ข้ามีนามว่า เฟยหลงมาจากอารามเทพซีเซี่ย”

            ชายฉกรรจ์ที่ถือมีดสั้นในมือ ผู้ที่เริ่มลงมือก่อนหน้า พลันกล่าวขึ้น “อารามเทพซีเซี่ย เช่นนั้นไม่มีใดต้องเกรงกลัว มันกล้าทำร้ายพี่น้องเราถึงแคว้นเหยียนพวกเราก็ฆ่ามันเสีย นี่กลับเป็นเหตุผลอันสมควรแล้ว”

            หลงเหอได้ยินเช่นนั้น ก็ส่งเสียงด่าทอขึ้น “วาจาสุนัขเป็นพวกเจ้าต่างหากที่คิดสังหารพวกเราก่อน”

            “คนตาย มิอาจใต่ถามหาความได้ ฆ่าาา”

             ลมหวือพัดไปทั่วบริเวณ บรรยากาศรอบด้านเกิดการปั่นป่วนเมื่อคนทั้งสิบต่างยกเหยียดฝ่ามือหันมาทางเฟยหลงที่ใจกลางฝ่ามือของพวกมันเกิดการบิดเบี้ยวหมุนวนของพลังธรรมชาติ ก่อนที่จะก่อเกิดเป็นก้อนพลังทรงกลมสีเหลืองอ่อนละมุนแต่แผ่ไอเย็นเยียบคล้ายดวงจันทร์ออกมาพลังรูปทรงกลมสีเหลืองอ่อนต่างขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดเท่ากับศีรษะของมนุษย์สองคนจากนั้นพวกมันก็ส่งพลังรูปทรงกลมโจมตีเข้าใส่เฟยหลงอย่างพร้อมเพียง

            คลื่นพลังนับสิบถูกส่งออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสภาวะของพลังก็มิได้อ่อนด้อยเลยแม้แต่น้อยเช่นนี้เฟยหลงจึงต้องเรียกรังสีกระบี่สิบเล่มที่ด้านหลัง ก่อเกิดเป็นบุบผากระบี่สีทองเข้าต้านรับเสียงดังสะท้านก้องไปทั่วขุนเขา เมื่อพลังทั้งสองฝ่ายปะทะกัน แรงกระแทกจากคลื่นพลังส่งให้กลุ่มคนนับสิบต้องถอยกรูดกลับไปไกลมีเพียงเฟยหลงที่ถูกคลื่นพลังบีบอัดจากทุกทิศทาง ตนจึงรับคลื่นพลังสะท้อนนี้เข้าไปอย่างเต็มลักทำให้ร่างซวนเซเล็กน้อยก่อนหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่

     

           เสียงสะท้านกึกก้องทั่วขุนเขา ส่งให้ม้าที่บรรทุกเทียมเกวียนมาตามทางสายหนึ่งต้องตื่นตะหนกก่อนจะกระโดดยกเท้าหน้าหยุดเคลื่อนที่อย่างกระทันหัน ทำให้คนบังคับเกวียนแทบถูกสบัดตกลงไปชายที่คุมบังเหียนเมื่อควบคุมม้าให้อยู่ในความสงบลงได้ ปากจึงกล่าวขึ้น

            “องค์หญิงทรงได้รับบาดเจ็บหรือไม่พะยะค่ะ”

            หญิงสาวในเทียมเกวียนผู้หนึ่งพลันกล่าวตอบขึ้นแทน “ท่านพ่อองค์หญิงทรงมิได้เป็นอะไร ท่านไม่ต้องห่วง… ว่าแต่เมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ”

             “ห่างไปไม่ไกล น่าจะมียอดคนด่านญาณมิอ่อนด้อยกำลังต่อสู้กันอยู่”

             “เช่นนี้เอง”

            หญิงสาวอีกผู้ในเทียมเกวียน พลันกล่าวขึ้น “เดินทางต่อเถอะ”

             “พะยะค่ะ”

     

            เมื่อคลื่นลมอันปั่นป่วนสงบลง เป็นชายฉกรรจ์ผู้ที่ถือมีดคู่พุ่งร่างเข้าหาเฟยหลงมีดสั้นในมือถูกตวัดส่งออกด้วยกระบวนท่าสังหารอันรวดเร็วและดุดัน เฟยหลงเองก็ตวัดรังสีกระบี่ในมือเข้าต้านรับอย่างแม่นยำมีดสั้นในมือซ้ายของชายฉกรรจ์วกอ้อมจู่โจมใส่ต้นคอของเฟยหลง เฟยหลงก็ไขว้มือกลับหลังหมุนควงรังสีกระบี่ป้องกันได้ทันท่วงที ก่อนที่คนจะหมุนตัวแฉลบผ่านร่างชายฉกรรจ์นี้แล้วฟันรังสีกระบี่ในมืออีกข้างเฉียงจากบนลงสู่ด้านล่างชายฉกรรจ์มิรอช้า มันตวัดฟันมีดสั้นในมือต้านรับ ก่อนกระโดดตีลังกากลับหลังพร้อมทั้งปามีดสั้นในมือทั้งคู่ออกมาเสียงขวับของมีดบินทะยานฝ่าอากาศเข้าหาเฟยหลง ผะทะเข้ากับรังสีกระบี่เข้าอย่างจัง จนรังสีกระบี่ในมือของชายหนุ่มแตกสลายไป

            ชายฉกรรจ์อาศัยจังหวะที่รังสีกระบี่ในมือของเฟยหลงพึ่งแตกสลาย มันก็ชักมีดสั้นที่หว่างเอวออกมาอีกคู่ก่อนเค้นพลังญาณจากแก่นญาณชีพจรฟ้ามาไว้ที่มีดสั้นในมือ ปรากฏแสงสีเหลืองอ่อนละมุนเย็นเยียบออกมา แล้วมันก็ปามีดสั้นในมือโจมตีเฟยหลงอย่างรวดเร็วด้วยระยะทางที่กระชั้นชิด และพลังญาณที่เหนือกว่าชายหนุ่มครึ่งก้าว ทำให้เฟยหลงมิอาจขยับตัวหลบรอดได้ทันคนจึงตวัดนิ้วออกต้านรับ

            “เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”

           ลำแสงสีทองพุ่งสกัดมีดบินเล่มหนึ่งได้สำเร็จ แต่ทว่ามีดบินอีกเล่มกลับหมุนวนหลบรอดจากลำแสงพลังสีทองได้และปักเข้ายังหัวไหล่ซ้ายของชายหนุ่ม จนโลหิตสดไหลอาบไปทั่วแขนของมัน และค่อยๆ หยาดหยดลงยังผืนปฐพี