"โอ๊ย..เจ็บ...เ้า..พวกเ้ามากันแค่สองคนอย่างนั้นหรือ?" ชายปริศนาที่พยายามเข้ามาทำร้าย เฟยฮุ่ยกับหานเทียนเสียง ลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ได้รับาเ็ไม่มากนัก เพราะเฟยฮุ่ยเพียงแค่ใช้ฟักกระบี่แทงไป หาไม่แล้วชายคนนี้คงนอนจมกองเืไปแล้ว
"ข้าจะไม่ยอมให้พวกเ้า มาเอาตัวน้องสาวข้าไปหรอก ...ย้ากก" คราวนี้เงื้อขวานขนาดเขื่องที่ใช้เป็อาวุธฟาดเฟวี่ยงไปมา แต่เฟยฮุ่ยก็รับได้อย่างสบาย ก่อนจะใช้ฟักกระบี่ฟาดไปที่ข้อมือจนขวานนั้นกระเด็นหลุดมือไป จากนั้นเฟยฮุ่ยจึงกำราบด้วยการฟาดไปที่ขาของชายผู้นั้นจนต้องนั่งคุกเข่าลงด้วยความเ็ป
"โอ๊ย ...เจ็บ..." เสียงร้องด้วยความเ็ป นั้นทำให้หานเทียนเสียงสงสัยจึงเดินเข้าดูใกล้ๆ อาศัยแสงจันทร์ส่อง ก็พบว่าเป็เด็กผู้ชายอายุน่าจะประมาณสิบหก สิบเจ็ดปี
"น้องชาย..เรามีความแค้นอันใดต่อกันรึ ใยเ้าต้องคิดทำร้ายพวกเรา..." หานเทียนเสียงถามด้วยน้ำเสียงที่เป็มิตร เมื่อเห็นว่าน่าจะอายุน้อยกว่า อาจจะเป็การเข้าใจผิด เพราะพวกเขามากันมืดค่ำ แถมยังไม่ให้สุ้มเสียง
"พวกเ้าไม่ใช้พวกโจร อย่างนั้นหรอกหรือ? " เด็กหนุ่มถามกลับไป
"พวกข้าไม่ใช่โจร เราเป็พวกสำนักคุ้มภัย ชื่อสำนักคุ้มภัยเฟยหลง ส่วนชื่อ เฟยหลง นั้น เป็ชื่อบิดาข้าเอง ตัวข้าชื่อ เฟยฮุ่ย" เฟยฮุ่ยแนะนำตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายเลิกคิดว่านาง กับ หานเทียนเสียงนั้นเป็โจร
"ส่วนข้านั้น เป็หมอยา.." หานเทียนเสียง แนะนำตัวเองบ้าง
"ฝึกหัด" เฟยฮุ่ยเสริมโดยที่หานเทียนเสียงมิต้องขอ
"ทำไมเ้าต้องมาแทรก...รักษาหน้าของข้าบ้างสิ ถ้าข้าแนะนำว่าเ้าเป็เ้าสำนักติงต๊องบ้าง เ้าจะว่ายังไงหา.." หานเทียนเสียงเริ่มฉุนขึ้นมา เนื่องจากนางไม่ไว้หน้าเขาต่อหน้าคนแปลกหน้าบ้างเลย
แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เถียงอะไรกันไปมากมายใหญ่โต ก็มีร่างอีกร่างหนึ่งพุ่งตรงมาพร้อมกับจอบขุดดิน ซึ่งร่างนั้นใช้เป็อาวุธ
"อย่าน้องเจียวเหมย พวกเขาสองคนหาใช่โจรไม่" เด็กหนุ่มร้องห้าม แต่ช้ากว่าเฟยฮุ่ย นางจับปลดอาวุธโดยที่ไม่ทำให้าเ็แม้แต่น้อย
"พี่เจียวเจี๋ย ไม่เป็อะไรใช่ไหม" เสียงเด็กสาวอายุประมาณสิบสี่-สิบห้าปี ร้องถามพี่ชายของนาง
