แสงไฟนีออนสีส้มจากป้ายร้าน ‘เหล่าหลินปิ้งย่าง’ สาดส่องผ่านควันไฟที่ลอยโขมง ร้านอาหารริมทางแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอกตึกไม่ไกลจากประตูหลังของมหาวิทยาลัยจี้หนาน เป็แหล่งรวมตัวยอดฮิตของเหล่านักศึกษาที่้าปลดปล่อยความเครียดด้วยเนื้อเสียบไม้ราคาถูกและเบียร์เย็นจัด
คืนนี้ โต๊ะกลมพลาสติกสีแดงที่มุมร้านถูกยึดครองโดยสมาชิกห้อง 302 ทั้งสี่คน
“ชนแก้ว! แด่ตำแหน่งหัวหน้าห้องของฉัน และแด่การสิ้นสุดนรกฝึกทหาร!” จางเฉินชูแก้วเบียร์พลาสติกขึ้นสูง ใบหน้าหล่อเหลาแดงระเรื่อด้วยความร่าเริง วันนี้ลูกเศรษฐีจากเวินโจวขอเป็เ้ามือเลี้ยงไม่อั้นเพื่อฉลองตำแหน่งใหม่
“ชนโว้ย!”
ปาเยว์เซิงกระแทกแก้วตอบจนฟองเบียร์ล้นหกใส่โต๊ะ ก่อนจะคว้าเนื้อแกะย่างไม้ใหญ่เข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ
“หัวหน้าจาง! เนื้อแกะร้านนี้รสชาติใช้ได้เลย แต่สู้แกะย่างเตาถ่านที่ทุ่งหญ้ามองโกเลียบ้านข้าไม่ได้หรอกนะ ที่นั่นน่ะ เขาใช้มีดแล่เนื้อชิ้นเบ้อเริ่ม ย่างไฟลุกพรึ่บๆ ไม่ได้เสียบไม้กะจิ๋วหลิวแบบนี้!”
จางเฉินหัวเราะร่วนพลางโบกมือ
“นายมันพวกคนเถื่อนกินเนื้อ! ไว้มีโอกาสไปเวินโจว ฉันจะพาไปกินอาหารทะเลสดๆ กุ้งัตัวเท่าแขน ปูขนเนื้อหวานๆ รับรองว่านายจะลืมเนื้อแกะเหนียวๆ พวกนั้นไปเลย!”
ทั้งสองคนเริ่มเปิดศึกขนาดย่อมเถียงกันเื่อาหารเหนือจรดใต้ สร้างความครื้นเครงให้กับโต๊ะอย่างมาก
เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ร่วมวงเถียงด้วย ทายาทตระกูลใหญ่ผู้เคยชินกับภัตตาคารหรูระดับมิชลินสตาร์ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกเตี้ยๆ ขาไม่เท่ากัน เขาสวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมที่ถูกพับแขนขึ้นอย่างลวกๆ
หากเป็เมื่อก่อน เซี่ยเหวินเจาคงไม่มีวันยอมก้าวเท้าเข้ามาในร้านที่พื้นเหนียวหนึบและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันหมูแบบนี้แน่ๆ แต่คืนนี้ เขากลับหยิบกระดาษทิชชูราคาถูกมาเช็ดตะเกียบอย่างเงียบๆ แล้วคีบถั่วลิสงคั่วเข้าปาก
“เอ้า เหล่าเซี่ย! มัวแต่กินถั่วอยู่ได้!” ปาเยว์เซิงยื่นเนื้อย่างที่ชุ่มไปด้วยผงยี่หร่าและพริกป่นไปจ่อหน้าเซี่ยเหวินเจา “ลองนี่หน่อย รสจัดจ้านสะใจ!”
