ตอนที่ 42 ขายหมด
ครั้นสวีอิงเอ๋อร์ได้ฟังคำถาม ก็คล้ายกับว่าหลิงซานฉิงคาดเดาไว้แล้วว่าสินค้าชิ้นนี้คงจะขายไม่ได้ นางจึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง “ซานฉิง เจ้ารู้อยู่แล้วรึว่ามันขายไม่ได้?”
ทว่าทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา นางจึงได้รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองไม่ถูกต้อง จึงได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น
หลิงซานฉิงหยิบพู่กันขนห่านขึ้นมา ก่อนจะส่งเสียงตอบรับกลับไปหนึ่งครั้ง นางไม่ตอบแต่กลับถามออกมา “อิงเอ๋อร์ พู่กันขนห่านแตกต่างจากพู่กันธรรมดามากใช่หรือไม่?”
สวีอิงเอ๋อร์ยังคิดว่านางจะไม่แก้ไขมันเสียอีก จึงรีบส่ายหน้า “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก แม้มันจะมีความแตกต่างจริง ๆ แต่มันก็ไม่ต่างมากเกินไป จะว่าอย่างไรดี คือ…” นางคิดมากว่าจะอธิบายอย่างไรให้หลิงซานฉิงพอรับได้ แต่นางโกหกไม่เก่งมาแต่ไหนแต่ไร แค่พูดโกหกออกมาก็ทำให้คนสงสัยแล้ว
“ข้าว่ามันแตกต่างมากเลยนะ มิน่าล่ะเจ้าของร้านถึงไม่ซื้อมัน” หลิงซานฉิงอดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางสวีอิงเอ๋อร์ที่พยายามคิดจะปลอบนาง แต่หาคำพูดออกมาไม่ได้สักที “อันที่จริง นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ หากเจ้าของร้านซื้ออย่างไม่ลังเลเลย คงแปลกมาก”
สวีอิงเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ตะลึงค้าง “ทำไมรึ ยิ่งมีคนซื้อมากก็ยิ่งดีมิใช่รึ?” เหตุใดถึงได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้มีใครมาซื้อกัน
หลิงซานฉิงฉีกยิ้มออกมาอย่างลึกซึ้ง “มนุษย์ จะมีท่าทีระมัดระวังต่อสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ ที่เจ้าของร้านคนนั้นไม่ซื้อ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะมีคนซื้อหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่กล้าซื้อสินค้า จะโทษเขาไม่ได้หรอก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากเป็นข้า ข้าคงไม่บุ่มบ่ามซื้อของที่ไม่รู้ว่าจะมีใครซื้อหรือเปล่าเหมือนกัน”
“แต่พวกเราจะ…” ไม่มีคนซื้อแล้วจะขายอย่างไร
ขายอย่างไร มันย่อมมีวิธีอยู่แล้ว แต่ต้องทำบางอย่างให้พู่กันขนห่านเหล่านี้เคลือบไปด้วยสีทอง
หลิงซานฉิงเหลือบมองห้องนอน “น้ำขึ้นเรือย่อมลอยสูงขึ้นตาม เพียงแนะนำพวกมันก็ได้แล้วไม่ใช่รึ?” กล่าวจบนางก็เดินไปที่ห้องนอน
ฉาจื่ออันถูกรบกวน หากแต่ไม่ได้รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เขาฝึกฝนเพื่อให้มีฝีมือวาดภาพที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว หากไม่ได้ฝึกไปชั่วครู่หนึ่งก็คงไม่เป็นไรหรอก
เมื่อเห็นว่าเป็นหลิงซานฉิงเดินเข้ามา เขาก็เอ่ยถามทันที “ซานฉิง เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรรึ?”
