หลังจากที่ฉินหนิงจืออาบน้ำเสร็จ ฟางซื่อก็กลับมาจากเรือนไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินพอดี นางกำลังจะถามเื่หยวนซื่อ แต่กลับเห็นฟางซื่อขมวดคิ้ว
“เพิ่งจะหายดี ผมยังเช็ดไม่ทันแห้งเลย ทำไมรีบออกมาเสียล่ะ ระวังจะเป็หวัดเอานะ”
ครั้นแล้วฉินหนิงจือก็ถูกฟางซื่อลากไปอบผมที่หน่วนเก๋อ[1] ที่มีเตาเล็กทำจากทองคำแท้เคลือบน้ำมัน ข้างในจุดธูปหอมกลิ่นม่อลี่ฮวา[2] สำหรับอบผมให้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
“ต้องอบผมให้แห้งถึงจะไม่เป็หวัดเอา” ฟางซื่อมือหนึ่งถือเตา มือหนึ่งสางผมให้ฉินหนิงจือ
มือของมารดาทั้งอบอุ่นและอ่อนนุ่ม ฉินหนิงจือรู้สึกอุ่นใจ ปล่อยวางความกังวลไว้ชั่วคราว นางซบลงบนตัวฟางซื่อแล้วเอ่ยอย่างออดอ้อน “หากใช้ถ่านใยเงินก็คงจะดีกว่านี้ไม่น้อย กลิ่นหอมๆ นี้ทำเอาข้าเคลิบเคลิ้มไปหมดเลยเ้าค่ะ”
นางไม่เคยชอบสิ่งเหล่านี้ที่ผู้หญิงชอบใช้กัน ั้แ่เล็กจนโตนางไม่เคยใช้ธูปหอมนี้เลย มีเพียงในภพก่อนใช้แค่ครั้งเดียวตอนแต่งงานเข้าจวนจิ้นกั๋วกงเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในจวน และก็เป็การทักทายอย่างหนึ่งกับเหล่าสตรีในจวนด้วย นางเลยถูกกู้จ่างหนิงรมธูปหอมให้อยู่หลายครา
กู้จ่างหนิงบอกว่าสิ่งนี้จะช่วยเสริมให้นางแลดูมีสง่าราศียิ่งขึ้น
แต่ทุกครั้งที่กู้จิ่งหยวนได้กลิ่นก็มักจะขมวดคิ้ว แม้จะไม่เอ่ยอันใด ทว่านางก็รู้ว่าเขาไม่ชอบ
ต่อมาไม่ว่ากู้จ่างหนิงจะโน้มน้าวนางให้ใช้ธูปหอมกี่ครั้ง นางก็ไม่ใช้จนกระทั่งวันตาย
“เ้าเป็สตรี ตอนนี้ก็สิบสองปีแล้ว ถึงวัยที่จะต้องออกเรือนแล้ว ทำไมถึงไม่ทุกข์ร้อนเื่ของตนเลยล่ะ วันๆ เอาแต่เล่นเป็เด็กไปได้” ฉินหนิงจือได้ยินคำเอ่ยนั้นกลับเลิกคิ้วขึ้น ฟางซื่อคิดว่าการรักสวยรักงามนั้นเป็นิสัยของสตรี เหตุใดลูกสาวนางถึงได้ต่างจากสตรีอื่น
ฟางซื่อมองแววตาและริมฝีปากรูปกระจับ ตลอดจนฟันขาวของเด็กหญิงผ่านคันฉ่องทองเหลืองทรงดอกหลิงฮัว
ความจริงฉินหนิงจือนั้นหน้าตาสวยงาม ทว่าทำไมถึงยังไม่รู้ความอีกนะ วันๆ เอาแต่เล่นทวนเล่นพร้า ไม่รู้จักเขินอายต่อลูกพี่ลูกน้องทางบ้านมารดาแต่อย่างใด บางครั้งนางก็ไม่รู้จะพูดเช่นไร
ใช่ว่านางไม่เคยคิดเื่แต่งงานระหว่างลูกสาวกับลูกพี่ลูกน้อง อี้เกอร์เป็เด็กดีทั้งยังเป็ลูกหลานคนโตของจวนตระกูลฟาง ในภายภาคหน้ามีอนาคตแน่นอน ที่สำคัญคือเขาดีต่อหนิงจือ และหนิงจือก็ยอมเล่นอย่างสนิทสนมกับเขา
เพียงแต่นางมานึกๆ ดู ทั้งยังปรึกษากับกู้หมอหมอแล้ว สุดท้ายก็รู้สึกว่าอี้เกอร์ไม่ใช่คู่ครองของหนิงจือ เหตุผลไม่ใช่เป็เพราะตัวเขา แต่เป็เพราะว่าจวนตระกูลฟางนั้นไม่ใช่สถานที่ที่น่าไปข้องเกี่ยวด้วย
นางเกิดและเติบโตในจวนตระกูลฟาง เื่เลวร้ายของจวนหลังนั้นนางรู้หมด กว่านางจะหลุดออกมาได้ไม่ง่ายเลย แล้วเื่อะไรที่นางจะโยนหนิงจือเข้าไปในกองไฟนั้นล่ะ
ขนาดนางแต่งเข้าจวนตระกูลฉินแล้ว แม่เลี้ยงของนางยังตามมาราวีไม่เลิก ถ้าหนิงจือแต่งเข้าไปยิ่งไม่ต้องคิดเลยว่าจะถูกแม่เลี้ยงของนางกลั่นแกล้งเพียงใด!
