ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา

    บทที่15 คุณเคยไปนรกมาด้วยเหรอ ?

    ท่ามกลางความมืดมิดรวมเข้ากับชุดสูทสีดํา ยูหมิงในตอนนี้แทบไม่ต่างไปจากเงา ยิ่งรวมผมยาวสีดําที่ปลิวไสวยิ่งทําให้ดูเหมือนเงาเข้าไปใหญ่
    ไฟสลัวที่กระพริบอยู่ๆก็ดับลง ตรอกที่มืดครึ้มไร้แสงสว่างก็ยิ่งมืดเข้าไปอีก 
    ส่งผลให้ในตอนนี้ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของกันและกันได้
    อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าตอนนี้ยูหมิงจะพอเข้าใจแล้วว่าอะไรที่ทําให้คนพวกนี้พุ่งมาทางเขา ก่อนหน้านั้นไม่ใช่ว่าเขาได้ยินเสียงของซินเสวี่ยหรอกเรอะ ?
    นั่นไงซินเสวี่ย ! 
    ดูเหมือนว่าเธอจะกําลังถูกมัดโดยเชือก ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง !
    เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที 
    ซินเสวี่ยคงจะโดนกลุ่มคนพวกนี้จับตัวเอาไว้ ซึ่งเมื่อเธอจําเขาได้เธอจึงได้ส่งเสียงเรียกให้เขาเข้าไปช่วยเธอ
    นั่นแหละคือสิ่งที่ทําให้เขาโดนหางเลขไปด้วย 
    บ้าจริง !
    เขาจะกลับไปนอนนะเฟ้ย ! ไหงอยู่ๆเธอถึงต้องพาเขาเข้าไปร่วมแจมด้วยล่ะฟะ !
    อยู่ดีไม่ชอบดีดันหาเรื่องให้ตัวเอง แต่แค่นั้นยังไม่พอยังลากเขาเข้าไปด้วย เฮ้อ…
    ชีวิตมันช่างตลกดีแท้ !
    “ พวกคุณเป็นใคร ? ผมไปทําอะไรให้พวกคุณ ? แล้วนี่พวกคุณตั้งใจจะทําร้ายผมอย่างนั้นเหรอ ? ” ยูหมิงยิงคําถามออกไปทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว
    ‘ ไอ้หมอนี่สงสัยถ้าจะโง่ รีบจีดการมันไปให้จบๆดีกว่า ’ นังเลงทั้งสี่คนมองหน้ากันด้วยความคิดที่เหมือนกัน
    ในสายตาของพวกเขาไอ้หมอนี่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาตั้งใจจะทําอะไร แต่ทําไมมันถึงต้องถามอะไรที่รู้อยู่แล้วแบบนั้นออกมาด้วยล่ะ นี่แสดงให้เห็นแล้วว่ามันเป็นคนโง่ !
    ซินเสวี่ยที่ได้ยินเริ่มรู้สึกสิ้นหวังมากกว่าเดิม เธอไม่คิดเลยว่าหนุ่มหล่ออย่างยูหมิงจะโง่ได้ถึงขนาดนี้ 
    แค่มองดูสถานการณ์แค่นี้ก็ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ?
    จบสิ้นแล้วชีวิตของเธอ…
    ลู่ซวนก็ผงะไปเช่นกัน เขาคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าคนรู้จักของนังหนูนั่นจะเป็นเพียงคนที่โง่คนหนึ่งเท่านั้น
    “ ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา ทําไมพวกคุณถึงต้องการทําร้ายผมด้วยล่ะ ? ”
    “ หรือว่าพวกคุณกําลังถูกความไร้เรียงสาเข้าครอบงําจนกลายเป็นเด็กน้อยไปแล้ว ? ”
    “ อา…ผมเข้าใจดีเลยล่ะว่าความรู้สึกที่กลายเป็นเด็กน้อยมันเป็นยังไง ! ”
    “ มา ! หากพวกคุณกําลังเห็นผมเป็นแม่นมก็เข้ามา บางทีพวกคุณอาจจะรู้สึกดีขึ้นบ้างก็ได้ ! ”
    “ เหล่าเด็กน้อยที่หลงทางทั้งหลาย แม่นมอยู่ตรงหน้านี้แล้ว รีบเข้ามาเร็วๆสิจ๊ะ ”
    ยูหมิงทั้งพูดทั้งถามออกไปในเวลาเดียวกัน ในเมื่ออีกฝ่ายโง่เง่าจนมองไม่เห็นว่าเขาเป็นเพียงผู้โชคร้ายที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็จะเล่นกับพวกมันเอง !
