เช้าวันนี้ เมืองชิงหลานถูกปกคลุมด้วยหมอกบางเช่นเคย
หมอกสีขาวอ่อนลอยคลอเคลียอยู่เหนือหลังคาเรือนไม้และถนนหินเก่า ๆ ราวกับม่านบางที่ฟ้าดินตั้งใจทอดลงมาเพื่อปิดบังเมืองชายขอบแห่งนี้จากสายตาของโลกภายนอก เสียงล้อเกวียนบดผ่านพื้นถนนดังเอี๊ยดอ๊าดผสมกับเสียงพ่อค้าเรียกลูกค้า เสียงหญิงชราต่อราคาผักสด เสียงเด็กเล็กวิ่งเล่นไล่กันระหว่างแผงขายของ และกลิ่นหอมของซาลาเปาร้อน ๆ จากร้านหัวมุม ล้วนทำให้เช้าวันนี้ดูธรรมดาจนแทบไม่มีสิ่งใดน่าจดจำ
แต่สำหรับเย่เทียน วันนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย
เขาไม่ได้ยืนอยู่ในลานฝึก ไม่ได้ถูกสายตาของผู้ฝึกสอนประเมิน ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากเด็กในตระกูล และไม่ได้เห็นเย่เฉิงยืนอยู่แถวหน้าด้วยท่าทีสูงเย็นราวกับคนที่เกิดมาเพื่อก้าวนำผู้อื่น วันนี้เขาเดินอยู่บนถนนของเมืองชิงหลาน ท่ามกลางผู้คนธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจว่าเขาเปิดชีพจรได้หรือไม่
ความรู้สึกเช่นนี้…ไม่เลวนัก
“เ้าดูอารมณ์ดีเกินไปแล้ว” เย่เสี่ยวอวี่ที่เดินอยู่ข้างเขาเอ่ยขึ้น มือหนึ่งถือห่อผ้าเล็ก ๆ อีกมือหนึ่งจับสายถุงเงินที่ผูกไว้กับเอวแน่นราวกับกลัวมันจะหาย “แค่ได้ออกจากตระกูลมาซื้อยาทาแผล เ้าถึงกับยิ้มตลอดทางเลยหรือ”
เย่เทียนหันไปมองนาง ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ข้าเพิ่งรู้ว่าการเดินโดยไม่มีใครถามว่า ‘วันนี้รู้สึกถึงปราณหรือยัง’ เป็เื่ที่ทำให้ใจสงบได้มากขนาดนี้”
เสี่ยวอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะเบา ๆ “ถ้าเ้าพูดแบบนี้ให้ท่านผู้ฝึกสอนได้ยิน เ้าคงถูกสั่งให้วิ่งรอบลานฝึกสิบรอบ”
“ถ้าวิ่งแล้วเปิดชีพจรได้ ข้ายินดีวิ่งยี่สิบรอบด้วยซ้ำ” เย่เทียนตอบอย่างจริงจังเกินเหตุ ทำให้เด็กสาวหันมามองเขาด้วยสีหน้ากึ่งขำกึ่งอ่อนใจ
หลังการฝึกจับคู่เมื่อวาน ไหล่ของเย่เทียนยังคงปวดอยู่ แม้เสี่ยวอวี่จะทายาให้แล้วครั้งหนึ่ง แต่รอยฟกช้ำกลับเข้มขึ้นเมื่อถึงเช้า นางจึงยืนยันหนักแน่นว่าต้องออกมาซื้อยาทาที่ร้านสมุนไพรในเมือง แม้เย่เทียนจะบอกว่าแผลแค่นี้ไม่เป็ไร แต่นางกลับมองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับที่เย่จงใช้เวลาเขาพูดจาเหลวไหล สุดท้ายเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากตามนางออกมา
ถนนตลาดของชิงหลานไม่กว้างนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงขายของเล็ก ๆ ั้แ่ผักสด เนื้อแห้ง ผลไม้ป่า ไปจนถึงเครื่องรางราคาถูกที่พ่อค้าบอกว่าสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ แต่ต่อให้มองอย่างไรก็เป็เพียงหินสีธรรมดาที่ถูกเจาะรูร้อยเชือกเท่านั้น
