“โนบลินเราจะไปเล่นที่ป่าหลังหมู่บ้าน ไปด้วยกันไหม?”
เสียงะโเชิญชวนดังมาจากเด็กชายท่าทีซุกซนที่ผมเผ้าชี้ชันดูยุ่งนิด ๆชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ใส่รวมกับรองเท้าหนังคู่เก่านั้นขับเน้นให้รู้สึกได้ถึงความห่างไกลความเจริญของเขา
โนบลินเองก็เบือนหน้าจากท่านั่งมือเท้าคางกับขอบหน้าต่างหันไปมองเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันสองสามคนที่หอบหิ้วกระเป๋าหนังเก่าขาดตั้งท่าเตรียมตัวจะออกผจญภัยแบบไปเช้าเย็นกลับตามประสาเด็ก ๆที่ยากจนที่อาศัยอยู่ตามขอบชานเมือง
นับจากเหตุการณ์เข้าโจมตีของอาลันตาจนทำให้สามเผ่าพันธุ์ต้องร่วมมือกันต่อสู้และโนบลินต้องหลบหนีออกมาจนพบเข้ากับเมืองแห่งนี้ก็เป็เวลากว่าสามปีแล้ว
จากเด็กน้อยอายุไม่ถึงหกขวบมาถึงตอนนี้โนบลินมีอายุแปดเกือบจะเก้าขวบแล้วแต่ถึงแม้จะอยู่มาถึงสามปีแต่ก็ยังไม่ได้สนิทสนมกับใครเป็พิเศษด้วยความที่ตอนแรกนั้นเขาไม่สามารถสื่อสารกับใครได้รู้เื่เพราะั้แ่เกิดก็ใช้ภาษาของพวกคนแคระและเอลฟ์มาโดยตลอดจนชาวเมืองที่พบเห็นตอนแรกนั้นไม่มีใครอยากยุ่งด้วย
โชคดีที่มีกลุ่มเด็กกำพร้าเข้ามาช่วยเหลือและชักชวนให้มาพักที่บ้านพักเด็กกำพร้าในเมืองที่ดูแลโดย[คุณลอเลนซ์] หญิงวัยกลางคนที่จิตใจดีอุทิศตนเพื่อเปิดบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้าในหมู่บ้านทุกคนเพื่อให้ได้มีที่พักอาหารและได้เรียนหนังสือเหมือนเช่นเด็กคนอื่น ๆ
ถึงแม้จะลำบากเพราะการเลี้ยงดูเด็กๆ หลายคนนั้นจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่คุณลอเลนซ์ก็ไม่เคยปริปากบ่นเธออาศัยการเลี้ยงสัตว์และปลูกผักในพื้นที่เล็ก ๆหลังบ้านเพื่อใช้ประกอบอาหารให้แก่เด็ก ๆนอกจากนั้นถ้ามีเหลือเธอก็จะนำไปขายที่ตลาดเพื่อนำเงินมาซื้อของใช้จำเป็ที่ไม่สามารถทำได้เองเช่นเสื้อผ้า ยารักษาโรค ให้แก่เด็ก ๆ ในบ้านพัก
นับั้แ่เข้ามาอาศัยที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้โนบลินก็ใช้เวลาอยู่กับหนังสือปกหนังเล่มหนาสีซีดตลอดเวลาจนจวนเจียนจะเข้าปีที่สามเมื่อโนบลินคิดว่าอ่านทวนซ้ำหลายรอบแล้วจึงได้เก็บหนังสือนั้นไว้และค่อยๆ ให้ความสนใจต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้โนบลินเริ่มพูดคุยสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้มากขึ้น