ชิ ไม่มีเรื่องก็เข้ามาไม่ได้รึ? นางลอบบ่น แต่กลับวางพู่กันขนห่านไว้บนโต๊ะโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ช่วยวาดภาพให้ข้าภาพหนึ่ง” นางพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ
ฉาจื่ออันมองไปที่พู่กันขนห่านก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ อดไม่ได้ที่จะหยิบมันขึ้นมา
มันคือขนห่านจริง ๆ รึ? สวรรค์ ขนห่านยังทำเป็นพู่กันได้ด้วย?
เขายังชื่นชมมันไม่พอ ก็มีมือหนึ่งเอื้อมมาหยิบพู่กันขนห่านออกไป และตะโกนใส่เขา “ไม่ใช่เอามาให้เจ้าชื่นชม เจ้าจะวาดหรือไม่วาด?”
ฉาจื่ออันจะกล้าโต้เถียงนางได้อย่างไร เขาจึงรีบเอ่ยขึ้น “วาด ข้าวาด” จากนั้นนางก็สอนเขาใช้พู่กันขนห่าน และเริ่มลงมือวาดภาพ
เพียงสองเค่อผ่านไป ภาพวาดคนธรรมดาก็เสร็จสิ้นแล้ว หลิงซานฉิงถือมันไว้ในมือ เป่าหมึกบนกระดาษให้แห้ง และบังคับให้ฉาจื่ออันเขียนชื่อเขาลงบนนั้น จากนั้นก็ออกจากบ้านไปด้วยความพึงพอใจ
คราวนี้นางออกไปต่อสู้ด้วยตัวเอง นางถือพู่กันขนห่านกลับไปที่ร้านวาดภาพอีกครั้ง แต่กลับไม่ได้เสนอสินค้าในทันที นางยืนอยู่ในร้าน กวาดสายตามองภาพวาดบนผนัง เมื่อมองอยู่ครู่หนึ่งก็ส่งเสียงจิ๊ปากออกมา “ภาพวาดไม่เลวจริง ๆ แต่เมื่อเทียบกับภาพวาดของข้าแล้ว มันห่างกันมากเกินไป และไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย”
เสียงของนางดังกังวาน จนลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้านต่างยินอย่างทั่วถึง เวลานี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่นาง
เมื่อเจ้าของร้านภาพวาดได้ยินคนเอาภาพวาดร้านตัวเองไปเปรียบเทียบก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมา พลันเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ “แม่นาง เจ้าจะกินของอะไรก็ได้ แต่ไม่ควรพูดจาส่งเดช หากภาพวาดของเจ้าดีขนาดนั้น เหตุใดไม่เอาออกมาให้พวกเราเชยชมล่ะ?”
พูดจบ ก็มีคนคล้อยตามทันที “นั่นสิ หากภาพวาดของเจ้าดีขนาดนั้น ก็เอาออกมาสิ ให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาหน่อย”
“แม่นาง ในนี้มีคำพูดของคุณชายฉา เจ้าดูแคลนคนอื่นเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะเกิดปัญหาขึ้นกับตัวเองรึ?”
เมื่อหลิงซานฉิงได้ยินว่าที่นี่มีของฉาจื่ออัน ก็ฉีกยิ้มกว้างมากยิ่งขึ้น “ช่างบังเอิญเสียจริง ภาพวาดของข้าก็ถูกวาดโดยฉาจื่ออัน แถมยังเพิ่งวาดออกมาสด ๆ ร้อน ๆ พวกเจ้าลองดูสิ?”