เสี่ยวอวี่เดินนำเขาไปยังร้านสมุนไพรเก่าแก่ร้านหนึ่ง ป้ายไม้หน้าร้านมีตัวอักษร “หอมหมื่นยา” เขียนไว้ด้วยหมึกที่เริ่มซีดตามกาลเวลา ภายในร้านมีกลิ่นสมุนไพรเข้มข้นจนคนที่ไม่คุ้นอาจเวียนหัวได้ง่าย ชั้นไม้หลายชั้นวางโถยา ถุงสมุนไพร และกล่องไม้ขนาดเล็กเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ
เ้าของร้านเป็ชายวัยกลางคนร่างผอม ใบหน้ามีรอยยิ้มค้าขายติดอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นเย่เทียนกับเสี่ยวอวี่เดินเข้ามา เขาก็กวาดตามองทั้งสองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทักขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็มิตร
“คุณหนู คุณชาย ้ายาอะไรหรือ ยาทาแผล ยาห้ามเื ยาฟื้นกำลัง หรือสมุนไพรช่วยปรับลมหายใจ ร้านข้ามีครบ”
เสี่ยวอวี่เอ่ยทันที “ยาทาแก้ฟกช้ำแบบดีหน่อย”
เ้าของร้านพยักหน้าแล้วหันไปหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ จากชั้นด้านหลัง เปิดให้ดูขี้ผึ้งสีเขียวเข้มภายใน “นี่เป็ยาทาเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ใช้ดีมาก เด็กตระกูลใหญ่หลายคนมาซื้อ่นี้ หนึ่งตลับหนึ่งเหรียญเงิน”
“หนึ่งเหรียญเงิน?” เสี่ยวอวี่ชะงักไปเล็กน้อย “เมื่อเดือนก่อนยาธรรมดายังแค่ยี่สิบกว่าทองแดงเอง”
เ้าของร้านถอนหายใจราวกับตนเองก็ลำบากใจนักหนา “คุณหนูน้อย นี่ไม่ใช่ยาทาแผลธรรมดา แต่เป็ยาที่ใช้กับผู้ฝึกยุทธ ่นี้คนรุ่นเยาว์ของหลายตระกูลเตรียมตัวประเมินกันหมด สมุนไพรที่ใช้ทำยาพวกนี้ขึ้นราคา ข้าก็รับมาแพง จะให้ขายราคาเดิมก็ลำบาก”
เย่เทียนมองตลับยาเล็ก ๆ ในมือเ้าของร้าน แล้วถามขึ้นอย่างสนใจ “หนึ่งเหรียญเงินนี่ซื้อหมั่นโถวได้กี่ลูก”
เสี่ยวอวี่หันขวับมามองเขาทันที “นี่ใช่เวลาคิดเื่หมั่นโถวหรือ”
เ้าของร้านหัวเราะ “ถ้าหมั่นโถวธรรมดา ก็ได้หลายสิบลูกอยู่ แต่คุณชายอย่าเอายาทาแผลไปเทียบกับหมั่นโถวเลย ของอย่างหนึ่งกินอิ่ม ของอย่างหนึ่งทำให้เ้าไม่ต้องนอนครางทั้งคืน”
เย่เทียนพยักหน้าอย่างจริงจัง “ฟังดูมีเหตุผล”
เสี่ยวอวี่หยิบถุงเงินออกมาอย่างลังเล นางนับเหรียญเงินในถุงอย่างระมัดระวัง เห็นได้ชัดว่าเงินจำนวนนี้ไม่ใช่น้อยสำหรับนาง เย่เทียนมองมือของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดถุงเงินลงเบา ๆ
“เอาตลับถูกกว่านี้ก็พอ”
“ไม่ได้” เสี่ยวอวี่ตอบทันที “แผลเ้าไม่เบา”
“แผลข้าไม่เบา แต่ถุงเงินเ้าก็ไม่หนักเหมือนกัน” เย่เทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ใช้ยาดีเกินไปกับคนที่ยังไม่เปิดชีพจร ข้ากลัวว่าจะไม่คุ้มทุน”
เสี่ยวอวี่ขมวดคิ้ว “เ้าอย่าพูดแบบนั้น”
เย่เทียนไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงมองนางด้วยสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาเ้าของร้าน “มียาธรรมดาสักตลับไหม แบบที่ไม่ต้องดีถึงขั้นเส้นเอ็นชีพจร แค่ทาฟกช้ำพอ”