นอกจากนั้นยังออกไปเที่ยวเล่นกับกลุ่มเพื่อนๆ บ้างเป็บางครั้งแต่สำหรับการออกไปเที่ยวนอกเขตเมืองนั้นโนบลินยังไม่เคยได้ออกไปเลยสักครั้งความรู้สึกเบื่อหน่ายผสมกับความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก ผลักดันให้โนบลินรู้สึกอยากออกไปท่องเที่ยวบ้างเหมือนกัน
“อะ..อืม”โนบลินตอบกลับเบา ๆ พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อยและลุกไปคว้ากระเป๋าหนังพร้อมกับข้าวของบางอย่างที่จำเป็เพื่ออกไปกับเพื่อน ๆ
“ดีเลยอย่างนั้นไปกันเถอะวันนี้ถ้าโชคดีเราอาจจะได้สมุนไพรดี ๆ จากในป่ามาขายเอาเงินมาให้คุณลอเลนซ์ก็ได้นะ”
เด็กชายพูดขึ้นและยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันครบทุกซี่เลยทีเดียวสำหรับเด็กในบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้มักจะพยายามทำงานต่าง ๆเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของคุณลอเลนซ์อยู่เสมอ
โดยกลุ่มเด็กหญิงจะช่วยทำงานบ้านให้อาหารสัตว์และดูแลแปลงผัก นอกจากนั้นก็ยังช่วยนำเอาผักไปขายในตลาด
ในขณะที่เด็กผู้ชายนั้นมักจะออกไปเที่ยวซนข้างนอกแต่ก็ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นไร้สาระแต่อย่างใดพวกเขาพยายามค้นหาของป่า ล่าสัตว์ตัวเล็ก ๆหรือค้นหาสมุนไพรที่มีราคาที่ลอเลนซ์เคยสอนให้รู้จักเอามาขายอยู่เป็ประจำ
เมื่อตกลงกันได้กลุ่มเด็กๆ จึงพากันเดินทางออกนอกเขตกำแพงเมืองเข้าสู่พื้นที่ป่าเขียวเย็นชื้นซึ่งเป็บรรยากาศที่โนบลินไม่ได้ััมานานั้แ่หนีออกมาจากที่อยู่กลุ่มคนแคระและเอลฟ์
ััจากอากาศเย็นที่โลมไล้ผิวกายรวมถึงกลิ่นชื้นๆ ในอากาศ ทำให้ภาพบรรยากาศขณะร่ำเรียนกับพวกเอลฟ์หวนกลับมาอีกครั้งจนโนบลินเผลอเดินใจลอยเหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดไปว่าป่านนี้ทั้งสามเผ่าจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร
“คิดอะไรอยู่เหรอโนบลินหรือว่า..หิวหรือเปล่า”
[เรซ]เด็กชายผมตั้งคนนั้นถามอย่างเป็ห่วง เขาเป็คนที่ดูจะเป็ผู้นำของกลุ่มเด็ก ๆด้วยอายุที่มากกว่าคนอื่นและร่างกายที่ดูแข็งแรงทำให้เรซทำหนาที่ดูแลปกป้องเด็ก ๆคนอื่นในขณะที่ออกหาของป่า นอกจากนั้นแล้วกลุ่มเด็กชายยังมีเด็กคนอื่น ๆอีกสามคนคือ
[แอล]เด็กชายผมสีฟ้าที่พูดน้อยที่สุด (ถ้าไม่นับรวมโนบลิน) รูปร่างผอมบางทำตัวนิ่ง ๆแต่เคยได้ยินว่ามีทักษะการต่อสู้มือเปล่าที่ดี เพราะเป็ลูกชายของนักสู้ ก่อนที่พ่อจะเสียไปจากการต่อสู้และแม่ก็ไปแต่งงานใหม่จนแอลต้องมาอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้
