“หึ... รู้ความเช่นนี้ก็ดี จะได้อยู่ในจวนนี้ได้นานขึ้นอีกสักหน่อย”
ก่อนจะสะบัดหน้าจากไป ซ่งจี้หลินยังไม่ลืมทิ้งคำสั่งไว้อย่างคนที่เหนือกว่า
“นับจากพรุ่งนี้ไป หน้าที่ของเ้าคือดูแลทำความสะอาดที่ห้องทรงอักษร ยามที่ท่านอ๋องเสด็จไปทรงงาน เ้าก็ไม่จำเป็ต้องเสนอหน้าออกมาให้ระคายเคืองสายตา และห้ามโผล่หน้าไปที่ตำหนักจิ่วเซียวแม้แต่ก้าวเดียว มิเช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
มู่อันหรานก้มหน้ารับคำสั่งด้วยความเต็มใจ นางไม่ได้อดทนมาตลอดสองปี เพื่อเข้ามาเป็นางบำเรอที่ต้องคอยปรนนิบัติพัดวีใครในตำหนักใหญ่ ยิ่งอยู่ไกลจากสายตาของเหวินอ๋องและกลุ่มสาวงามเ่าั้เท่าใด นางก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัยขึ้นเท่านั้น
ร่างเล็กลูบไล้แผลที่ข้อเท้าอย่างแ่เบา นางมีเวลาเพียงสามวันในการฟื้นฟูเรี่ยวแรง เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับบทบาทใหม่ที่นางอาจต้องเจออุปสรรคที่หนักหนากว่าเดิม
…
หลายวันต่อมามู่อันหรานก็เริ่มใช้ชีวิตในฐานะสาวใช้ชั้นสองอย่างเป็ระบบ นางพบว่าบรรยากาศในเรือนหน้านั้นเงียบงันจนน่าอึดอัด บ่าวรับใช้ในจวนเหวินอ๋องโดยมากมักเคร่งครัดในกฎระเบียบจนแทบไม่สุงสิงกัน ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตั้งไขลาน พูดคุยกันเพียงเื่งานเท่าที่จำเป็เท่านั้น
ในตอนกลางวัน หน้าที่ของนางคือการดูแลห้องทรงอักษรให้ไร้ที่ติ ทุกครั้งที่เหวินอ๋องเสด็จมาพร้อมขบวนข้ารับใช้และซ่งจี้หลินที่คอยยืนฝนหมึกอยู่เคียงข้างอย่างใกล้ชิด มู่อันหรานจะรีบปลีกตัวออกมาอย่างรู้ความ นางไม่เคยเอาตัวเข้าไปอยู่ในรัศมีสายตาของเขา ซึ่งนั่นเป็เื่ที่ซ่งจี้หลินพึงพอใจและไม่ได้มาปรากฏตัวในเรือนพักของนางอีกเลย
…
ภายในห้องทรงอักษร โจวเหยียนประทับอยู่หลังโต๊ะไม้หนานมู่ตัวใหญ่ ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดอักษรลงบนกระดาษอย่างมั่นคง
น้ำหนักของหมึกที่กดลึกลงสู่เนื้อกระดาษนั้น ช่างแตกต่างจากบุคลิกภายนอกที่ชาวเมืองหลวงต่างโจษจันกันโดยสิ้นเชิง
บุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเสเพล ไม่เอาจริงเอาจัง และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสำราญนับร้อยพัน บัดนี้กลับเผยตัวตนที่แท้จริงผ่านตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นและอำนาจที่ยากจะสั่นคลอน
ในจังหวะที่เขากำลังตวัดปลายอักษรตัวสุดท้าย กู้เวิน องครักษ์ผู้รับผิดชอบงานด้านข่าวกรองก็ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า พร้อมประสานมือรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ทูลท่านอ๋อง เื่ที่ทรงให้ไปสืบเื้ัของสาวใช้ผู้นั้น ได้ความแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจวเหยียนไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที เขาค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหยกอย่างใจเย็น แล้วหยิบผ้าขาวขึ้นมาเช็ดปลายนิ้ว
“ว่ามา”
“มู่อันหราน แท้จริงแล้วนางคือบุตรีลำดับที่สี่ของ มู่อันเฉิง อดีตรองเ้ากรมโยธาพ่ะย่ะค่ะ”
“มู่อันเฉิง รองเ้ากรมโยธา คดียักยอกเงินสร้างเขื่อนกั้นน้ำเมื่อสามปีก่อนนั่นน่ะหรือ?”
