ละครยังไม่ทันได้เปิดฉากก็จบลงเพราะหลินสวี่ซื่อหมดสติเหล่าคนทำงานและคนที่มามุงดูเรื่องสนุกยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดกระไรขึ้นก็เห็นหลินซย่าจื้อวิ่งโวยวายออกไปเสียแล้ว
หลินหวั่นชิวเดินดูบ้านกับเจียงหงหย่วนต่อจะปรับแก้ที่ใดก็บอกหวางทงเป่า แก้ตอนนี้ยังทันเวลา
แต่โชคดีที่ภาพรวมไม่มีปัญหากระไรปรับแก้แค่จุดเล็กๆ ไม่ได้เสียเวลานัก
ดูบ้านเสร็จ หลินหวั่นชิวรีบไปบ้านหวางกุ้ยเซียงรับผ้าเช็ดหน้ากับดอกไม้ประดับผมและมอบวัสดุให้เพิ่ม
“กุ้ยเซียง เจ้าได้ถามหงฮวาหรือไม่ว่านางทำดอกไม้ประดับผมเสร็จหรือยัง?”
“ถามแล้ว นางบอกว่ายังไม่เสร็จ ไม่เช่นนั้นรู้ว่าท่านมานางคงมารอที่บ้านข้านางต้องรับผิดชอบงานในบ้านด้วยตัวคนเดียว ไม่เหมือนข้าที่ท่านแม่ไม่ต้องให้ทำสิ่งใดมีเวลามาปักผ้าเช็ดหน้าร้อยลูกปัดทำดอกไม้”
“เจ้าเองก็อย่าหักโหมนักข้าไปก่อนล่ะ อีกไม่นานน่าจะได้ย้ายกลับมาแล้ว พวกเราค่อยนัดกัน”
“ได้ พี่สะใภ้ท่านกับเจียงต้าเกอกลับดีๆ” หวางกุ้ยเซียงมาส่งทั้งคู่ที่ลานบ้านมองรถล่อเคลื่อนจากไป
“กุ้ยเซียง คราวหน้าเจ้าไม่ต้องช่วยแก้ตัวแทนหงฮวาแล้วนางจะไม่มีเวลาทำได้อย่างไรกัน ตอนข้าไปบ้านนางข้าเห็นกับตาว่านางกำลังทำดอกไม้ประดับผม ทั้งยังทำเสร็จไปเยอะแล้วด้วยเจ้าระวังตัวหน่อยเถิด หงฮวาคิดไม่ซื่อ ไม่แน่ว่าจะอยากอมของพวกนั้นไว้เอง” หลังจากหลินหวั่นชิวจากไป จางซื่อ ภรรยาของเถียนเซิงดึงแขนหวางกุ้ยเซียงมาพูดด้วย
หวางกุ้ยเซียงมองพี่สะใภ้ตัวเอง “พี่สะใภ้เรื่องนี้ท่านจะพูดมั่วๆ ไม่ได้ หากผู้อื่นได้ยินเข้าคงทำลายชื่อเสียงของหงฮวานางคงอยากทำให้หมดเสียก่อนค่อยให้ทีเดียว”
“ได้ ไม่เชื่อก็ตามใจข้าเป็นคนเลวโดยเปล่าประโยชน์เอง” จางซื่อเห็นน้องสามีปกป้องจ้าวหงฮวาก็สะบัดมือกลับห้อง
พี่สะใภ้กับน้องสามีไม่สนิทกัน นางแค่เตือนสติเท่านั้น
แต่ในเมื่อน้องสามีไม่ฟังจะทำกระไรได้?