[บัน] หรือที่หลายๆ คนเรียกว่าเ้าแว่นเพราะเขาสวมแว่นตาหนาเตอะตลอดเวลาเวลาไปไหนมาไหนมักจะพกหนังสติ๊กไม้ สีคล้ำติดตัวไปด้วยเสมอ เรซเคยโม้ให้ฟังบ่อย ๆว่าบันมีฝีมือการยิงหนังสติ๊กที่แม่นมาก หลาย ๆครั้งที่กลุ่มนักผจญภัยตัวน้อยสามารถล่านกหรือไก่ป่าได้ ก็ด้วยฝีมือของบันนี่เอง
[พอล]เด็กร่างท้วมที่ไม่ได้เรียกว่าอ้วนแต่ออกไปทางหุ่นล่ำมากกว่าพอลเป็ลูกชายชาวนาที่พ่อถูกเกณฑ์ไปเป็ทหารและตายไปในาด้วยความที่เค้าต้องทำงานในไร่ั้แ่เด็กทำให้มีร่างกายที่แข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเกินกว่าที่เด็กวัยไม่ถึงสิบขวบจะมีได้ เป็คนซื่อ ๆ จนบางครั้งก็ดูบื้อ ๆเหมือนกัน
ทั้งสี่คนนั้นสนิทสนมกันดีเพราะในบ้านเด็กกำพร้านั้นมีเด็กผู้ชายเพียงสี่คนนอกนั้นเป็เด็กผู้หญิงทั้งหมด
จนกระทั่งไปเจอโนบลินและได้พามาพักที่บ้านเด็กกำพร้าด้วยกันเพราะคิดว่า“จะได้มีเด็กผู้ชายมาเพิ่ม” เท่านั้นเองจนถึงตอนนี้ผ่านไปกว่าสามปีพวกเขาก็ยังไม่ละความพยายามในการชักชวนโนบลินเข้ามาร่วมกลุ่ม
โนบลินส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ และเดินตามหลังกลุ่มนักผจญภัยวัยจิ๋วพร้อม ๆกับสอดส่ายสายตารับเอาบรรยากาศที่คุ้นเคยแต่ห่างหายไปนานหลายปีอย่างปลอดโปร่ง
จนลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ และเรซก็พาให้ทั้งกลุ่มไปหยุดพักที่ลานหินข้างน้ำตกใสแจ๋ว เย็นฉ่ำให้ได้ตักขึ้นมาดื่มแก้กระหายเมื่อพักจนหายเหนื่อยดีแล้วโนบลินเดินไปสำรวจรอบและก็ไปสะดุดตาต้นหญ้าต้นหนึ่งที่มีใบเรียวแหลมขอบใบหยักเป็รูปฟันเลื่อย
แวบแรกที่โนบลินมองเห็นเขาจำได้ว่ามันคือสมุนไพรชั้นดีที่มีบันทึกไว้ในบันทึกเผ่าพันธุ์ของเอลฟ์[หัวราฟฟิน]
จริง ๆแล้วหัวราฟฟินนั้นไม่ได้หายากมากมายเท่าใดนักแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเพื่อนำไปใช้นั้นค่อนข้างเฉพาะตัวและถ้าทำผิดวิธีก็จะทำให้คุณภาพของหัวราฟฟินตกลงไปอย่างมาก
เช่นถ้าหัวราฟฟินคุณภาพเกรด A แต่ถูกถอนด้วยการดึงขึ้นตรงๆ คุณภาพจะตกไปเป็ระดับ C ในขณะที่ถ้าขุดด้วยเครื่องมืออย่างทะนุถนอมแต่เผลอทำให้เครื่องมือไปเฉือนโดนรากของราฟฟินคุณภาพก็จะตกไปอยู่ที่ B ทำให้หัวราฟฟินเกรด A นั้นหายากยิ่งกว่ายาก
แต่โนบลินมีขั้นตอนการเก็บหัวราฟฟินอย่างมีคุณภาพที่เกิดจากความร่วมมือของเอลฟ์และโนมโดยการใช้วงเวทปรับโครงสร้างดินโดยรอบของต้นราฟฟินเพื่อให้หัวของราฟฟินหลุดออกมาอย่างเรียบร้อยและรักษาคุณภาพของหัวราฟฟินไว้ให้สูงที่สุด
โนบลินเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าลงกับพื้นข้างๆ ต้นราฟฟิน และใช้นิ้วลากเส้นรอบ ๆต้นราฟฟินนั้นจนเกิดเป็วงกลมรอบต้นราฟฟินและแต่งเติมเส้นสายต่าง ๆ พร้อมอักระที่ดูแล้วไม่ใช่ภาษาที่ใช้ในปัจจุบันจนกลายเป็วงเวทที่สมบูรณ์แบบ จากนั้นใช้นิ้วแตะไปที่ขอบด้านหนึ่งของวงเวทและกระตุ้นพลังเวทเล็กน้อยเพื่อให้วงแหวนเวทที่วาดไว้เริ่มทำงาน
ทันใดนั้น เส้นสายของวงเวทพลันส่องแสงเรืองรองและสว่างขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันดินรอบ ๆ ต้นราฟฟินก็ค่อย ๆ แตกตัวออกไปเป็เม็ดเล็ก ๆและเริ่มร่วนขึ้นเรื่อย ๆ จนนูนขึ้นมา
เหมือนมีไส้เดือนนับร้อยตัวช่วยชอนไชไถพรวนให้ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ แสงเรืองของวงเวทวูบดับลงและโนบลินก็เอื้อมมือไปคว้าเอาหัวราฟฟินทั้งต้นในสภาพสมบูรณ์มาไว้ในมือได้สำเร็จ
“อืม...คุณภาพดีเหมือนกันแฮะ”
โนบลินพึมพำกับตัวเองเพราะหัวราฟฟินที่ได้มานั้นเป็หัวราฟฟินที่สมบูรณ์และมีคุณภาพอยู่ที่ระดับAพลางมองไปรอบ ๆเพื่อมองหาต้นอื่นเพิ่มอีกและใช้วิธีเดียวกันในการเก็บหัวราฟฟินต้นอื่น ๆแล้วจึงเดินกลับมาหากลุ่มเพื่อน ๆ
“เฮ้ โนบลินหายไปไหนมาตั้งนาน เข้าห้องน้ำเหรอ ทำไมจะไปไหนไม่บอกกันก่อนล่ะนี่เรากำลังคุยกันว่าจะออกไปตามหานายพอดีเลย”เรซถามอย่างเป็ห่วงปนตำหนิที่โนบลินไปไหนไม่ยอมบอก
“ไปเก็บนี่มา...ให้คุณลอเลนซ์ขาย...”
โนบลินพยายามเรียบเรียงคำพูดจากภาษาคนแคระที่คุ้นเคยมาเป็ภาษามนุษย์ซึ่งยังไม่ค่อยคล่องนัก เพราะไม่ค่อยได้พูดกับใครสักเท่าไหร่พร้อมกับยื่นหัวราฟฟินหกเจ็ดหัวไปให้กับเรซ
“เอ๋..นี่มันคือหัวอะไรกันล่ะ”พอล เด็กตัวใหญ่เอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะเขามองดูแล้วไม่ค่อยคุ้นกับสมุนไพรชนิดนี้
“ราฟฟิน ทำยาน่าจะขายได้” โนบลินยังคงตอบเป็คำ ๆ อีกตามเคย แต่ก็พยายามอธิบายให้มากที่สุด
“อย่างนั้นเหรอแล้วนายรู้ได้ไงเราไม่เห็นจะเคยจำได้เลยว่าคุณลอเลนซ์พูดถึงสมุนไพรชนิดนี้”บันเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“หรือว่าจะรู้มาจากหนังสือเล่มเก่า ๆ หนา ๆ ที่นายชอบอ่านเล่มนั้นหรือเปล่า?”บันพยายามคาดเดาเอาตามที่เคยเห็น
“อื้อ”โนบลินตอบพร้อมกับพยักหน้าหงึก ๆ
“อาา...อย่างนี้นี่เอง”เรซตอบเป็เชิงว่าเข้าใจแล้ว “อย่างนั้นฉันจะเก็บไว้ก่อนละกันแล้วพอกลับถึงบ้านเราจะเอาไปให้คุณลอเลนซ์กัน”
