จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกว่าไร้สาระและตลกสิ้นดี จึงถามหลิวชุนฮวาว่า “แม่ไปเอาอะไรมาตัดสินว่าเสี่ยวเยวี่ยดีกว่าหนู?”
หลิวชุนฮวารีบตอบทันที “เสี่ยวเยวี่ยดีกว่าแกทุกอย่างนั่นแหละ!”
จิ่งเยี่ยนกุยถามกลับ “งั้นท่าทางตอนที่เสี่ยวเยวี่ยกอดคนเสเพลตกหน้าผาดูดีกว่าหนูเหรอคะ หรือว่าท่าทางตอนที่อาละวาดอย่างบ้าคลั่งของน้องรองดูดุดันกว่าหนู?”
หลิวชุนฮวาได้ยินคำพูดนี้ถึงกับฉุนจนหน้าเขียว “จิ่งเยี่ยนกุย ทำไมแกพูดถึงน้องสาวตัวเองแบบนี้!”
“หนูพูดไม่จริงหรือไงคะ?” จิ่งเยี่ยนกุยเห็นหลิวชุนฮวาตัวสั่นด้วยความโมโหก็หัวเราะเยาะ “แม่มาถามว่าหนูพูดถึงน้องสาวตัวเองแบบนี้ได้ยังไง แล้วแม่เคยคิดบ้างไหมว่าตอนที่แม่พูดเรื่องพวกนี้กับหนู มันคือสิ่งที่แม่คนหนึ่งควรจะกระทำไหม?”
หลิวชุนฮวาถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก แต่ก็รีบหาข้อแก้ตัว “แกเป็นพี่คนโต ก็ต้องดูแลน้องสาวตัวเองสิ มันไม่ถูกตรงไหน?”
จิ่งเยี่ยนกุยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ในฐานะแม่คนหนึ่ง การที่แม่ยอมให้ลูกสาวคนโตสละความสุขทั้งชีวิตของตัวเองเพื่อน้องสาวคนรอง แม่ว่ามันสมเหตุสมผลหรือไง?”
“ฉันไม่สน!” หลิวชุนฮวาใกล้จะคลั่งอยู่รอมร่อ แทบจะลงไปกลิ้งแดดิ้นกับพื้นแล้ว “ฉันเลี้ยงแกมาจนโต แกต้องฟังฉัน!”
ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ จิ่งเยี่ยนกุยเพิ่งเคยเห็นหลิวชุนฮวาแสดงท่าทีแบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่รู้ทำไมเธอถึงอยากหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ผู้หญิงเห็นแก่ตัวและใจร้ายคนนี้ คอยอาศัยความที่เธอเห็นแก่สายสัมพันธ์ในครอบครัวมากดดันให้ต้องเดินไปในทางตันอยู่ร่ำไป
จิ่งเยี่ยนกุยมองหลิวชุนฮวาด้วยสายตาเย็นชา “แล้วถ้าหนูไม่ฟังล่ะ?”
เดิมทีหลิวชุนฮวาอยากจะพูดว่าถ้าแกไม่ฟังฉันจะตีให้ตาย แต่เมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของเธอและนึกถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของเธอในช่วงนี้ สีหน้าพลันซีดเผือดขึ้นมา
ปกติหล่อนจะมองจิ่งเยี่ยนกุยเป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่ง คอยหลอกล่อให้ลูกไม่แท้คนนี้ทำงานและเสียสละเพื่อหล่อน ถึงแม้ช่วงหลังจิ่งเยี่ยนกุยจะต่อต้านไปสองครั้งแล้ว แต่ในใจของหล่อนก็ไม่ได้สนใจจิ่งเยี่ยนกุยมากนัก คิดแค่ว่าถ้าหายโกรธแล้วค่อยง้อก็พอ
หลิวชุนฮวาพลันตระหนักได้แล้วว่า จิ่งเยี่ยนกุยที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่คนที่จะบงการได้ตามใจอีกต่อไปแล้ว
หล่อนเม้มริมฝีปาก ก่อนจะย่อตัวลงคุกเข่าต่อหน้าจิ่งเยี่ยนกุย “เยี่ยนกุย แม่ขอร้องละ! ช่วยเสี่ยวเยวี่ยด้วยเถอะ! แค่รับปากเรื่องนี้ จะให้แม่ทำอะไรก็ได้หมดเลย!”