เ้าของร้านมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วหยิบตลับอีกใบออกมาจากลิ้นชักด้านล่าง “มี ตลับนี้สี่สิบเหรียญทองแดง กลิ่นแรงหน่อย ใช้ได้พอสมควร เพียงแต่ไม่หอมและไม่ซึมลึกเหมือนตลับเมื่อครู่”
“ข้าไม่ได้จะเอาไปดม” เย่เทียนกล่าว
เสี่ยวอวี่เหมือนอยากค้าน แต่สุดท้ายก็ยอมจ่ายสี่สิบเหรียญทองแดงด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก หลังออกจากร้าน นางยังคงเงียบอยู่ครู่ใหญ่ เย่เทียนจึงหันไปถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “โกรธหรือ”
“ข้าไม่ได้โกรธ” นางตอบเร็วเกินไปเล็กน้อย
“นั่นแหละเรียกว่าโกรธ”
นางหยุดเดินแล้วหันมามองเขา “ข้าแค่ไม่ชอบให้เ้าพูดเหมือนตัวเองไม่มีค่า”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย
เสียงตลาดรอบข้างยังคงดังอยู่ ผู้คนเดินผ่านไปมาโดยไม่มีใครสนใจบทสนทนาของเด็กสองคน แต่คำพูดของเสี่ยวอวี่กลับทำให้เย่เทียนรู้สึกเหมือนเสียงรอบตัวเบาลงชั่วขณะหนึ่ง
เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวเบา ๆ “ข้าไม่ได้คิดว่าตัวเองไม่มีค่า”
“แล้วทำไมถึงพูดแบบนั้น”
“เพราะถ้าข้าไม่พูด เ้าก็จะซื้อของแพงเกินตัวให้ข้า” เขาตอบตามตรง “เสี่ยวอวี่ ข้ารู้ว่าเ้าหวังดี แต่ข้ายังไม่อยากให้ความหวังดีของเ้ากลายเป็ภาระ”
เด็กสาวชะงักไป
เย่เทียนเดินต่อช้า ๆ “รอวันที่ข้าเปิดชีพจรได้ก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นถ้าเ้าจะซื้อยาดี ๆ ให้ ข้าจะรับไว้โดยไม่บ่นสักคำ”
เสี่ยวอวี่มองแผ่นหลังเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเดินตาม “เ้าพูดเองนะ”
“อืม”
“ห้ามกลับคำ”
“ข้าเคยกลับคำกับเ้าหรือ”
“เคย ตอนที่เ้าบอกว่าจะไม่ขโมยขนมข้าอีก”
เย่เทียนไอเบา ๆ “เื่นั้นไม่นับ”
เสี่ยวอวี่หลุดหัวเราะออกมาในที่สุด บรรยากาศระหว่างทั้งสองจึงกลับมาเบาสบายขึ้นอีกครั้ง
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในตลาดด้านใน ซึ่งคึกคักกว่าด้านนอกมาก ที่นี่มีพ่อค้าจากหมู่บ้านรอบเมืองนำของป่ามาขาย มีนักล่าร่างกำยำตั้งแผงขายเขี้ยวสัตว์ หนังสัตว์ และสมุนไพรที่เก็บจากูเา บางแผงมีป้ายเล็ก ๆ เขียนราคาสินค้าไว้ชัดเจน บางแผงต้องต่อรองกันด้วยน้ำเสียงดังจนคนผ่านไปมาต้องหันมอง
เย่เทียนหยุดอยู่หน้าแผงหนึ่งซึ่งวางหินสีเทาหม่นขนาดเท่าหัวแม่มือไว้ในกล่องไม้เล็ก ๆ หินนั้นดูธรรมดามาก แต่รอบตัวมันกลับมีความเย็นบาง ๆ แผ่ออกมาอย่างประหลาด
“หินปราณระดับต่ำหรือ” เขาถาม
พ่อค้าเ้าของแผงเป็ชายหนวดดก เขามองเย่เทียนั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก “เศษหินปราณระดับต่ำ พลังเหลือไม่มาก ใช้ฝึกจริงไม่ได้เท่าไร แต่อาจช่วยปรับลมหายใจได้เล็กน้อย”
“ราคาเท่าไร”
“หนึ่งก้อน ห้าเหรียญเงิน”
เสี่ยวอวี่สูดลมหายใจเบา ๆ ทันที “แพงขนาดนั้นเลยหรือ”