จากนั้นกลุ่มนักผจญภัยตัวจิ๋วก็ได้เดินทางค้นหาสมุนไพรและของป่าที่พอจะใช้หรือพอจะกินได้เพื่อเอาไปประกอบอาหารในบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือเอาไปขายแลกเงินมาใช้ซื้อสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเป็ต่อไปจนถึงบ่ายแก่ ๆก็ได้เวลากลับบ้าน
กว่าจะกลับถึงบ้านท้องฟ้าก็เป็สีส้มเข้มจนเกือบจะแดงแล้วเด็ก ๆ กลับมาถึงบ้านก็พบว่าลอเลนซ์และเด็กหญิงคนอื่น ๆ กำลังช่วยกันทำกับข้าวอยู่ที่หลังบ้านเรซจึงนำกลุ่มเด็กชายเข้าไปหา
“อ้าวว่าไงจ๊ะหนุ่มๆ ไปหาของป่ามาเหนื่อยแย่เลยสิ ไปอาบน้ำอาบท่ากันก่อนไหมจะได้ลงมากินข้าวกันวันนี้พวกเราทำซุป [เซบัป] กันด้วยนะ”
คุณลอเลนซ์ยังคงพูดจาด้วยความนุ่มนวลผสมกับความเอ็นดูเด็กๆ อยู่เสมอ
วัตถุดิบที่ใช้ทำซุปวันนี้คือเซบัป สัตว์ร้ายกินพืชรูปร่างคล้ายหมูป่าผิวหยาบสีดำมีเขี้ยวโค้งสองข้างขนาดใหญ่ยาวเกือบหนึ่งฟุต
ตรงส่วนกะโหลก้าหัวนั้นมีความแข็งแรงขนาดที่ใช้โขกต้นไม้ใหญ่ๆ เพื่อให้ผลไม้หล่นลงมาได้ มีอยู่ทั่วไปตามชายป่านอกเขตเมืองปกติถ้าเจุ์ก็จะหนีไป แต่ถ้ามีใครไปทำให้โกธรหรือเป็ตัวเมียที่มีลูกอ่อนก็จะดุร้ายและใช้เขี้ยวแหลมบวกกับหัวที่แข็งพุ่งเข้าชนจนาเ็ได้
ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมล่าเพราะเนื้อเซบัปมีรสชาติดีนอกจากนี้หนังเซบัปยังหนาเหมาะที่จะทำเกราะอ่อนระดับต่ำหรือรองเท้าหนังด้วยเช่นกันเขี้ยวของเซบัปเองก็สามารถเอามาทำเป็อาวุธระดับล่างได้ด้วยเช่นกัน
"ครับคุณลอเลนซ์เอ่อว่าแต่วันนี้เราได้สมุนไพรมาเยอะแยะเลยแล้วก็มีสมุนไพรที่โนบลินเก็บมาให้ด้วยครับเห็นเขาบอกว่าเป็สมุนไพรทำยาที่ขายได้ด้วย"เรซบอกพลางยื่นกระเป๋าหนังของตัวเองที่รวบรวมเอาของที่เก็บมาได้ทั้งหมดให้กับลอเลนซ์
"จริงเหรอจ๊ะ"ลอเลนซ์ยิ้มระไมให้แก่เด็ก ๆ พร้อมกับยื่นมือไปรับกระเป๋าหนังนำมาดูว่าเด็ก ๆได้อะไรมาบ้าง "ว้าว ได้มาเยอะเลยนะเนี่ย แล้วหัวพวกนี้คืออะไรเหรอ?"ลอเลนซ์ถามอย่างสงสัยขณะที่หยิบเอารากราฟฟินขึ้นมาดู
"โนบลินบอกมันคือสมุนไพรหายากที่น่าจะขายได้ราคาดีชื่อว่ารอปปิ้ง น่ะ" พอลตอบอย่างยิ้ม ๆ มั่นใจ
"ราฟฟิน!!!" เด็กชายคนอื่นต่างผสานเสียงกันแก้ชื่อสมุนไพรที่พอลเรียกซะผิดจนมั่วไปหมดจนพอลต้องเอามือเกาหัวทำหน้าเหรอหราแก้เขิน
"อย่างนั้นพวกเราเอาไปขายกันที่ร้านขายยาในเมืองดีไหมจ๊ะ"ลอเลนซ์เอ่ยถาม
"ดี ๆ ๆ ๆๆ"เด็กชายต่างขานรับกันเสียงดังเพราะอยากรู้ว่าของที่เก็บมาวันนี้จะขายได้เท่าไหร่