"พี่ไม่เป็ไร ขอโทษท่านพี่ทั้งสองคนเขาด้วย เขาไม่ใช่โจร แต่เป็สำนักคุ้มภัย แถมเป็เ้าสำนักด้วยนะ" เด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าเจียวเจี๋ย นั่นเอง และน้องสาวชื่อเจียวเหมย
"เอาล่ะ เ้าทั้งสองคนเป็พี่น้องกันใช่ไหม แล้วพ่อแม่ของพวกเ้าล่ะ?" เฟยฮุ่ยถามเด็กทั้งสองคน
"พ่อกับแม่ข้าคงซ่อนอยู่ในบ้าน รอจังหวะออกมา เหมือนเจียวเหมย นั่นแหล่ะ" เจียวเจี๋ยจึงร้องะโให้สัญญาณแจ้งว่าผู้ที่พวกเขาสองคนพบนั้นมิใช่โจร เพื่อให้บิดาและมารดาที่ซ่อนตัวอยู่ออกออกมา
เมื่อทั้งหมดออกมาแล้ว จึงพบว่าเป็การเข้าใจผิดกัน ครอบครัวนี้จึงได้เล่าให้ฟังว่า ที่ต้องมาแอบลอบทำร้ายเช่นนี้เนื่องจากหมู่บ้านเฟิ่งหัว ได้ถูกกลุ่มโจรเข้าปล้นหลายครั้ง ทุกครั้งที่ปล้นจะแย่งชิง ผลผลิตพืชพันธุ์อาหาร ทรัพย์สินและสิ่งของมีค่าทุกอย่าง หากบ้านไหนมีสตรีสาวรุ่นก็มักจะถูกฉุดคร่าไป ถ้าไม่ยอมพวกมันก็จะทำร้าย หรือลงมือฆ่าเสีย ซึ่งหลังปล้นเสร็จพวกมันก็จะย้ายแหล่งซ่อนตัวไปเรื่อยๆ และนอกจากหมู่บ้านเฟิ่งหัวนี้แล้ว พวกมันยังตระเวนหมู่บ้านอื่นๆ อีกหลายหมู่บ้านที่ตั้งอยู่นอกเมือง
"พวกมันร้ายเช่นนี้ พวกท่านใยมิแจ้งทางการ หรือเ้าเมืองที่ดูแลพวกท่านอยู่เล่า" หานเทียนเสียงแนะนำ
"พวกข้าแจ้งกันไปหลายครั้งแล้ว เ้าเมืองท่านก็ส่งเ้าหน้าที่มาดูแลให้ได้เป็ครั้งคราว ก็ไม่ทันได้เจอพวกมัน เพราะมีหลายหมู่บ้าน จะจัดตั้งกองกำลังไล่จัดการพวกมัน ทางการก็เกณฑ์ผู้ชายไปเป็ทหารเพื่อไปปราบฏที่เมืองหลวงจนเกือบหมด" บิดาของเจียวเจี๋ยเล่าสถานการณ์อันเลวร้ายของหมู่บ้าน
"อืม..มันมีประมาณกี่คนเล่าท่าน" เฟยฮุ่ยถาม
"ประมาณสิบกว่าคน เมื่อสามปีก่อนพวกข้าและคนหมู่บ้านยังเคย เรี่ยไรเงินไปจ้างสำนักคุ้มภัยมาช่วยจัดการอยู่เลย พวกโจรมันได้ปะมือกับพวกสำนักคุ้มภัย ตายและาเ็ไปกันหลายคน แล้วมันก็หายไปนานเป็ปีสองปี แล้วกลับมาอาละวาดใหม่อีกครั้ง เมื่อสี่ห้าเดือนก่อนนี่แหล่ะ" บิดาของเจียวเจี๋ยพูดด้วยความแค้นใจ เพราะคราวนี้บุตรสาวของตนอาจตกเป็เป้าหมายของพวกโจรชั่ว
"ทำมาหากินยากลำบาก พวกมันก็แย่งชิงไปหมด พูดแล้วข้าอยากร้องไห้" มารดาของเจียวเจี๋ยรำพึงรำพันขึ้นมาบ้าง
เฟยฮุ่ยและหานเทียนเสียงมองหน้ากัน สงสารชาวบ้านจับใจ แต่สองคนนี้คิดวิธีจัดการไม่เหมือนกันแน่นอน
