ตอนที่ 2 งานวิจัยเมื่อฉันตื่นนอน
“ตรืดๆ ตรืดๆตรืดๆ “
เสียงเรียกเข้าระบบสั่นเตือนของฉันดังขึ้นในขณะที่ฉันกำลังนอนฟังเพลง*หลับลึก*อย่างสบายใจในเวลาประมาณหกโมงเช้าในเช้าวันเสาร์
จริงๆจะบอกว่าประมาณหกโมงเช้าก็กระไรอยู่เพราะดูที่เวลาในโทรศัพท์นี่มันหกโมงเช้าพอดิบพอดีอย่างกะตั้งนาฬิกาปลุก
06-xxx-xxxx
เป็เบอร์แปลกสำหรับฉันอืม...ก็แน่ล่ะ ทุกเบอร์ที่ไม่ใช่เบอร์พ่อแม่และยัยอันสำหรับฉันคือเบอร์แปลกเพราะโทรศัพท์ของฉันส่วนมากมีไว้เล่นโซเชียลเพื่อติดตามข่าวสารหรือดูคลิปอะไรเทือกนั้นซะมากกว่า ถึงจะบอกว่าเอาไว้เล่นโซเชียลก็เถอะแต่ความจริงคือฉันสามารถไม่ออนไลน์เลยตลอดอาทิตย์เลยก็ยังได้เพราะอย่างที่รู้ฉันมีเพื่อนน้อย ส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ก็เพื่อตามข่าวหรือคุยงานเมื่อมีการทำงานกลุ่มแค่นั้นสำหรับการโทร?? เดือนสองเดือนจะมีคนโทรมาสักครั้ง
“ฮัลโหลน่าจะโทรผิดแล้วค่ะ”
ฉันพูดเหมือนที่เคยเพราะคนที่โทรหาฉันถ้าไม่ใช่พ่อกับแม่ก็มักจะโทรผิดทุกครั้งที่ไม่รวมยัยอันเพราะยัยนั่นติดต่อฉันผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คซะส่วนใหญ่และจะโทรมาเพื่อบอกให้ฉันออนไลน์หาก้าคุยกันเพราะมันเปลืองค่าโทรศัพท์แน่นอนว่ามันต่อไวไฟฟรีเช่นเดียวกับฉันเราต้องเหมือนกันนิดนึงละนะถึงได้อยู่ด้วยกันได้
“เอ่ออ..นี่ไม่ใช่เบอร์น้องเคี้ยวเหรอคร้าบบ...หาวววว”
เสียงงัวเงียดังจากปลายสาย ถึงตรงนี้คงมีคนเดาออกกันแล้ว ใช่ ‘ไอ้หน้าหล่อบุญเติมนั่นเอง’
“มีอะไรคะนี่มันพึ่งจะหกโมงเองนะโว้ยย!!!ตะวันยังไม่โผล่เลยยย!!”
“พูดเหมือนพวกขี้แพ้เลยนะครับ...ถ้าอยากที่จะพัฒนาตนเองก็ต้องเริ่มต้นจากนิสัยเล็กๆน้อยๆอย่างการตื่นนอนนี่แหละนะครับ...หาววว”
“เล็กน้อยบ้านเอ็งดิเปลี่ยนเวลาตื่นนี่มันเปลี่ยนวิถีชีวิตเลยนะเว้ย.. แล้วอีกอย่างไอ้คนที่พูดไปหาวไปที่ฟังก็รู้ว่าพึ่งตื่นนอนเนี่ยมาสอนคนอื่นเื่เวลาตื่นนอนได้เหรอ.. ไอ้บ้า..”
“..........................................”
ไม่มีเสียงโต้ตอบมาจากปลายสายฉันลองเงี่ยหูฟังดีๆก็ได้ยินเสียงหายใจยาวๆหนักๆเป็สัญญาณว่าคนที่อยู่ปลายสายของฉันนั้นหลับไปแล้ว
‘โทรมาแล้วมาหลับใส่เนี่ยนะช่างกล้า เดี๋ยวรู้กัน.....’