ชายหนวดดกหัวเราะ “แม่หนูน้อย นี่ยังถือว่าถูกแล้ว ถ้าเป็หินปราณระดับต่ำเต็มก้อน อย่างต่ำก็สี่สิบถึงหกสิบเหรียญเงินขึ้นไป ยิ่ง่นี้หลายตระกูลเตรียมประเมิน ราคาย่อมขึ้นเป็ธรรมดา”
เย่เทียนมองเศษหินในกล่องเงียบ ๆ เขารู้ดีว่าหินปราณมีค่า แต่เมื่อได้ยินราคาจากปากพ่อค้าข้างถนน ความจริงนั้นกลับชัดเจนขึ้นมากกว่าเดิม
หินปราณหนึ่งก้อน อาจเป็เพียงของที่เย่เฉิงได้รับในวันเดียว
แต่สำหรับคนธรรมดา มันอาจเทียบเท่าค่าใช้จ่ายหลายเดือน หรือมากกว่านั้น
ในเสี้ยวขณะนั้น เย่เทียนเข้าใจมากขึ้นว่าเหตุใดทรัพยากรจึงทำให้คนในตระกูลเปลี่ยนสีหน้าได้ถึงเพียงนั้น มันไม่ใช่แค่หินก้อนหนึ่ง แต่เป็ระยะห่างระหว่างผู้ก้าวหน้าและผู้ถูกทิ้งไว้เื้ั
“ซื้อไหม” พ่อค้าถาม
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ “ถ้าข้าซื้อ วันนี้คงต้องงดกินข้าวไปหลายเดือน”
“เช่นนั้นก็อย่าซื้อ” พ่อค้าตอบตรง ๆ “ของแบบนี้ ถ้าใช้ไม่เป็ก็เสียเปล่า”
คำพูดนั้นไม่ได้มีเจตนาดูถูกนัก แต่มันกลับตรงไปตรงมาเสียจนเสี่ยวอวี่ขมวดคิ้ว เย่เทียนกลับไม่โกรธ เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินต่อ
เมื่อผ่านโรงน้ำชาขนาดกลางแห่งหนึ่ง เสียงพูดคุยจากด้านในลอยออกมาตามลม เย่เทียนไม่ตั้งใจฟังในตอนแรก แต่คำบางคำกลับดึงความสนใจของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว
“ได้ยินหรือไม่ ตระกูลซู่นี้เหมือนจะมีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ”
“ตระกูลซู? ปกติตระกูลซูไม่ค่อยออกมาภายนอกมากนักมีเื่อะไรหรือ?”
“ใช่ ข้าได้ยินมาว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งในตระกูลนั้น พึ่งทะลวงระดับพลัง พร์ไม่ธรรมดา เหมือนพวกผู้าุโยังปิดข่าวไว้”
“คุณหนูหลิงเยวี่ยใช่ไหม”
“ใช่ๆ ก็คนเดียวกันนั่นแหละ คนที่เมื่อหลายปีก่อนเคยมีคำมั่นกับตระกูลเย่”
“ชู่ว…พูดเบา ๆ หน่อย เื่นั้นยังกล้าพูดอีกหรือ ตอนนี้ฐานะของทั้งสองฝ่ายยังเหมือนเดิมที่ไหนกัน”
“ก็จริง คนหนึ่งเป็คุณหนูตระกูลซู ส่วนอีกฝ่าย…”
เสียงพูดหยุดลงตรงนั้น คล้ายผู้พูดรู้ตัวว่าหากกล่าวต่ออาจไม่เหมาะนัก หรือบางทีอาจเพราะสายตาของคนรอบข้างเริ่มมองมา
ฝีเท้าของเย่เทียนชะงักลงเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เสี่ยวอวี่ที่เดินอยู่ข้างเขากลับสังเกตเห็น นางเงยหน้ามองเขาอย่างลังเล “พี่เย่เทียน…”
เย่เทียนไม่ได้หันไปมองโรงน้ำชาทันที เขาเพียงยืนนิ่งอยู่ชั่วลมหายใจ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไปกันเถอะ”
“เ้ารู้จักคุณหนูตระกูลซูหรือ” เสี่ยวอวี่ถามเสียงเบาลงโดยไม่รู้ตัว
เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “เคยรู้จัก…เมื่อนานมาแล้ว”
คำตอบนั้นสั้นมาก แต่กลับทำให้เสี่ยวอวี่ไม่กล้าถามต่อ นางรู้จักเย่เทียนดีพอจะรู้ว่า เวลาที่เขายิ้มบางเช่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้สึกอะไรเลย