“หย่วนเกอ ท่านทำสวี่ซื่อหมดสติได้อย่างไร?” ออกจากหมู่บ้าน หลินหวั่นชิวเลิกม่านมองแผ่นหลังกว้างของชายฉกรรจ์แล้วถาม
“ดีดก้อนหินใส่คอนางที่คอมีจุดชีพจรที่ถ้ากดแล้วจะหมดสติอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม [1]” เสียงเจียงหงหย่วนทั้งทุ้มทั้งมีพลัง ฟังแล้วรู้สึกปลอดภัย
“หย่วนเกอสุดยอดมาก! ข้าไม่ทันเห็นก้อนหิน เห็นเพียงนางล้มฟุบลงไป” หลินหวั่นชิวมองชายฉกรรจ์ตาเป็นประกาย
เขาเป็นสมบัติที่นางเก็บได้ชัดๆ
ไม่สิ เป็นสมบัติที่นางตีแตกต่างหาก
เหมือนที่พวกป้าๆ ในหมู่บ้านคุยกัน คนนอกมองว่าเป็นนรกคิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นที่แห่งความสุข
บุรุษผู้นี้รู้วิธีดูแลสตรี
ส่วนน้องชายสองคน (น้องสามี) ก็เปลี่ยนจากความไม่ชอบพอในตอนแรกมาเป็นห่วงนางปกป้องนาง
หลินหวั่นชิวรู้สึกละโมบในความรู้สึกนี้มาก
นางต้องเห็นคุณค่าของครอบครัวที่เพิ่งได้มา เห็นค่าความรู้สึกล้ำค่าที่นางปรารถนาแต่ไม่อาจครอบครองเมื่อชาติที่แล้ว
เจียงหงหย่วนยิ้มกว้าง
เผยให้เห็นฟันขาวซี่โต
ความรู้สึกที่ถูกภรรยาตัวน้อยชื่นชมช่างดีเหลือเกินเขารู้สึกว่าร่างกายมีพลังที่ใช้อย่างไรก็ไม่หมด พลังนี้แทบจะผลักให้เขาบินได้
“ไว้พวกเราเข้าหอ ข้าจะทำให้เจ้ารู้เองว่ากระไรคือความสุดยอดที่แท้จริง!” ยกหอกทลายประตูเมือง เขาเตรียมพร้อมอยู่นานแล้ว เพียงแต่ประตูเมืองบอบบางเกินไปต้านแรงเขาไม่ไหวเป็นแน่ กลัวทำพัง
ยังต้องรอถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า…
ช่วงเวลานี้…ช่างทรมานยิ่งนัก
หลินหวั่นชิวกลอกตาใส่ ปิดม่านลงกอดเข่าซุกหน้าลงไป
แม่เจ้า ชายฉกรรจ์หิวโหยเช่นนี้ต้องเกิดเรื่องเป็นแน่ถ้าถึงวันเข้าหอจริงๆ…หลินหวั่นชิวแค่จินตนาการถึงภาพที่อาจเกิดขึ้นก็กลัวตัวสั่นเสียแล้ว
นางจะไม่โดนเขาฆ่าตายใช่หรือไม่?
แต่ดูจากความหิวโหยแล้วก็…มีสิทธิ!
หรือว่า…นางควรเริ่มออกกำลังกายเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ดี?
รื้อโยคะกลับมาฝึกใหม่?
อืม กลับไปแล้วต้องกินโอสถชำระไขกระดูกเม็ดที่เหลือแล้วฝึกโยคะ…ถึงเวลานั้นจะได้ทำให้วัวเหนื่อยตายในทุ่งนา!
จัดการเขา!
รอดูเถิดว่าผู้ใดจะแน่กว่ากัน!
ผู้ใดต้องเป็นฝ่ายร้องขอชีวิต ผู้ใดเป็นฝ่ายที่สุดยอด?
ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว
เพื่อเอาชีวิตรอดจากชายฉกรรจ์ในอนาคต หลินหวั่นชิวสู้ตายเช่นกัน
เจียงหงหย่วนไม่รู้เลยว่าภรรยาตัวน้อยกำลังคิดเรื่องสู้บนเตียงกับตัวเองสู้เพื่อให้ได้มีสิทธิมีเสียง เขาคิดว่านางกำลังเขิน ขับรถล่ออย่างอารมณ์ดี
กลับถึงอำเภอ ทั้งคู่กลับบ้านไปกินข้าวเสร็จเจียงหงหย่วนก็ไปบ่อน
มีคนรอให้เขาติดกับอยู่ เขาต้องให้เกียรติอยู่แล้ว
หลินหวั่นชิวนอนงีบครู่หนึ่งก็ออกไปร้านขายเครื่องเรือนเก่าคราวก่อนนางทิ้งความประทับใจไว้ให้เสี่ยวเอ้อร์เป็นอย่างมาก ยากที่อีกฝ่ายจะลืมเลือน
แต่รอบนี้นางไม่ขาดแคลนเงินเดินเข้าข้างในอย่างองอาจ ดูเครื่องเรือนที่แกะสลักจากไม้ชั้นดี
เตียงอรหันต์ โต๊ะหนังสือ ตู้ขนาดต่างๆเก้าอี้แบบมีพนักพิงและที่วางแขน โต๊ะน้ำชา ฉากกั้นห้อง โต๊ะแปดเซียน…นางดูจนตาลาย เลือกซื้อจน…มีความสุขจนเก็บไว้ไม่อยู่
สวยมากจริงๆ ทุกชิ้นถือว่าเป็นงานชั้นยอด
เสี่ยวเอ้อร์คงรู้ถึงฝีมือไม่กล้าปกปิดหรือหมกเม็ดกระไร นางอยากได้ของชั้นยอดก็พาไปดู
ว่ากันด้วยเหตุผล เครื่องเรือนในยุคนี้ต่างก็ทำจากวัสดุชั้นดีวิจิตรบรรจงทุกชิ้น
แต่ราคากลับถูกกว่ายุคปัจจุบันมากเพราะช่างฝีมือในยุคนี้เป็นอาชีพที่หาเลี้ยงชีพไปวันๆ สถานะทางสังคมของชาวนาช่างฝีมือและพ่อค้ายังต่ำอยู่มาก
รอบนี้หลินหวั่นชิวไม่ได้ต่อราคากับเสี่ยวเอ้อร์แบบชิ้นต่อชิ้นในหัวนางมีแผนภาพสามมิติ นางก็เลือกว่าจะใส่สิ่งใดลงในห้องบ้าง
เลือกจนพอ คิดราคาแล้วค่อยต่อราคาเจอหน้าลดครึ่งราคา คุยราคาแล้วลดให้สามส่วนจึงเป็นอันตกลง
อันที่จริงเครื่องเรือนได้กำไรเยอะมาก เครื่องเรือนเก่าหลายชิ้นมาจากโรงรับจำนำแต่ถ้าให้ไปซื้อจากโรงรับจำนำโดยตรง อย่างดีสุดก็ โดนหนูแทะ…หนังขาดรุ่งริ่ง…ขาเอียงขาไม่ครบ…เก้าอี้ผุ…เครื่องปั้นแตก…
เครื่องเรือนเอาไปใช้แทนเงินเหมือนเครื่องประดับไม่ได้เครื่องเรือนน้ำหนักเยอะ จะขายทันทีก็ยากคนส่วนใหญ่ที่ร้อนเงินจะให้คนจากโรงรับจำนำหรือไม่ก็คนเก็บของเก่ามาขนไปอย่างไรราคาก็โดนกดจนต่ำมากอยู่แล้วได้ราคาแค่หนึ่งในสิบของราคาเดิมก็ถือว่าเถ้าแก่เมตตายิ่งนัก
แต่หลินหวั่นชิวจะให้เถ้าแก่คำนวณราคาเช่นนี้ไม่ได้หนึ่งเพราะเดิมทีราคาของเก่าย่อมถูกกว่าของใหม่ สองเพราะคนอื่นต้องหาเลี้ยงชีพเป็นเงินส่วนที่ควรได้ ไม่มีกระไรต้องอิจฉา
เหมือนอย่างเช่นตัวนางเองนางอาศัยห้องหัตถการเสียนอวี๋มาหาเงิน อาศัยตัวหนังสือและฝีมือวาดภาพมาหาเงิน มีผู้ใดว่ากระไรได้?
จ่ายเงินมัดจำให้ร้านขายของเก่านัดให้พวกเขาไปส่งที่หมู่บ้านเค่าซานในอีกสิบวันเสร็จก็เดินกลับบ้าน
แต่หลินหวั่นชิวเพิ่งออกจากร้านได้ไม่นานกลับถูกใครบางคนจ้องและเดินตามมา
เชิงอรรถ
[1] ครึ่งชั่วยาม เท่ากับ 1 ชั่วโมง