เซี่ยเหวินเจามองเนื้อย่างที่มันหยดติ๋งลงบนโต๊ะ เขานิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยื่นมือไปรับมา แล้วกัดกินเข้าไปคำโต ความเผ็ดร้อนและกลิ่นเครื่องเทศเตะจมูกอย่างจังจนเขาต้องไอคอกแคก
“ฮ่าๆๆ! อ่อนว่ะเหล่าเซี่ย!” จางเฉินตบโต๊ะขำก๊าก
แทนที่จะโกรธหรือเสียหน้าเหมือนลูกคุณหนูทั่วไป เซี่ยเหวินเจาเพียงแค่ส่ายหน้า รีบยกน้ำชาขึ้นดื่มดับเผ็ด แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
รอยยิ้มของเขาในคืนนี้ ไม่ใช่รอยยิ้มเ็าที่ซ่อนการคำนวณเอาไว้เหมือนทุกครั้ง แต่มันคือรอยยิ้มที่ผ่อนคลายและเป็ธรรมชาติอย่างที่เด็กหนุ่มวัยสิบแปดคนหนึ่งควรจะมี เมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่เขาไม่ต้องระวังตัว ความตึงเครียดของทายาทตระกูลใหญ่ก็ถูกปลดเปลื้องลงชั่วคราว
ระหว่างที่เสียงหัวเราะกำลังดังลั่น โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะของจางเฉินก็สั่นครืดๆ หน้าจอสว่างวาบโชว์เบอร์โทรเข้า
จางเฉินเหลือบมองชื่อบนหน้าจอ ถอนหายใจยาว ก่อนจะปล่อยให้มันสั่นไปเรื่อยๆ จนเงียบดับไปเอง
“ใครโทรมาวะ สาวที่ไหนตามตัวท่านหัวหน้าหรือเปล่า?” ปาเยว์เซิงแซว
จางเฉินคีบลูกชิ้นปลาย่างเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ
“แม่อีกแล้ว” เขาบ่นอุบ “่นี้โรงงานที่เวินโจวเหมือนจะมีปัญหาสายการผลิตนิดหน่อย แกเครียดนอนไม่หลับ เลยชอบโทรมาบ่นจุกจิก นี่รอบที่สามของวันแล้ว ปล่อยไว้งี้แหละ ี้เีฟัง”
“ปัญหาใหญ่เหรอวะ?” ปาเยว์เซิงถามด้วยความซื่อ
“โอ๊ย ไม่หรอกมั้ง โรงงานออกจะใหญ่โต เดี๋ยวพวกผู้จัดการก็แก้ปัญหาได้เองแหละ” จางเฉินโบกมือปัด ราวกับเื่ธุรกิจของที่บ้านเป็เื่ไกลตัว
“มาๆ คืนนี้เรามาฉลองกัน อย่าเอาเื่ปวดหัวมาคุยเลย ชนๆๆ!”
ตลอดบทสนทนาที่เจื้อยแจ้วนั้น อิ๋งเย่นั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ
เขาไม่ได้พูดแทรก ไม่ได้ให้คำแนะนำเื่ธุรกิจ และไม่ได้ปล่อยออร่าความลึกลับใดๆ ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีพื้นธรรมดา นั่งพิงพนักเก้าอี้พลาสติกซึมซับบรรยากาศรอบตัวด้วยดวงตาที่สงบนิ่ง
ในชาติก่อน ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยปาร์ตี้หรูหรา แชมเปญขวดละแสน และผู้คนที่สวมหน้ากากเข้าหากัน ทุกคำพูดคือการเจรจาผลประโยชน์ ทุกรอยยิ้มคือการประเมินมูลค่า เขาต้องคอยระแวงว่าใครจะแทงข้างหลัง และต้องดิ้นรนสร้างภาพลักษณ์เพื่อไม่ให้ถูกเหยียบย่ำ เขาไม่เคยมี ‘เพื่อน’ ในความหมายที่แท้จริงเลยสักคน
แต่ตอนนี้... ท่ามกลางเสียงโวยวายของจางเฉิน เสียงหัวเราะซื่อๆ ของปาเยว์เซิง และท่าทีผ่อนคลายของเซี่ยเหวินเจา อิ๋งเย่รู้สึกว่าแผ่นหลังที่เคยมัดตึงเกร็งของเขาได้คลายลงอย่างช้าๆ
เขาคีบเนื้อย่างไม้หนึ่งขึ้นมา และสังเกตเห็นรอยไหม้เกรียมสีดำตามขอบเนื้อ เขาจึงหยิบกรรไกรมาตัดส่วนนั้นออกเงียบ ๆ ตามความเคยชิน
ในขณะที่อีกสามคนกำลังเถียงกันเื่หนังเื่ใหม่ที่เพิ่งเข้าฉาย อิ๋งเย่ก็ค่อยๆ ดึงจานรวมเนื้อย่างมาไว้ตรงหน้าตัวเอง เขาใช้กรรไกรเล็มเฉพาะส่วนที่ไหม้เกรียมออก ก่อนดันจานกลับไปไว้กลางโต๊ะ
จางเฉินที่กำลังคุยติดลม ไม่ได้สังเกตเห็นกระบวนการนั้นเลย เขาเอื้อมมือมาหยิบเนื้อไม้ใหญ่ที่อิ๋งเย่เพิ่งจัดการเสร็จ ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“เฮ้ย เนื้อจานนี้ร้านย่างดีว่ะ ไม่ขมเลย!” จางเฉินเอ่ยชม ก่อนจะหยิบอีกไม้ส่งให้เซี่ยเหวินเจา
“เหล่าเซี่ย เอานี่ไปกิน!”