เย่เทียนก้าวเดินต่อ แต่ชื่อ “ซูหลิงเยวี่ย” กลับลอยวนอยู่ในความคิดเขาอย่างเงียบงัน ราวกับฝุ่นเก่าที่ถูกลมพัดขึ้นมาอีกครั้ง
หลิงเยวี่ย
ชื่อนั้นอยู่ไกลจากปัจจุบันมากแล้ว ไกลเสียจนบางครั้งเขาแทบไม่แน่ใจว่าความทรงจำเ่าั้เป็เื่จริงหรือเป็เพียงภาพเลือนรางจากวัยเด็ก เด็กหญิงที่เคยยืนอยู่ใต้ต้นเหมยหน้าคฤหาสน์ตระกูลซู เด็กหญิงที่พูดน้อยกว่าคนอื่น แต่เมื่อเอ่ยปากแต่ละครั้งกลับชัดเจนจนคนฟังต้องจดจำ และคำมั่นของผู้ใหญ่ที่เด็กสองคนในวันนั้นยังไม่เข้าใจความหมายอย่างแท้จริง
ตอนนี้เมื่อถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้ทำให้เย่เทียนเ็ป หากแต่ทำให้เขาตระหนักถึงบางอย่างชัดขึ้น
โลกเปลี่ยนไปแล้ว
และบางที…คนที่เคยยืนอยู่ข้างกันในอดีต อาจไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นเดียวกันอีกต่อไป
ทั้งสองเดินต่อไปจนถึงมุมตลาดด้านตะวันตก ที่นั่นมีผู้คนมุงอยู่เป็กลุ่มเล็ก ๆ เสียงโต้เถียงดังลอดออกมา เย่เทียนไม่ได้ตั้งใจเข้าไปยุ่ง แต่เสียงร้องไห้เบา ๆ ของเด็กคนหนึ่งทำให้เขาหยุดเท้า
ตรงกลางวงล้อม มีเด็กชายตัวเล็กอายุราวสิบขวบยืนกอดตะกร้าสมุนไพรเก่า ๆ ไว้แน่น ตรงหน้าเขาเป็เด็กหนุ่มแต่งกายดีกว่าสองคน ดูจากเสื้อผ้าแล้วน่าจะเป็ลูกหลานตระกูลใดตระกูลหนึ่งในเมือง หนึ่งในนั้นถือรากสมุนไพรสีดำไว้ในมือแล้วกล่าวเสียงเยาะ
“เ้าบอกว่านี่เป็รากหมอกเย็น? ของแบบนี้ก็กล้าขายหนึ่งเหรียญเงินหรือ คิดว่าพวกข้าโง่หรืออย่างไร”
เด็กชายรีบส่ายหน้า น้ำตาคลอ “มันเป็รากหมอกเย็นจริง ๆ ข้ากับพ่อขึ้นเขาไปเก็บมาเอง”
“ข้าบอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่” เด็กหนุ่มคนนั้นกล่าวอย่างไม่พอใจ “ของปลอมแบบนี้ ข้าควรยึดไว้ไม่ให้เ้าไปหลอกคนอื่น”
คนรอบข้างมองกันไปมา แต่ไม่มีใครกล้าแทรก ชิงหลานเป็เมืองเล็ก ทุกคนรู้ดีว่าลูกหลานตระกูลใหญ่ไม่ควรยุ่งด้วยหากไม่จำเป็
เสี่ยวอวี่ขมวดคิ้วทันที “พวกเขาแกล้งเด็กคนนั้นชัด ๆ”
เย่เทียนมองเหตุการณ์เงียบ ๆ เขาเห็นเด็กชายกำตะกร้าแน่น เห็นเด็กหนุ่มสองคนนั้นไม่ได้สนใจสมุนไพรจริง ๆ แต่สนุกกับการทำให้อีกฝ่ายกลัวมากกว่า และเห็นรากสมุนไพรสีดำในมืออีกฝ่ายมีไอน้ำเย็นบาง ๆ เกาะอยู่ที่ปลายราก
เขาเดินเข้าไปช้า ๆ
“ขอดูหน่อยได้ไหม”
เสียงของเย่เทียนไม่ดัง แต่เพราะบรรยากาศรอบวงกำลังเงียบอยู่ คำพูดนั้นจึงทำให้ทุกคนหันมามองทันที
เด็กหนุ่มที่ถือสมุนไพรขมวดคิ้ว “เ้าเป็ใคร”
เย่เทียนยิ้มบาง “คนผ่านทางที่พอเคยได้ยินชื่อรากหมอกเย็นอยู่บ้าง”
อีกฝ่ายมองเสื้อผ้าของเขา เห็นสัญลักษณ์ตระกูลเย่ที่ขอบแขนเสื้อ สีหน้าจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังคงทำท่าถือดี “ถ้ารู้จักก็น่าจะดูออกว่าของนี่คุณภาพต่ำ”
“คุณภาพต่ำอาจใช่” เย่เทียนกล่าว “แต่ของปลอมคงไม่ใช่”
เด็กหนุ่มชะงัก “เ้าจะบอกว่าข้าดูผิด?”