"อย่างนั้นไปกันเลยนะจะได้กลับมาทันกินมื้อเย็น"ว่าแล้วรอเลนซ์ก็เดินนำกลุ่มเด็กชายไปในเมืองและตรงไปที่ร้านขายสมุนไพรในเมือง
ณร้านขายยาใจกลางเมือง
"อ้าวว่าไงลอเลนซ์วันนี้มาซะเย็นเชียวนะ"
เสียงทักชายจากชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสวมแว่นตาเล็ก ๆ ยืนอยู่หน้าตาชั่งสองแขนที่ใช้สำหรับชั่งตวงยาต่าง ๆ เขาก็คือ[แอนโทนี] เ้าของร้านรับซื้อขายสมุนไพรนั่นเอง
"สวัสดีแอนโทนีพอดีวันนี้เด็ก ๆ เข้าไปหาสมุนไพรมาได้เลยเอามาขายน่ะกลัวว่าทิ้งไว้นานคุณภาพจะเสีย" ลอเลนซ์ตอบกลับอย่างสนิทสนมเพราะเป็เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับแอนโทนี
"อย่างอย่างนั้นเหรอไหนมีอะไรบ้างเอามาดูซิ"
แอนโทนีผละจากการชั่งตวงยาเดินมารับกระเป๋าหนังใบเก่าจากลอเลนซ์และค่อย ๆ หยิบสมุนไพรที่อยู่ด้านในออกมาเรียงไว้บนโต๊ะ "โอ้!"แอนโทนีเผลอะโออกมาอย่างใ
"นะ...นี่คือหัวราฟฟินกะ..เกรด A เหรอ ใครเป็คนเก็บมากันนี่"
"โนบลินเป็คนเก็บมาทั้งหมดเลย"บันชิงตอบออกไป
"หะ...อืมเอาเป็ว่าฉันจะไม่ถามข้อมูลอะไรให้วุ่นวายก็แล้วกัน สมุนไพรอื่น ๆ ฉันเหมารวมให้ 5 เหรียญทองก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กๆ และลอเลนซ์ฉีกยิ้มเบา ๆ เพราะราคา 5เหรียญทองนั้นก็ถือว่ามากพอสมควร อย่างเนื้อของเซบัปเองก็มีราคาเพียงกิโลละ 1 เหรียญทองเท่านั้น
"ส่วนหัวราฟฟินพวกนี้อืม ถ้าเกรด B จะได้ราคาหัวละ 15เหรียญทอง"
ทุกคนต่างใตาโตเพราะแค่หัวราฟฟินหัวเดียวก็ขายได้มากกว่าสมุนไพรอย่างอื่นทั้งหมดแล้วว่าแต่ที่พูดเมื่อกี้คือราคาเกรด B แล้ว....
"ส่วนอันนี้เป็หัวราฟฟินเกรดA ฉันให้ราคาหัวละ 25เหรียญทองก็แล้วกัน ในนี้มีทั้งหมดเจ็ดหัว ถ้าอย่างนั้นเฉพาะราฟฟินก็เป็เงิน...175 เหรียญทอง รวมกับอย่างอื่นก็ 180เหรียญทองล่ะนะ" แอนโทนีตอบแต่สายตายังไม่อาจละจากหัวราฟฟินทั้งเจ็ดหัวได้เลย
ในขณะที่ทางฝั่งของลอเลนซ์และเด็กๆ นั้นต่างมีอาการช็อคกันไปหมดแตกต่างกันที่ลอเลนซ์และกลุ่มเด็กชายสี่คนนั้นใเพราะไม่เคยขายของได้เงินมากมายอย่างนี้มาก่อน
ในขณะที่โนบลินนั้นใเพราะไม่คิดว่าหัวของราฟฟินจะขายได้แพงขนาดนี้เพราะถึงมันจะเป็ของที่ต้องมีขั้นตอนในการเก็บที่เฉพาะแต่ก็ไม่ได้ยุ่งยากมากเท่าไหร่ และก็ไม่ได้เป็สมุนไพรหายากอะไรสำหรับพวกเอลฟ์
..แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทุกคนในตอนนี้ไม่มีใครที่ไม่ตกตะลึงเลย..