เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 11 : สิ่งที่แตกต่าง
เมื่อซินเยว่อายุได้ยี่สิบเดือนเธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ในตัวเองที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อนทีแรกคิดว่าเป็เื่บังเอิญธรรมดา แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าความคิดของผู้ใหญ่ในหัวก็เริ่มตั้งข้อสงสัยขึ้นมา
เื่แรกเกิดขึ้นตอนที่เธอเดินเล่นในลานบ้านแล้วสะดุดหกล้มเข่าถลอกจนเืซิบๆ ออกมาเล็กน้อย หวังซูเจินรีบทำแผลให้ด้วยความเป็ห่วงแต่พอรุ่งเช้าวันถัดมาแผลที่ควรจะยังอักเสบแดงอยู่กลับหายสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
"แผลหายเร็วจังเลยนะลูก"แม่พูดด้วยความประหลาดใจปนดีใจ "ลูกคงแข็งแรงมากสินะ"
ซินเยว่ยิ้มรับคำชมแต่ในใจกลับสงสัยไม่น้อยเด็กทั่วไปคงไม่หายเร็วขนาดนี้ แม้จะเป็แผลเล็กน้อยก็ตาม
เื่ที่สองเกิดขึ้นในสวนหลังบ้านที่ย่าปลูกดอกไม้ไว้หลายกระถางวันหนึ่งเธอเห็นดอกเบญจมาศกระถางหนึ่งเหี่ยวเฉาใกล้ตาย ใบเริ่มเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลจึงคลานเข้าไปนั่งข้างๆ ด้วยความสงสาร ยื่นมือเล็กๆ ไปแตะที่ก้านดอกเบาๆ
สองวันถัดมาดอกเบญจมาศกระถางนั้นกลับดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใบที่เคยเหี่ยวกลับมาเขียวสดอีกครั้ง จนย่าถึงกับพูดกับตัวเองว่า "แปลกจริงนึกว่าจะตายไปแล้วซะอีก"
ซินเยว่ยืนมองดอกไม้กระถางนั้นอยู่นานในใจเริ่มปะติดปะต่อบางอย่างเข้าด้วยกันแต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็เื่บังเอิญหรือมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่
เื่ที่สามและเป็เื่ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นกลางอกทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางความรักของครอบครัวไม่ว่าจะเป็ตอนที่พ่อกลับบ้านมาอุ้มเธอ ตอนที่แม่ร้องเพลงกล่อมหรือตอนที่ทุกคนในบ้านมารวมตัวกันกินข้าวมื้อค่ำวันอาทิตย์
ความรู้สึกนั้นไม่เ็ปไม่น่ากลัวแต่กลับให้ความรู้สึกคล้ายมีบางอย่างในตัวเธอกำลังตอบสนองต่อความรักที่ได้รับราวกับมีเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ซ่อนอยู่ในใจ ที่ค่อยๆเติบโตขึ้นทุกครั้งที่ได้รับความอบอุ่น
เื่ที่สี่เกิดขึ้นตอนที่จื้อเผิงลูกพี่ลูกน้องแวะมาเล่นด้วยแล้วบังเอิญทำแก้วน้ำแตกใส่เท้าของตัวเองเศษแก้วบาดจนเืไหล ทุกคนในบ้านแตกตื่นวิ่งหายามาทำแผลกันจ้าละหวั่นซินเยว่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นวาบขึ้นกลางอกอย่างรุนแรงผิดปกติราวกับร่างกายของเธอเองอยากตอบสนองต่อความเ็ปของคนที่เธอรักโดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ความรู้สึกนั้นเป็ประโยชน์ได้จริง
เธอได้แต่นั่งมองพี่ลูกพี่ลูกน้องร้องไห้เสียงดังด้วยความเ็ปในใจอยากช่วยเหลือมากกว่าที่ร่างกายเล็กๆ นี้จะทำได้ความรู้สึกอึดอัดใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแล่นเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นที่เคยรู้สึก
โชคดีที่แผลไม่ลึกมากนักลุงรองที่แวะมาเยี่ยมพอดีจึงรีบทำแผลให้อย่างชำนาญไม่นานจื้อเผิงก็หยุดร้องไห้และกลับมาวิ่งเล่นได้ตามปกติแต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้ซินเยว่คิดหนักขึ้นไปอีก
เย็นวันนั้นเธอแอบสังเกตเห็นว่าตัวเองรู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติทั้งที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรหนักหน่วงเลยทั้งวันราวกับความรู้สึกอบอุ่นวาบที่เกิดขึ้นตอนเห็นพี่ลูกพี่ลูกน้องเจ็บนั้นได้ดึงพลังงานบางอย่างออกไปจากร่างกายของเธอโดยไม่รู้ตัว
*ถ้าฉันมีพลังอะไรบางอย่างจริงแล้วทำไมตอนนั้นถึงช่วยอะไรไม่ได้เลย*
คำถามนั้นค้างคาอยู่ในใจเธอไปอีกหลายวันจนกระทั่งคืนหนึ่ง ซินเยว่นึกทบทวนเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั้งแผลที่หายเร็วผิดปกติ ดอกไม้ที่ฟื้นคืนชีพความอบอุ่นวาบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและความรู้สึกอึดอัดใจที่ไม่สามารถช่วยพี่ลูกพี่ลูกน้องได้
*มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆมันต้องไม่ใช่เื่บังเอิญธรรมดาแบบนี้แน่...*
เธอนึกย้อนไปถึงคืนที่เกิดใหม่ครั้งแรกตอนที่รู้สึกถึงแสงจางๆ วูบไหวอยู่ลึกในใจ ราวกับมีประตูบางบานกำลังจะเปิดออกความรู้สึกนั้นไม่เคยหายไปไหนเลยตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมาเพียงแต่เธอไม่เคยใส่ใจมันมากพอจะสืบหาความจริงบางทีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเธออาจไม่ใช่แค่ความบังเอิญแต่เป็กุญแจสำคัญบางอย่างที่รอวันถูกค้นพบ...
นอกหน้าต่างแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาเป็เงาสลัวจับที่เพดานเหมือนกับคืนที่ผ่านมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ ซินเยว่หลับตาลงพลางตั้งใจแน่วแน่ว่าถ้าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ เธอจะไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆ อีกต่อไปแล้ว
เธอจะตามหาความจริงให้เจอให้ได้ไม่ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอจะเป็อะไรก็ตามเพราะถ้ามันคือพลังที่จะช่วยเหลือคนที่เธอรักได้จริงเธอก็อยากเรียนรู้ที่จะควบคุมมันให้เป็ประโยชน์มากกว่าปล่อยให้เป็แค่ความรู้สึกวาบๆที่ไร้ความหมาย
สองสามวันถัดมาขณะที่ทุกคนในบ้านนอนหลับสนิทกันหมดแล้วความรู้สึกอบอุ่นวาบก็เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซินเยว่ลืมตาโพลงทันทีหัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นปนประหม่า
คราวนี้เธอไม่รอช้า ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง สายตามองไปรอบห้องเพื่อหาต้นตอของความรู้สึกประหลาดนั้น
มุมห้องด้านซ้ายที่คุ้นเคยมีบางอย่างกำลังรอเธออยู่