ฉันโยนโทรศัพท์ไว้หัวเตียงแล้วเปิดทีวีดูข่าวโดยไม่ได้กดตัดสายแต่อย่างใดเหมือนว่าทีวีปัจจุบันมีอะไรให้เสพน้อยลงเหลือเกิน่เช้าก็มีแต่ข่าวๆๆๆๆๆทุกช่อง อย่างว่าแหละ นี่มันพึ่งจะหกโมงเช้านี่นะจะว่าไปที่ไอ้หน้าหล่อบุญเติมรู้เบอร์ฉันจนสามารถโทรมาปลุกฉันได้เนี่ยก็เพราะว่าตอนนั้นสินะที่บุญเติมขอประวัติฉันจนฉันต้องเปิดดูบันทึกสัมโนครัวกันเลยทีเดียว
******************************************************************************************
1 วันก่อน
ความจริง่นี้เป็่ย้อนเวลานะแต่ฉันก็เป็คนเล่าอยู่ดีนั่นแหละ ให้ถูกกว่าคือมันประมาณสิบสามชั่วโมงก่อนตอนที่ฉันเจอกับบุญเติมครั้งแรก
“??...........โอเคผมว่าอ้อมไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรความจริงผมกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้คนซึ่งมีชื่องานวิจัยว่า*สภาวะความประพฤติจิตวิทยาและแิของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า loser*ซึ่งผมเชื่อว่าคุณเหมาะจะเป็ตัวอย่างงานวิจัยนี้และเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาบุคลิกภาพของคุณเองด้วย”
“ก็คิดอยู่แล้วว่ามันต้องประมาณนี้...ลูกเตะสาวอ้วนพิฆาต!!!”
ตามชื่อท่าไม้ตายที่ได้กล่าวไปข้างต้นฉันะโเตะไอ้หนุ่มบุญเติมจนแทบจะตัวปลิวเสร็จแล้วฉันก็กลับมานั่งที่เดิมทำท่าทางสำรวมพร้อมกับบอกกับเติมไปว่า
“เชิญพูดต่อได้เลยคะ..”
เติมทำสีหน้างงอย่างเห็นได้ชัดและที่สำคัญด้วยสายตาอันฉับไวของฉันชะนีขาเมาท์สองตัวที่นั่งอยู่ทางตึกอีกฟากก็งงอย่างเห็นได้ชัดจำเอาไว้และเรียนรู้การทำอะไรที่คนอื่นคาดไม่ถึงก็เป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของกลุ่มชนคนขี้แพ้แม้เื่คาดไม่ถึงส่วนใหญ่จะประมาณว่า’โง่อย่างคาดไม่ถึงก็เถอะนะ’แต่จากการตัดสินของฉันเมื่อครู่การกระทำของฉันไม่สามารถเรียกว่าโง่ได้ควรเรียกว่าอะไรนะ...ขาดสติยั้งคิดใช่ป่ะ เพราะความโกรธไง
“แหม...ะโถีบกันขนาดนี้นึกว่าปฏิเสธการเป็ตัวอย่างงานวิจัยไปแล้วซะอีกนะครับเนี่ย”
“จำเอาไว้และเรียนรู้การทำอะไรที่คนอื่นคาดไม่ถึงก็เป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของกลุ่มชนคนขี้แพ้แม้เื่คาดไม่ถึงส่วนใหญ่จะประมาณว่า’โง่อย่างคาดไม่ถึงก็เถอะนะ’แต่จากการตัดสินของฉันเมื่อครู่การกระทำของฉันไม่สามารถเรียกว่าโง่ได้ควรเรียกว่าอะไรนะ...ขาดสติยั้งคิดใช่ป่ะ เพราะความโกรธไง ถ้าคุณอยากจะศึกษาคนขี้แพ้การยอมรับเื่เหล่านี้สักเล็กน้อยก็ไม่เห็นจะเป็ไร”
ไม่ต้องรู้สึกประหลาดใจไปฉันก็อปมาจากบรรทัด้านั่นแหละแล้วเติมนิดหน่อย เนื่องจากฉันสูญเสียความภาคภูมิใจในความฉลาดของตัวเองไปแล้วแน่นอนว่าครั้งนี้ฉันจึงไม่ได้ภูมิใจกับทักษะด้านการพูดของฉันเท่าใดนักสิ่งที่ฉันภูมิใจคือความชั่วร้ายของฉันต่างหาก..hahahahah