“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ ครอบครัวของนางถูกตัดสินเนรเทศไปที่ลู่โจว ทว่าระหว่างทางบิดามารดาและพี่ๆ ของนางต่างล้มตายจนสิ้น เหลือเพียงนางคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้จนถึงวันที่ท่านอ๋องทรงนำตัวกลับมาพ่ะย่ะค่ะ”
โจวเหยียนนั่งลงบนเก้าอี้ หลับตานึกถึงภาพเหตุการณ์ในอดีต ตอนที่เขาอายุสิบห้าปีได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแคว้น และเผอิญไปพบกับความจริงอันเน่าเฟะที่หน้าด่านก่อสร้าง วัสดุที่ใช้สร้างเขื่อนล้วนเป็ของไร้คุณภาพ ซึ่งขัดกับพระบัญชาโดยตรงของฝ่าาที่้าแก้ทุกข์ให้พสกนิกร
โทสะของเขาในตอนนั้นสั่นะเืไปถึงท้องพระโรง เสด็จอาจึงมีรับสั่งให้ขุดรากถอนโคนขบวนการทุจริตครั้งใหญ่ เสนาบดีจิ้งผู้อยู่เื้ัของเื่ราวทั้งหมดถูกปะาชีวิต และขุนนางที่มีส่วนร่วมต่างถูกกวาดล้างจนสิ้น นั่นรวมไปถึงสกุลมู่ด้วย
เขานึกถึงแววตาเด็ดเดี่ยวที่ไม่ยอมตายของนางที่ทะเลสาบ เด็กสาวที่สูญเสียครอบครัวไปจนหมดสิ้น ตกอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนกินดินต่างข้าวเพื่อประทังชีวิตเพียงลำพัง นางอยากจะมีชีวิตรอดไปเพื่อสิ่งใดกันแน่?
“ไปหาเอกสารเก่าทั้งหมดที่เกี่ยวกับคดีสร้างเขื่อนนั่นมาให้ข้า”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อกู้เวินถอยออกไปจนลับตา โจวเหยียนวางพู่กันลงช้าๆ ตัวอักษรที่เคยดูทรงพลังบนกระดาษบัดนี้กลับทำให้เขารู้สึกขัดหูขัดตาอย่างประหลาด ความรู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่านจนต้องหาทางระบายออก
เขาลุกขึ้นคว้าดาบเล่มงามที่แขวนอยู่ข้างผนัง แล้วก้าวออกจากห้องตรงไปยังลานฝึกดาบกับสามองครักษ์ที่เหลืออย่างรวดเร็ว
ครู่ต่อมา ซ่งจี้หลินเยื้องกรายเข้ามาในห้องทรงอักษรเพื่อทำหน้าที่จัดเก็บข้าวของตามปกติ นางแย้มยิ้มละไมหวังจะปรนนิบัติบุรุษผู้เป็เ้าของจวน แต่กลับพบเพียงเก้าอี้ที่ว่างเปล่า
นางถอนหายใจแ่เบาพลางขยับเข้าไปที่โต๊ะ มือเรียวเอื้อมไปจัดเก็บแท่นฝนหมึกและล้างพู่กันอย่างประณีต ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นรายงานแผ่นหนึ่งที่วางซ้อนอยู่ใต้ตำราที่กู้เวินเพิ่งนำมาวางไว้
ด้วยความถือดีว่าเป็คนโปรดที่อยู่ข้างกายมานาน นางจึงถือวิสาสะลอบอ่านข้อความในนั้น
มู่อันหราน บุตรีลำดับที่สี่ สกุลมู่... มู่อันเฉิง...
ดวงตาที่อ่อนหวานของซ่งจี้หลินพลันวาวโรจน์ด้วยความโกรธขึ้ง นางแทบไม่อยากเชื่อว่าเหวินอ๋องผู้ที่ดูเหมือนจะไม่เคยแยแสใคร กลับสั่งให้คนไปขุดคุ้ยประวัติของสาวใช้ชั้นต่ำคนหนึ่งมาอย่างละเอียดถึงเพียงนี้!