จิ่งเยี่ยนกุยจ้องเข้าไปในดวงตาของหลิวชุนฮวา ในตอนนี้ดวงตาของหลิวชุนฮวาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและการอ้อนวอน หลิวชุนฮวาในตอนนี้เหมือนแม่ผู้แสนใจดีที่กำลังแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ของคนเป็นแม่
จิ่งเยี่ยนกุยกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาที่จะได้รับความรักจากแม่ เธอเองก็เช่นกัน
ชาติที่แล้วเธอปรารถนาการยอมรับจากหลิวชุนฮวา แค่หลิวชุนฮวาพูดดีด้วยเพียงเล็กน้อย เธอก็คิดว่านั่นคือความรักของคนเป็นแม่ แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นอารมณ์ภายในแววตาของแม่คนนี้แล้ว เธอถึงได้รู้ว่าชาติที่แล้วตัวเองช่างน่าขำนัก
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ไม่ว่าแม่จะอ้อนวอนเรื่องนี้ยังไง หนูก็ไม่มีทางตกลงค่ะ!”
หลิวชุนฮวาได้ยินประโยคนี้ก็โกรธจนแทบบ้า “จิ่งเยี่ยนกุย ทำไมแกถึงใจร้ายขนาดนี้! ทำไมถึงอกตัญญูแบบนี้! แกมันใจดำอำมหิตจริงๆ ที่ปล่อยให้น้องสาวตัวเองต้องถูกคนอื่นทำลาย!”
พูดจบก็อยากจะหยิบท่อนไม้มาตีจิ่งเยี่ยนกุย แต่หาจนทั่วห้องก็ไม่เจอ เลยถอดรองเท้าแตะที่สวมใส่ออกมาหวังจะใช้มันตีให้สลบ เหมือนที่เคยตีชายเสเพล
จิ่งเยี่ยนกุยกำมือแน่น คีบเข็มหมุดซ่อนไว้ในฝ่ามือ ถ้าหลิวชุนฮวากล้าฟาดลงมา เธอจะทำร้ายแขนของหลิวชุนฮวาให้พิการไปเลย
แต่ยังไม่ทันที่หลิวชุนฮวาจะลงมือก็มีคนเข้ามาขวางไว้ได้เสียก่อน เชอฉางเกินทนดูไม่ไหวอีกต่อไป จึงดึงแขนหลิวชุนฮวาไว้แล้วพูดว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัวของคุณ คนนอกไม่ควรจะเข้ามายุ่ง แต่คุณจิ่งครับ วันนี้คุณทำเกินไปแล้ว!”
คนทั้งหมู่บ้านรู้หมดแล้วว่าหลิวชุนฮวานั้นไม่ได้ดีต่อจิ่งเยี่ยนกุยที่เป็นลูกสาวคนโตเท่าใดนัก เรื่องที่หลิวชุนฮวาไปรับเลี้ยงจิ่งเยี่ยนกุยมาก็ไม่ใช่ความลับ ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้พูดต่อหน้าจิ่งเยี่ยนกุย แต่ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้เรื่องดี
หลิวชุนฮวาหันไปด่าเชอฉางเกินที่เข้ามาขวางด้วยความโกรธ “แกนี่จุ้นจ้านจริงๆ ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น ฉันจะจัดการเรื่องของลูกสาวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้นะ! ไอ้คนมีลูกไม่มีรูทวาร ไอ้เศษสวะ…”
คำพูดหยาบคายหลุดออกมาสารพัดยิ่งกว่าคำด่าระดับชาติเสียอีก ทำให้สีหน้าเชอฉางเกินแทบจะกลายเป็นสีม่วงแดงเหมือนอ่างย้อมสี
เชอฉางเกินขึ้นชื่อว่าเป็นคนใจเย็นของหมู่บ้าน แต่เมื่อได้ฟังคำด่าของหลิวชุนฮวา ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะระเบิดออกมา จึงยกมือที่สั่นเทาตบเข้าที่หน้าของหลิวชุนฮวาอย่างจัง
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยที่นอนอยู่บนเตียงมาตลอดก็ลุกขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าชนเชอฉางเกิน “ห้ามทำร้ายแม่ฉันนะ!”