เมื่อครู่นางแค่สังเกตว่ามีของฉาจื่ออันบ้างหรือไม่ ไม่นึกเลยว่าจะมีจริง ๆ เช่นนั้นมันก็จะยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้น ภาพวาดสองภาพถูกนำมาเปรียบเทียบกันครู่หนึ่ง และเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนทันที
นางเดินไปที่โต๊ะ กางม้วนภาพออก และเอ่ยด้วยท่าทางภูมิใจ “เป็นอย่างไร ภาพวาดข้าดีกว่าภาพในร้านนี้มาก ใครที่รู้จักภาพวาดก็ยังดูออก พวกเจ้าว่าใช่หรือไม่?” นางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ
คำพูดนี้ไม่ผิดนัก ราวกับเสื้อผ้าผืนใหม่ของฮ่องเต้ คนที่มองออกก็คือคนฉลาด คนที่มองไม่ออกก็เป็นคนโง่เขลา เพื่อพิสูจน์ความฉลาดของตัวเอง แม้แต่ฮ่องเต้ก็สวมไว้บนตัว
ครั้นเปลี่ยนมาเป็นสถานการณ์ในตอนนี้ คนที่มองออกคือคนที่เข้าใจภาพวาด คนที่มองไม่ออกก็เป็นคนที่ไม่เข้าใจภาพวาด ในเมื่อไม่เข้าใจ จะมีสิทธิ์พูดอะไรออกมา
ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม ผู้ชนะคนสุดท้ายก็คือหลิงซานฉิง
นางรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง แต่ไม่ทันได้สังเกตว่ามีสายตาหนึ่งแอบจ้องมองนางอยู่ แถมสายตานั้นยังแฝงไปด้วยความสนใจอย่างแรงกล้า
เป็นอย่างที่นางพูดจริง ๆ
เหล่าคนที่ดูภาพวาดตอบรับขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
“ลายเส้นของภาพวาดนี้ต่อเนื่องกัน ราวกับวาดสำเร็จด้วยลายเส้นเดียว และคล้ายกับว่าคนผู้นี้มีชีวิตอยู่จริง”
“เดี๋ยวนะ เหตุใดข้าถึงคุ้นเคยผู้หญิงในภาพวาดนี้นัก เหมือนเคยเห็นที่ไหน…”
“อ๋อ! เป็นแม่นางที่เอาภาพวาดนี้มาไม่ใช่รึ? ไม่นึกเลยว่าจะวาดได้เหมือนเช่นนี้ รีบมาดูเร็วว่าใครกันที่เป็นคนวาด”
“ฉาจื่ออัน มิน่าล่ะมันถึงได้ดูเหมือนมาก เพราะเป็นฝีมือของคุณชายฉานี่เอง”
ทันทีที่คำว่าฉาจื่ออันดังออกมา กลุ่มคนที่อยู่รอบ ๆ ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป แม้แต่เจ้าของร้านก็อดไม่ได้ที่จะยกภาพวาดหญิงสาวขึ้นมามองพร้อมกับเทียบตัวจริงอย่างหลิงซานฉิงไปด้วย
หลังจากเพ่งมองอย่างละเอียดครู่หนึ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งตกใจ เขารีบเข้าไปหาหลิงซานฉิงอย่างรวดเร็ว “แม่นาง ขออภัย ขออภัย ไม่นั่งลงคุยรายละเอียดกับพวกเราหน่อยรึ?”
หลิงซานฉิงแสร้งทำเป็นจัดผมของนาง “เถ้าแก่อยากจะคุยอย่างไร? หรือจะคุยอะไร?” คุยอะไร ก็ต้องคุยเรื่องพู่กันขนห่านอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นนางคงมาที่นี่เสียเปล่า แต่ต้องให้เจ้าของร้านเอ่ยก่อนสิถึงจะถูกต้อง
เจ้าของร้านล้มลุกคลุกคลานในกิจการมาหลายปีแล้ว หากมองสิ่งนี้ไม่ออกเขาคงทำไม่สำเร็จมาหลายปีหรอก “แม่นาง ข้าน้อยอยากถามคำถามหนึ่ง ภาพนั้นวาดออกมาได้อย่างไร หากเป็นฝีมือข้าน้อยคงใช้กระดาษไปหลายพันแผ่น และคงไม่มีแผ่นใดที่วาดง่ายและราบรื่น ภาพวาดนั้นดูเหมือนจะใช้พู่กันในการวาดออกมา ไม่ทราบว่าแม่นางบอกข้าน้อยได้หรือไม่ ข้าน้อยจะได้ไปชื้อเครื่องมือวาดภาพมา” เขาเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
พูดเร็วกว่านี้หน่อยก็ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้แล้ว หลิงซานฉิงแอบบ่นในใจ แต่กลับตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ภาพวาดนี่น่ะหรือ บอกตามตรง ข้ามีเครื่องมือวาดภาพมาขายที่นี่ด้วย เมื่อเช้าข้าบังเอิญเห็นฉาจื่ออันสนใจเครื่องมือวาดภาพนั้นมาก และยังช่วยข้าวาดรูปนี้ด้วย”
เจ้าของร้านคิดอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ จึงได้ลองถามหยั่งเชิง “แม่นาง เครื่องมือวาดภาพนั้นคือ... วันนี้ท่านนำมันมาด้วยหรือเปล่า?”