เย่เทียนไม่ได้ตอบตรง ๆ เขาหันไปมองเด็กชาย “เ้าบอกว่าเก็บมาจากบนเขาใช่ไหม บริเวณไหน”
เด็กชายรีบตอบเสียงสั่น “แถวลำธารหมอก หลังหินดำใหญ่”
เย่เทียนพยักหน้า “รากหมอกเย็นที่ขึ้นแถวนั้นมักมีสีดำกว่าปกติ เพราะดินชื้นและมีหินเย็นปนอยู่ ถ้าจะพิสูจน์ ง่ายมาก เอามันแตะน้ำอุ่น หากเป็ของจริง ไอน้ำจะรวมตัวเป็หยดเย็นบนผิวรากภายในสิบลมหายใจ”
คนรอบข้างเริ่มซุบซิบ เด็กหนุ่มสองคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยวอวี่มองเย่เทียนด้วยความประหลาดใจ “เ้ารู้เื่นี้ด้วยหรือ”
เย่เทียนตอบเบา ๆ “ฟังปู่บ่นเื่สมุนไพรมาหลายปี ไม่รู้อะไรบ้างก็คงเสียของ”
เ้าของร้านน้ำชาข้าง ๆ เห็นเื่น่าสนใจจึงนำถ้วยน้ำอุ่นออกมาให้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กหนุ่มที่ถือรากสมุนไพรลังเล แต่เมื่อคนรอบข้างจับตามอง เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากหย่อนปลายรากลงใกล้ผิวน้ำ
ไม่ถึงสิบลมหายใจ ไอน้ำที่ลอยขึ้นมากลับรวมตัวเป็หยดน้ำเล็ก ๆ สีขาวขุ่นเกาะบนผิวรากจริง ๆ
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
เด็กชายเ้าของสมุนไพรรีบเช็ดน้ำตา “ข้าไม่ได้โกหก…”
เด็กหนุ่มสองคนหน้าเสีย คนหนึ่งรีบโยนรากสมุนไพรคืนใส่ตะกร้าแล้วกล่าวเสียงแข็ง “แค่เข้าใจผิดเท่านั้น เื่เล็กน้อย”
“เข้าใจผิดก็คืนเงินค่าทำให้ของเขาช้ำเสียหน่อยดีไหม” เย่เทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเดิม
อีกฝ่ายถลึงตามองเขา “เ้าอย่ายุ่งเกินไป”
เย่เทียนยังคงยิ้ม “ข้าไม่ได้ยุ่ง ข้าแค่คิดว่าลูกหลานตระกูลใหญ่คงไม่อยากให้คนทั้งตลาดพูดกันว่า แยกสมุนไพรไม่ออกแล้วยังทำของเด็กชาวบ้านเสียหาย”
คำพูดนั้นไม่รุนแรง แต่ตรงจุดพอดี
เด็กหนุ่มทั้งสองมองรอบข้าง เห็นสายตาผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายจึงโยนเหรียญเงินหนึ่งเหรียญลงในตะกร้าอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมใบหน้าบึ้งตึง
เด็กชายมองเหรียญเงินในตะกร้าอย่างตกตะลึง ก่อนจะรีบโค้งให้เย่เทียน “ขอบคุณพี่ชาย!”