“มันก็น่าจะประมาณว่าผมศึกษาพฤติกรรมของคุณเพื่อบอกว่าคุณลักษณะตามข้อใดที่ทำให้คุณกลายเป็loserอย่างปัจจุบัน เมื่อเราเข้าใจเราก็จะร่วมกันแก้ไขแหละพัฒนาองค์ความคิดรวมไปถึงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดภาวะดังกล่าว หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นมันคือโอกาสที่คุณได้เห็นข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดของตัวเองและได้พัฒนาตัวเองอีกด้วย”
บุญเติมกลับมานั่งที่ม้าหินอ่อนด้วยท่าทางระมัดระวังพร้อมกับแจกแจงข้อดีของงานวิจัยของตนให้ฉันฟังเอาตรงๆเลยนะ ความคิดของฉันตอนนี้คือทำไมบทพูดมันฟังดูพระเอกจังฟังเหมือนอยากจะให้เราคล้อยตามว่าเอ็งเสียสละนักหนาทั้งๆที่เอ็งก็ได้ประโยชน์เต็มๆส่วนฉันก็มีแต่เสียเห็นๆ โอกาสพัฒนาตัวเอง?? ฟังดูสวยหรูเกินไปหน่อยมั้ย…ไม่ใช่ว่าโอกาสที่ฉันจะได้ขายความโง่และปมด้อยของตัวเองให้เอ็งรู้เรอะถึงแม้เขาจะรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่แล้วก็เถอะ แต่ก็อย่างที่ยัยอันบอกฉันไม่ถอยเมื่อต้องสู้อยู่แล้ว เราจะสู้แม้จะรู้ว่าอนาคตต้องแพ้พ่ายเพราะเราคือสปารต้******
“ฟังดูดีนะถึงฉันจะไม่ฉลาดแต่ฉันก็ไม่ได้ไม่ทันคนถึงขนาดที่ให้ใครมาเอาเปรียบได้หรอกนะฟังดูรวมๆจากที่พูดมานี่มันไม่ใช่โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ฉันจะได้ขายความโง่และปมด้อยต่างๆนาๆให้ชาวโลกที่อ่านงานวิจัยคุณได้รับรู้เหรอ??ฉันเป็เพียงผู้หญิงตัวเล็กๆด้วยสิ ฉันจะสามารถทนรับมันไหวเหรอแล้วปกติถ้าพูดถึงพวกขี้แพ้ก็ต้องนึกถึงผู้ชายไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเป็ผู้หญิงอ่อนแออย่างฉันได้”
นั่นคือสิ่งที่ฉันตอบกลับไปฟังดูนางเอกไหมล่ะ ฉันพยายามสุดๆเลยนะทำให้ทุกคนลืมเื่ท่าไม้ตายของฉันไปเลยใช่มะ......ฉันมีวิธีสู้ในแบบของฉันเพราะเราคือ.......... โอเคฉันรู้ว่าฉันเล่นบ่อยไปแล้ว
“ก็จริงอยู่ครับที่ว่าถ้าพูดถึงพวกขี้แพ้ส่วนใหญ่ก็คงนึกถึงผู้ชายแต่จะทำไงได้ผมเป็ผู้ชาย ผมก็เข้าใจดีว่าแม้จะเป็พวกขี้แพ้ก็มีศักดิ์ศรีของตัวเองคงไม่ยอมให้ผมทำวิจัยแน่ๆถ้าผมเป็สาวสวยก็ว่าไปอย่าง แต่สำหรับคุณ ผมมองเห็นความเป็ไปได้และผมเชื่อว่าเราจะเปลี่ยนมันไปด้วยกัน”
“มันก็ยังไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่าฉันเป็เพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ทั้งยังต้องเรียนหนังสือไหนจะทำงานเพื่อให้ได้กินอิ่มในแต่ละมื้ออีก เวลาก็เหลือน้อยลง เงินก็น้อยลงทุกทีแม้ฉันจะอยากทำมันก็คงเป็ไปได้ยาก”
“แน่นอนว่าผมจะดูแลคุณน้องในฐานะบุคลากรที่สำคัญต่องานวิจัยของผมอย่างดี”
“แต่ว่า...............”
“........ลิสต์มาเลยก็แล้วกันว่าน้อง้าอะไร..หรือว่าเงื่อนไขอะไรบ้าง”
“ตามนี้เลยค่ะ..”