ลูกสาวที่นางคอยเฝ้าทะนุถนอมมาไม่ได้มีเพื่อให้ไปแต่งงานเพื่อให้คนอื่นทำร้ายทารุณ!
แต่ว่าเื่แต่งงานของหนิงจือ ก่อนหน้านี้พี่สะใภ้ใหญ่เคยเอ่ยปากกับนางอยู่ครั้งหนึ่งว่ากงจื่อ บุตรชายของหลี่ซื่อหลัง2 เ้ากรมการคลัง อยากจะแต่งงาน เขาไม่มีข้อเรียกร้องอะไร ขอแค่เ้าสาวหน้าตาพอดูได้ก็พอ
ตอนแรกพี่สะใภ้ใหญ่บอกว่าจะเป็แม่สื่อให้คุณหนูรอง ใครจะไปรู้ว่าพอไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินทราบเื่เข้า เฉินซื่อก็โดนตำหนิ ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินบอกว่าจะจัดการเื่คู่ครองของคุณหนูรองเอง ห้ามใครไปยุ่งเด็ดขาด แม้แต่พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ก็เช่นกัน
เื่ก็เป็เช่นนี้ โดยนางได้นัดดูตัวกันไว้แล้วในเดือนหน้าวันขึ้นห้าค่ำ หลี่ซื่อหลังไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครลูบหน้าได้ง่ายๆ พี่สะใภ้ใหญ่เลยอยากเป็แม่สื่อให้หนิงจือแทน
ตอนแรกนางอยากจะคุยอย่างจริงจังกับพี่สะใภ้ใหญ่สักครั้ง แต่ใครจะไปรู้ว่าฉินหนิงจือจะตกน้ำเสียก่อน ทั้งยังเกิดเื่ปะทะกันในวันนี้อีก ดังนั้นเื่แต่งงานดีๆ เช่นนี้คาดว่าพี่สะใภ้ใหญ่คงไม่ยอมแนะนำให้หนิงจือหรอกกระมัง
บางทีอาจจะแนะนำให้คุณหนูห้าแทน แม้จะเป็แค่ลูกสาวของทายาทสายรอง แต่ตระกูลหลี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา!
คิดได้ดังนี้แววตาของฟางซื่อก็หม่นลงอย่างนึกเสียดายในใจ
ฉินหนิงจือกลับไม่รู้ว่าฟางซื่อเป็กังวลเื่การแต่งงานของนางมากเพียงนี้ ได้แต่มองตามสายตาของอีกฝ่าย
แล้วก็เห็นเงาเด็กหญิงในคันฉ่องทรงดอกหลิงฮวา
เรียวคิ้วดำราวสีหมึก ดวงตาแวววาวราวหยดน้ำ ใบหน้าละอ่อนขาดความยั้งคิดและโอ้อวด ทว่าก็เผยความนิ่งสุขุมออกมาเล็กน้อย...
นี่เป็นางใน่อายุสิบสองปีสินะ!