เย่เทียนโบกมือ “คราวหน้าถ้ามาขายของ พยายามหาผู้ใหญ่ที่รู้จักมาด้วย ตลาดไม่ได้น่ากลัวเพราะของปลอมอย่างเดียว แต่เพราะคนที่อยากให้ของจริงกลายเป็ของปลอมต่างหาก”
เด็กชายพยักหน้ารัว ๆ แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม
เสี่ยวอวี่มองเย่เทียนด้วยสายตาแปลกไปเล็กน้อย “เมื่อกี้เ้าดูเหมือนผู้ใหญ่เลย”
เย่เทียนยิ้ม “แย่ขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ไม่ใช่” นางส่ายหน้า “แค่…ดูต่างจากตอนอยู่ลานฝึก”
เย่เทียนหันไปมองตลาดที่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนแยกย้ายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เด็กชายคนนั้นยังคงกอดตะกร้าสมุนไพรแน่นกว่าเดิม ใบหน้ามีความโล่งใจปนดีใจ
“ในลานฝึก ทุกคนมองว่าข้าไม่มีพลัง” เย่เทียนกล่าวเบา ๆ “แต่ที่นี่ อย่างน้อยข้ายังพอทำอะไรได้บ้าง”
เสี่ยวอวี่มองเขาอยู่นาน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากตลาด ฝั่งตรงข้ามของถนนมีรถม้าสีดำเรียบง่ายคันหนึ่งแล่นผ่านไปอย่างเงียบ ๆ ตัวรถไม่ได้ประดับหรูหรา แต่ลวดลายดอกจันทร์สีเงินที่สลักอยู่ตรงขอบประตูกลับทำให้ผู้คนรอบข้างหลีกทางให้โดยไม่ต้องมีผู้ใดเอ่ยปาก
“รถของตระกูลซู…” เสี่ยวอวี่พึมพำเสียงเบา
เย่เทียนหันไปมองโดยไม่รู้ตัว
ในจังหวะนั้น ม่านหน้าต่างรถม้าถูกลมยามสายพัดเปิดขึ้นเพียงเสี้ยวหนึ่ง เผยให้เห็นเส้นผมดำเงาอมเงินที่ปลิวไหวเบา ๆ และจี้รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวซึ่งสะท้อนแสงสีเย็นอยู่ตรงลำคอของใครบางคน เย่เทียนไม่เห็นใบหน้าชัดเจน เห็นเพียงดวงตาสีอ่อนคู่หนึ่งที่สงบนิ่งจนคล้ายแสงจันทร์บนผิวน้ำ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจ
ม่านปิดลง รถม้าแล่นผ่านไป และเสียงตลาดก็กลับมากลบทุกอย่างเช่นเดิม
เย่เทียนยังคงมองตามรถม้าคันนั้นอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างแล่นผ่านใจเขาอย่างแ่เบา ไม่ใช่ความใ ไม่ใช่ความสงสัยชัดเจน แต่คล้ายกับความทรงจำเก่าที่ถูกฝุ่นกาลเวลาปกคลุมไว้ แล้วจู่ ๆ ก็ถูกลมพัดให้เผยรอยออกมาเล็กน้อย
“เ้านึกอะไรออกหรือ” เสี่ยวอวี่ถาม
เย่เทียนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่แน่ใจ…อาจเป็เื่เมื่อนานมาแล้ว”
เสี่ยวอวี่ไม่ได้ถามต่อ แต่มองตามรถม้าไปด้วยแววตาสงสัยเล็กน้อย
ส่วนเย่เทียนนั้น แม้จะหันกลับมาเดินต่อแล้ว แต่ภาพจี้พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวกับดวงตาเย็นใสราวแสงจันทร์คู่นั้น กลับยังคงติดอยู่ในความคิดของเขาอย่างประหลาด
มีเพียงพ่อค้าร้านน้ำชาคนหนึ่งที่มองตามรถม้าคันนั้น แล้วพึมพำเบา ๆ กับตนเอง
“ตระกูลซู…่นี้ออกมาในเมืองบ่อยเสียจริง”