หลิงซานฉิงเลิกคิ้ว แล้วนำพู่กันขนห่านออกมาจากแขนเสื้อ พลางส่ายมันไปมาต่อหน้าเจ้าของร้าน “อ๊ะ สิ่งนี้แหละ”
เจ้าของร้านชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “แม่นางไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม? ใครก็ไม่เคยเห็นพู่กันขนห่าน มันสามารถวาดภาพเช่นนี้ออกมาได้รึ?”
ในตอนเช้าตรู่มีหญิงสาวคนหนึ่งมาขายพู่กันขนห่าน แต่ก็ถูกเขาไล่ออกไป ตอนนี้ก็มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งมาขายพู่กันขนห่านอีกครั้ง เห็นที่นี่เป็นสถานที่เล่นหรือไง?
หลิงซานฉิงไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด รอให้คนอื่น ๆ สนใจพู่กันขนห่านเสียก่อน จากนั้นนางก็เอ่ยขึ้น “ขนห่านแล้วอย่างไร ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ นี่ไม่ใช่ขนห่านธรรมดา”
นี่เป็นแค่ขนห่านธรรมดาเท่านั้นแหละ
“ไม่ธรรมดา? เช่นนั้นแม่นางคงต้องบอกแล้วล่ะว่ามันไม่ธรรมดาอย่างไร?”
มีคนเอ่ยหัวข้อนี้ต่อ หลิงซานฉิงมีความสุขมากจริง ๆ นางเอ่ยออกมาทันที “ขนห่านนี้สามารถเก็บหมึกได้ ในตอนเขียนหนังสือมันจะกระจายน้ำหมึกออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดปัญหาขาดน้ำหมึกแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ภาพที่วาดออกมาก็จะเหมือนลายเส้นเดียวกัน”
นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่รู้ว่าเจ้าพอใจกับคำตอบของข้าหรือไม่” รอยยิ้มนั้นดูมั่นใจมาก เห็นได้ชัดว่ายังคงเจรจาอยู่ แต่ดูเหมือนจะเจรจาเสร็จแล้ว
เจ้าของร้านพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าขนห่านธรรมดาจะมีคุณสมบัติเช่นนี้ด้วย แต่เมื่อเห็นพู่กันขนห่านธรรมดา ๆ ในมือนาง เขาก็ครุ่นคิดเล็กน้อย “ข้ารู้อยู่แล้ว ซื้อพู่กันขนห่านของเจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร พวกเราทำเองก็...”
ไม่นึกเลยว่ายังพูดไม่ทันจบ หลิงซานฉิงก็หัวเราะออกมา ราวกับได้ยินเรื่องตลก ก่อนจะเผยให้เห็นส่วนที่มือของนางปิดเอาไว้ “เถ้าแก่ เจ้าควรมองให้ดี ๆ สิ่งนี้เหมือนกับขนห่านที่พวกเจ้ารู้จักจริงรึ?”