ความอิจฉาริษยาแล่นพล่านขึ้นมาจุกอยู่ที่อก แต่นางไม่ใช่สตรีโง่เขลา นางบรรจงพับรายงานฉบับนั้นวางไว้ที่เดิมอย่างแเี ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวด้วยโทสะค่อยๆ ปรับกลับมาเป็เรียบเฉยอย่างรวดเร็ว
……….
กลางดึกในเรือนพักหลังเล็ก มู่อันหรานที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทราพลันรู้สึกถึงััเย็นเยียบที่ขยับเขยื้อนอยู่ปลายเท้า นางขมวดคิ้วพร้อมกับค่อยๆ ยันกายขึ้นดูด้วยความสงสัย ทว่าทันทีที่สายตาปรับเข้ากับความมืดได้ หัวใจของนางก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นงูตัวหนึ่งขดตัวนิ่งอยู่บนผ้าห่มตรงปลายเท้าพอดี
นางพยายามคุมสติ กัดฟันข่มความกลัวแล้วค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงอย่างแ่เบาที่สุด ทว่าทันทีที่ฝ่าเท้าััพื้น นางกลับเหยียบลงบนมัดกล้ามเนื้อที่เย็นและลื่นไหลของงูตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง ร่างของนางเสียหลักล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง
“อา..”
นางรีบเงยหน้าขึ้นด้วยความตระหนก สายตากลับพบกับภาพฝันร้าย! งูตัวที่นางเหยียบเมื่อครู่ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่ออยู่ตรงหน้า ดวงตาเรียวเล็กจ้องประสานกับนางในระยะประชิด มู่อันหรานชะงักค้างนิ่งราวกับถูกสาปให้เป็หิน
สมองที่พร่าเบลอเพราะความกลัวสั่งการให้หาทางรอด นางพยายามมองหาทางหนีทีไล่ แต่กลับพบว่าบนพื้นห้องเต็มไปด้วยอสรพิษตัวยาวเฟื้อยจนแทบไม่เหลือที่ให้วางเท้า!
นางจำต้องจ้องตาปีศาจตรงหน้าไว้เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหว เสี้ยววินาทีนั้นเ้างูร้ายก็พุ่งเข้ามาฉกที่ใบหน้าของนางทันที!
ฉับ!
มู่อันหรานเบี่ยงหลบได้หวุดหวิด แต่ความโชคดีไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง งูอีกตัวที่เลื้อยอยู่ใกล้มือก็โจมตีเข้าที่ข้อมือของนางอย่างแรงจนรู้สึกถึงคมเขี้ยวที่ฝังลึกเข้าไปในิั
“อึก!”
นางกลั้นเสียงร้องพลางสะบัดมือออก สัญชาตญาณเอาตัวรอดของนางทำงานทันที หากยังรั้งรออยู่ตรงนี้ นางต้องกลายเป็ศพเฝ้าเรือนเป็แน่ ร่างเล็กกัดฟันตัดสินใจยันกายลุกขึ้นวิ่งฝ่าฝูงงูมุ่งตรงไปยังประตูอย่างไม่คิดชีวิต
ในจังหวะที่นางวิ่งไปถึงประตู งูอีกตัวก็ฉกเข้าที่น่องขวาของนางอีกครั้ง
ความเจ็บแปลบครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิม แต่นางไม่อาจหยุดได้ หญิงสาวกระชากประตูให้เปิดออกแล้วพุ่งตัวออกมาภายนอกเรือนได้สำเร็จ!
ดูเหมือน์จะยังไม่พอใจที่นางยังมีลมหายใจ ยามนี้อวัยวะทุกส่วนบนร่างกายพลันไร้ความรู้สึก ความตายคืบคลานลามมาั้แ่ปลายนิ้วมือ น่อง ขึ้นมาจนถึงทรวงอกอย่างรวดเร็ว
นางทรุดฮวบลงหน้าเรือนพัก ลมหายใจเริ่มติดขัดและขาด่ ริมฝีปากและลำคอหนักอึ้งจนไม่อาจเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ได้แต่นอนครวญครางแ่เบาในลำคอที่แห้งผาก