ที่บุญเติมเข้าใจง่ายอย่างที่ทุกท่านเห็นก็เป็เพราะว่าตลอดเวลาที่เราแพร่มเื่ข้อดีข้อเสียอยู่ฉันก็นั่งลิสต์รายการที่ฉัน้าพร้อมเงื่อนไขต่างๆนาๆ อยู่ตรงข้ามบุญเติมนั่นแหละเื่มันเลยง่ายอย่างที่เห็น
เงื่อนไขหลักก็คล้ายๆสวัสดิการแรงงานมีอาหารอย่างน้อยหนึ่งมื้อหรือขยายมากขึ้นตาม่เวลาที่มีการทำการวิจัยมีสวัสดิการด้านสุขภาพเช่นการตรวจสุขภาพประจำปี หรือแม้แต่การชดเชยรายได้ในวันที่ป่วยและในระหว่างการทำวิจัยไม่ว่าจะว่าจะต้องใช้อุปกรหรือกิจกรรมที่ต้องใช้เงินฉันต้องไม่ใช่คนจ่าย จริงๆฉันอยากจะเขียนโบนัสรายปีไปด้วยเลยแต่ฉันไม่แน่ใจว่าหลังจากการกอบโกยของฉันสักพักหนึ่งงานวิจัยนี้จะอยู่รอดถึงปีหรือเปล่า
มันเป็สิ่งที่ฉันควรจะได้หลังจากที่ฉันขายเื่ขายขี้หน้าของตนที่ชาวบ้านชาวช่องต่างก็รู้ดีอยู่แล้วใช่มั้ยอย่างน้อยฉันก็คิดว่าฉันควรได้ ในความเป็จริงฉันมีอะไรจะเสีย??เขาจะหลอกฉันให้มันได้อะไรและตามข้อตกลงที่ฉันลิสต์ไปให้ยังมีรวมไปถึงการบอกประวัติของมูลรวมถึงขอสำเนาบัตรประชาชนข้อมูลยืนยันตัวบุคลในมหาลัย สำเนาทะเบียนบ้าน ชื่อพ่อแม่ถิ่นภูมิลำเนาที่เกิดหรือแม้แต่ชื่อหมาที่เลี้ยงไว้ที่บ้านเรียกได้ว่าแทบจะขอทุกสิ่งที่ขอได้
แหงล่ะ...เพราะฉันพูดเสมอว่าฉันเป็เพียงผู้หญิงตัวเล็กๆนี่นา
“...............โอเคครับ”
“แล้วจะเริ่มกันตอนไหนดีคะ”
“ตอนนี้เลยแล้วกันครับก่อนอื่นก็ต้องมีข้อมูลประวัติของผู้เข้าร่วมงานวิจัย ตารางแผนการศึกษาและแผนพัฒนาตัวน้องเคี้ยวเองควบคู่กันไปด้วย เราต้องเริ่มสร้างแผนงานเพื่อที่จะได้จัดสรรเวลาได้อย่างถูกต้องเวลาว่างของเราทั้งคู่ที่ตรงกันผมอยากจะขอใช้เป็เวลาทำวิจัยให้ได้มากที่สุดแน่นอนว่าแล้วแต่น้องสะดวก ตอนนี้ผมขอเวลาที่น้องว่างก่อนแล้วกัน”
“ได้ค่ะ”
หลังจากที่ตกลงกันได้ฉันก็นั่งเขียน่เวลาที่ฉันว่างเพื่อมอบให้กับเติมเพื่อวางแผนงานวิจัยฉันยังคงอยากทำงานพาร์ทไทม์อยู่เพราะเงินส่วนที่ได้จากส่วนนี้ยังคงเป็ค่าใช้จ่ายหลักของฉันทั้งค่าเล่าเรียนค่าอาหารหรือของต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวันฉันจึงเหลือเวลาว่างไม่มากเท่าใดนัก วันที่ว่างก็เป็วันเสาร์ อาทิตย์หรือวันที่ไม่มีเรียน เพราะงานที่ฉันทำนั้นฉันทำ่เย็นหลังจากเสร็จแล้วฉันจึงส่งให้บุญเติมซึ่งยังคงนั่งเขียนประวัติและเตรียมรายการที่ฉันขอยังไม่เสร็จ
“อย่างที่บอกไปผมต้องขอข้อมูลประวัติของผู้เข้าร่วมงานวิจัยนี้ด้วยเพราะฉะนั้นผมขอข้อมูลตามนี้เลยนะครับ”
หลังจากพูดเสร็จเติมก็ส่งกระดาษรายการประวัติและเอกสารยืนยันตัวบุคลที่ต้องกรอกแม้กระทั่งชื่อหมาที่เลี้ยงที่บ้านที่ฉันขอกลับมาให้ฉัน ฟังดูงงมั้ย คือ ฉันหมายความว่าไอ้หน้าหล่อบุญเติมขอประวัติของฉันแบบที่ฉันขอประวัติของเขาซึ่งฉันต้องกรอกแม้กระทั่งชื่อหมาแมววัวควายที่เลี้ยงไว้ที่บ้านชื่อพ่อแม่ ยังดีที่ฉันไม่ต้องส่งสำเนาอะไรแบบที่ฉันขอเพียงแค่ต้องเขียนมันลงไปโดยไอ้หน้าหล่อบุญเติมใช้ข้ออ้างว่า“ผมจำเป็ต้องรู้พื้นฐานการใช้ชีวิตและครอบครัวเพื่อประเมินทุกความเป็ไปได้ที่อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมที่มุ่งสู่การเป็loser ของคุณ”
โถ่เว้ย!!! ทำไมตูรู้สึกว่าแพ้อีกแล้ววะเนี่ยยย..........................
***************************************************************************************