อิ๋งเย่มองภาพนั้นแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็องศาที่เล็กมากๆ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
เขาเหลือบไปเห็นแก้วเบียร์ของจางเฉินที่เริ่มพร่องลงอย่างรวดเร็ว ด้วยรู้ดีว่าพรุ่งนี้มีเรียนเช้า หากปล่อยให้หมอนี่ดื่มตามใจชอบ พรุ่งนี้คงปวดหัวจนลุกไม่ขึ้นแน่ๆ อิ๋งเย่จึงค่อยๆ ขยับเหยือกเบียร์ที่วางอยู่ใกล้มือจางเฉิน ดันมันถอยห่างออกไปไว้สุดขอบโต๊ะ แล้วเนียนสลับเอาเหยือกน้ำชาข้าวบาร์เลย์อุ่นๆ มาวางแทนที่ ในระยะที่มือของจางเฉินสามารถคว้าถึงได้ง่ายที่สุด
และก็เป็ไปตามคาด จางเฉินที่กำลังเมามันกับการเล่าเื่ คว้าเหยือกน้ำชาเทใส่แก้วตัวเองแล้วยกดื่มอึกใหญ่โดยไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่ามันไม่ใช่เบียร์
เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม บังเอิญเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นพอดี
เขาเห็นอิ๋งเย่ตัดรอยไหม้ เห็นอิ๋งเย่สลับเหยือกชา
แต่น่าประหลาด ที่ครั้งนี้สมองอันเฉียบแหลมของเซี่ยเหวินเจาไม่ได้พยายามตีความการกระทำนั้นไปในทิศทางของปรัชญาชั้นสูง หรือการเคลื่อนไหวของผู้นำระดับโลกเหมือนที่ผ่านมา
เซี่ยเหวินเจาเพียงแค่มองชายหนุ่มที่กำลังคีบผักย่างเข้าปากเงียบๆ แล้วรอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทายาทตระกูลเซี่ย
‘หมอนี่... เป็รูมเมทที่ไม่เลวเลยแฮะ’
...
เกือบห้าทุ่ม งานเลี้ยงเล็กๆ ของห้อง 302 ก็จบลง
จางเฉินเดินนำหน้าด้วยท่าทางกรึ่มๆ แต่ไม่ได้เมาจนเสียศูนย์ ต้องขอบคุณชาข้าวบาร์เลย์ที่อิ๋งเย่แอบสลับให้ เขากอดคอปาเยว์เซิง ร้องเพลงป็อปยุค 90 ด้วยเสียงหลงคีย์ดังก้องไปทั่วทางเท้าที่ทอดยาวกลับสู่หอพัก
ปาเยว์เซิงพยายามร้องคอรัสตามด้วยสำเนียงมองโกล ทำให้เพลงยิ่งฟังดูตลกและเละเทะไปกันใหญ่
เซี่ยเหวินเจาเดินตามหลังมาติดๆ มือล้วงกระเป๋ากางเกง มองดูเพื่อนสองคนข้างหน้าพลางส่ายหัวด้วยความขบขัน ลืมมาดคุณชายไปจนหมดสิ้น
ส่วนอิ๋งเย่... เขาเดินรั้งท้ายอยู่เงียบๆ
สายลมกลางคืนของต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดมาปะทะใบหน้า หอบเอาความเย็นสบายและกลิ่นอายของใบไม้แห้งมาด้วย แสงไฟถนนสีเหลืองนวลทอดเงาของเด็กหนุ่มทั้งสี่ให้ทอดยาวไปบนพื้นคอนกรีต
อิ๋งเย่ล้วงมือทั้งสองข้างซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต มองดูแผ่นหลังของเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคน
ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย... ชีวิตที่เขาเคยทำพังทลายลงด้วยมือตัวเองในอดีต บัดนี้มันกำลังดำเนินไปในเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ครั้งนี้ เขาไม่คิดจะรีบวิ่งไปข้างหน้าอีกแล้ว
ไม่ต้องมีรถสปอร์ต ไม่ต้องมีนาฬิกาหรู ไม่ต้องพยายามทำตัวให้ใครยอมรับ ชายหนุ่มผู้เคยผ่านความตายและความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอและมั่นคง ความเงียบสงบในใจของเขาสอดประสานไปกับเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมห้อง
คืนนี้ ไม่มีนักลงทุนระดับโลก ไม่มีทายาทตระกูลลับ
มีเพียงอิ๋งเย่... นักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังเดินกลับหอพักพร้อมกับเพื่อนของเขาเท่านั้นเอง