ั้แ่คืนชีพมานางยังไม่ได้มองดูตัวเองในวัยสิบสองปีชัดๆ เลยสักครั้ง ค่อนข้างแตกต่างจากนางในวัยโต
เมื่อก่อนฮูหยินของจิ้นกั๋วกงบอกว่าคิ้วกับดวงตาของนางนั้นแลดูกล้าหาญยิ่งนัก โดยเฉพาะดวงตาที่จ้องมองนิ่งเหมือนจะจับผิดคนคู่นั้น ทำเอาผู้คนที่เห็นต่างไม่ชอบใจ
แต่เดิมนั้นนางในวัยสิบสองมีคิ้วเรียวโค้งคล้ายใบหลิว ตากลมโตเหมือนลูกซิ่งเหริน มีความนุ่มนวลเชื่อฟัง ซึ่งฮูหยินของจิ้นกั๋วกงนั้นชมชอบ
ผิวของนางยังไม่คล้ามแดดเพราะฝึกวรยุทธ์กลางแจ้งเป็เวลานาน ยามนี้ผิวนางขาวราวขนแกะ ทั้งยังแดงระเรื่อบ่งบอกว่าสุขภาพดี แลดูมีชีวิตชีวา
สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนก็คือริมฝีปากคู่ที่แดงฉ่ำราวกับเคลือบน้ำทับทิม ฉินหนิงจือยื่นมือออกไปแตะริมฝีปากนั้นทันที
นางนึกถึงกู้จิ่งหยวน
พอนึกถึงกู้จิ่งหยวนที่ไม่ค่อยชอบอะไรบนตัวนาง มีเพียงริมฝีปากของนางเท่านั้นที่เขาชื่นชอบ
กู้จิ่งหยวนชอบจูบนาง
เขาชอบปิดตานางแล้วจูบแ่เบา บางครั้งก็ระดมจูบนางราวกับพายุฝน
ความจริงนางนั้นอยากถามเขาหลายครั้งว่า ‘เ้าเคยชอบข้าจริงๆ บ้างหรือไม่’
ทว่าเพียงแค่สบเข้ากับดวงตาเ็าคู่นั้น นางก็รู้สึกประหม่าแล้ว กลัวว่ากู้จิ่งหยวนจะไม่ชอบใจ แต่งงานกันมาสี่ปี นางนั้นต้องระมัดระวังในการวางตัวทุกวัน
แต่ตอนนี้นางในวัยสิบสองปีที่มีท่าทางมั่นใจ...เริ่มหวั่นเกรงว่าบนโลกใบนี้ คงจะไม่มีใครที่ทำให้นางเชื่อใจจนทำให้ตัวเองตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ คงไม่มีใครทำให้นางเสียศักดิ์ศรีและความเป็ตัวเองได้มากขนาดนี้อีกแล้ว
ใบหน้าในคันฉ่องค่อยๆ รางเลือน ฉินหนิงจือเหมือนมองเห็นตัวเองในวัยโต ตัวนางที่ไร้ซึ่งความร่าเริงเพราะกู้จิ่งหยวน ท่าทางเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตชีวานั้นดูน่าหวั่นกลัว
นางที่หน้าตาแบบนั้น แม้แต่จะไปทวงคืนความยุติธรรมให้บิดากับมารดายังไม่ได้รับความเป็ธรรม
นางตกระกำลำบากขนาดนั้น จะไปทวงคืนความยุติธรรมอย่างนั้นรึ! น่าขำสิ้นดี!
ฉินหนิงจือข่มตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ ภาพในคันฉ่องกลับเป็นางในวัยสิบสองปีอีกครั้ง
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นกับอาสะใภ้สามกันแน่เ้าคะ” หากอยากเปลี่ยนแปลงอนาคต ก็ต้องเริ่มจากทุกเื่ที่สามารถแก้ไขได้
หากนางเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของอาสะใภ้สามได้ ไม่แน่ว่าบางที นางอาจจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของบิดามารดาและตัวนางเองได้ด้วยเช่นกัน!
ฟางซื่อนึกไม่ถึงว่าฉินหนิงจือจะให้ความสนใจเื่ของหยวนซื่อขนาดนี้ แต่นางก็ไม่เคยมีความลับหรือระแวงบุตรชายบุตรสาวเลยได้แต่เอ่ยตอบด้วยความแปลกใจ
“อาสามของเ้าไปแอบมีลูกเมียอยู่นอกบ้าน บางทีอาจต้องพาพวกเขาเข้ามาเลี้ยงดูในจวน”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e
[1] ห้องให้ความอบอุ่น มีเตาไฟในห้อง ส่วนมากจะเป็ห้องเล็กๆ ที่เกิดจากการกั้นระหว่างห้องใหญ่
[2] ดอกมะลิ
2 หนึ่งในขุนนางหลาง มียศสองร้อยต้าน เป็ขุนนางหลวงที่หน้าที่ประจำอยู่ในพระราชวัง