คล้ายบอกให้หยุดเล่นและรีบพูดได้แล้ว เห็นได้ชัดว่ามันต่างกันอย่างมาก แล้วจะเหมือนกันได้อย่างไร
เจ้าของร้านอดไม่ได้ที่จะมองอย่างละเอียด ยกอันที่อยู่ในมือขึ้นมาพิจารณาอยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะเอ่ยพึมพำ “ไม่เหมือนกันจริง ๆ”
ปลายพู่กันจะเล็กแหลมกว่าขนห่านธรรมดา และไม่รู้ว่าใช้วิธีอะไร ขนห่านนี้ถึงได้แข็งกว่าขนห่านธรรมดามาก
ทันใดนั้นก็มีแสงเปล่งประกายวาบผ่านในแววตาของเขา “แม่นาง เจ้าขายพู่กันขนห่านนี้อย่างไร ข้าจะนำเข้าชุดหนึ่งก่อน”
หลิงซานฉิงกวาดสายตามองทุกคน เจ้าของร้านก็เข้าใจทันที ที่นี่มีคนมาก จึงไม่สะดวกให้พวกเขาคุยกัน ดังนั้นเขาจึงพาเข้าไปที่ห้องชั้นใน
หลังออกจากร้านภาพวาดแล้ว หลิงซานฉิงก็รู้สึกว่าอากาศสดชื่นขึ้นมาก และเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ
ครั้นออกมานานแล้ว นางก็เพิ่งสังเกตว่าคล้ายกับมีใครบางคนเดินตามนางมา เมื่อหันกลับไป คนที่ตามมาก็ไม่หลบไปไหน พลางก้าวเดินมาข้างหน้า “แม่นางหลิง พวกเราพบกันอีกแล้ว”
หลิงซานฉิงเลิกคิ้วเล็กน้อย และเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลก “ไม่เจอกันนานเลย คุณชายซือชอบเดินตามใครตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
ซือหงหยวนถูกล้อเลียน เขาไม่ได้โกรธอะไร แต่กลับยิ้มออกมา “เมื่อครู่แม่นางหลิงเจรจาการซื้อขายครั้งใหญ่ มิสู้เลี้ยงน้ำชาข้าสักถ้วยล่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางของนางที่กำลังจะปฏิเสธ เขาก็เอ่ยต่อ “ข้าผู้นี้อยากจะรู้ประสิทธิภาพของพู่กันขนห่านนั้นด้วยพอดี”
เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่เขาก็อยู่ในร้านภาพวาดด้วย แต่ก็ไม่มีอะไรต้องหลีกเลี่ยง หลิงซานฉิงจึงพาเขาไปที่โรงน้ำชาอย่างใจกว้าง และกล่าวว่า “คุณชายซือเกิดมาเพื่อทำกิจการจริง ๆ” ชายคนนี้ไม่พลาดโอกาสที่จะทำเงินเลยสักนิด
แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้ซือหงหยวนไม่ปล่อยมือไม่ใช่โอกาสในการทำเงิน แต่เป็นพู่กันขนห่านในมือของนางต่างหาก
ไม่ว่าจะมีเรื่องหรือไม่มีเรื่อง ซือหงหยวนก็ชอบค้นคว้าสิ่งแปลกใหม่ และเขาก็ไม่กลัวที่จะเสียเงิน
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่ลดน้อยลงแม้แต่น้อย “ข้าไม่รู้ว่าจะรับคำแม่นางหลิงอย่างไรดี แสดงว่าเราเป็นคนจำพวกเดียวกัน” ขณะที่พูด เขายังคงแกว่งพัดในมือ ดูดีสง่างาม หล่อเหลาเอาการอย่างมาก
พวกเขาเป็นคนจำพวกเดียวกัน เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งใหม่ ๆ แม้อดไม่ได้ที่จะลอง แต่ก็มีเป้าหมายเป็นของตัวเอง
หลิงซานฉิงยิ้มอย่างรู้ทัน