เชอฉางเกินเคยได้รับบาดเจ็บที่ขาตั้งแต่หนุ่มๆ จนเดินเหินไม่ค่อยสะดวก ในเวลาอันสั้นก็ถูกแม่ลูกคู่นี้รุมเสียแล้ว
จิ่งเยี่ยนกุยยืนดูอยู่ก็รู้สึกเหมือนกำลังดูละครน้ำเน่าฉากใหญ่ หลิวชุนฮวาทำเรื่องน่าอับอายได้ไม่หยุดหย่อน ส่วนจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็คงตื่นมาตั้งนานแล้ว แต่แกล้งทำเป็นสลบอยู่ตรงนั้น รอให้หลิวชุนฮวาบังคับให้เธอจำยอม!
เชอฉางเกินเข้ามาช่วยเธอเลยถูกสองแม่ลูกคู่นี้รุม เธอจะยืนอยู่เฉยๆ ตรงนี้ไม่ได้ จิ่งเยี่ยนกุยจึงรีบเดินออกไปหยิบฆ้องที่แขวนอยู่ข้างกำแพง แล้วตีจนเกิดเสียงดังสนั่น
จิ่งเยี่ยนกุยตีฆ้องพลางตะโกนเสียงดัง “ใครก็ได้ช่วยด้วย! หลิวชุนฮวากับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยทำร้ายหมอเชอ!”
คำพูดนี้ทำให้หมู่บ้านที่เงียบสงบกลับมาเอะอะมะเทิ่งเหมือนน้ำที่กำลังเดือดอีกครั้ง หลิวชุนฮวากับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยทำร้ายหมอเชอนี่นะ? จิ่งเสี่ยวเยวี่ยไม่ใช่บาดเจ็บหนักอยู่เหรอ? ทำไมถึงยังมีแรงทำร้ายคนอื่นได้อีก แล้วทำไมจิ่งเยี่ยนกุยถึงมาตะโกนอยู่หน้าบ้าน?
ชาวบ้านที่ชอบดูเรื่องสนุกก็รีบแห่กันมา พอมาถึงก็พบว่าหลิวชุนฮวากับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกำลังทำร้ายเชอฉางเกินจริงๆ เชอฉางเกินโดนข่วนที่หน้าจนเป็นรอยหลายแห่ง
เรื่องแบบนี้มันเกินไปแล้ว! คนป่วยทำร้ายหมอ! เมื่อชาวบ้านที่ใจซื่อตรงเห็นแบบนี้ก็รับไม่ได้
เมียของเชอฉางเกินกลับมาถึงบ้านพอดี เมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบพุ่งเข้าใส่หลิวชุนฮวาทันที
เธอเป็นผู้หญิงที่ฉุนเฉียวไม่แพ้กัน กระชากหลิวชุนฮวาพร้อมกับด่าไปด้วย “แกมันโสเภณีไร้ยางอาย ผัวฉันรักษาลูกแก ยังกล้าทำร้ายเขาอีก ดูซิว่าฉันจะฉีกหน้าแกให้ยับไหม!”
ภายในเวลาชั่วครู่ บนหน้าของหลิวชุนฮวาก็เป็นรอยเหมือนแมวข่วนไม่ต่างกัน ในบ้านก็กลับมาอลหม่านอีกครั้ง
ชาวบ้านที่เข้ามามุงดูเหตุการณ์กลับเข้าข้างเชอฉางเกิน สาเหตุก็ง่ายๆ เชอฉางเกินเป็นหมอ เวลาพวกเขาป่วยก็ต้องให้เชอฉางเกินรักษา แถมชื่อเสียงของเชอฉางเกินในหมู่บ้านก็ดีมาตลอด ส่วนหลิวชุนฮวาในช่วงนี้ได้ทำลายชื่อเสียงที่สะสมมาหลายสิบปีพังทลายไปสิ้นแล้ว
เมื่อชาวบ้านเข้าข้าง ภรรยาของเชอฉางเกินก็ทำร้ายหลิวชุนฮวาหนักขึ้น
หลังจากที่แยกทั้งสองคนออกจากกันได้ ชาวบ้านก็พากันถามเชอฉางเกินว่าเกิดอะไรขึ้น
เชอฉางเกินผู้ที่ต้องมาเจอกับเคราะห์ร้ายจึงกลายเป็นนักเล่านิทานทันใด…