    “ แก…! ”
    “ บัดซบ ! นี่มันกําลังหยามพวกเราอยู่ ! ”
    “ ไอ้โง่นี่สมควรตาย ! ”
    “ ไม่ต้องเอามันถึงตายหรอก แค่เอาให้พิการเป็นง่อยก็พอแล้ว  ”
    นักเลงทั้งสี่รู้สึกโดนหยามอย่างหนัก เพราะตั้งแต่พวกเขาเกิดมาพวกเขายังไม่เคยโดนหยามหนักเท่านี้มาก่อนเลย
    และที่สําคัญไปกว่านั้นคนที่กําลังหยามพวกเขาอยู่นั้นเป็นเพียงแค่ไอ้โง่ !
    บัดซบที่สุด !
    “ เหล่าเด็กน้อยทั้งหลายนี่ถูกครอบงําโดยความไร้เรียงสาที่ชั่วร้ายถึงขั้นนี้แล้วเหรอนี่ ? ” ยูหมิงทํานํ้าเสียงให้เหมือนคนกําลังเห็นใจ
    “ เฮ้อ แม่นมคนนี้อาจจะไม่สามารถช่วยพวกคุณได้แล้วล่ะ สงสัยพวกคุณต้องกลับไปหานมผงดื่มเองแล้วแหละ ! ” เขาถอนหายใจออกมาด้วยความจงใจ
    แม้ในตอนนี้นักเลงทั้งสี่คนจะวิ่งมาถึงตรงหน้าของยูหมิงแล้วก็ตาม แต่ยูหมิงยังคงหาได้หวาดหวั่น
    กลับกันทางด้านนักเลงทั้งสี่ในตอนนี้ถึงกับโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า พวกเขาแทบทนไม่ไหวแล้วที่จะชกปากไอ้โง่นี่ !
    “ แก ! ”
    “ ไอ้โง่เอ๊ยวันนี้พี่จะอัดแกให้น่วมเลย ! ”
    “ หากฉันไม่ได้ส่งแกเข้าไปนอนในห้องฉุกเฉินฉันจะไม่ขออยู่เป็นคนอีกต่อไป ! ”
    ยูหมิงถึงกับผงะ
    สงสัยคนพวกนี้จะไม่ใช่แค่พวกโง่ที่หลงผิดแล้วล่ะ แต่เป็นพวกปัญญาอ่อนสุดขั้ว !
    ถ้าส่งเขาไปนอนห้องฉุกเฉินไม่ได้จะไม่ขออยู่เป็นคน ?
    บ้าไปกันใหญ่แล้ว !
    คุณจะอยู่เป็นคนหรือไม่ มันมาเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ ?
    ที่สําคัญไปกว่านั้นเลยทําไมคุณต้องบอกให้ผมรู้ด้วย ?
    ผมไม่ได้อยากรู้ซักหน่อย !
    ในเวลานี้ยูหมิงรู้สึกว่านักเลงทั้งสี่ตรงหน้านี้ก็ไม่ค่อยต่างไปจากคนอื่นๆที่เขาเคยเจอมาซักเท่าไหร่พวกมันจะทําอะไรแล้วทําไมต้องบอกเขาด้วยล่ะ ?
    เก็บไว้ในใจเฉยๆไม่เป็นรึไง !
    ‘ เฮ้อ โลกนี้มันเป็นอะไรไปหมดแล้วนะ เจอแต่พวกสติสตังแบบนี้ ’ ยูหมิงสับสน ทําไมรอบๆตัวเขาถึงได้มีคนแบบนี้เยอะนัก
    นักเลงทั้งสี่ซัดหมัดใส่ยูหมิงพร้อมกัน 
    ยูหมิงมองไปที่หมัดเชื่องช้าเหล่านั้นและหาช่องว่างเพื่อเดินสวนออกไป 
    นักเลงทั้งสี่รู้สึกได้ถึงหมัดที่ชกเข้าใส่ลม พวกเขายิ่งโกรธจัดขึ้นไปอีก 
    เพียงแค่คนโง่คนหนึ่งแต่กลับสามารถหลบหมัดของพวกเขาได้ ! 
    นี่มันช่างน่าขายหน้าจริงๆ !
    “ แกจะหลบทําไม ? ”
    “ อยู่เฉยๆแล้วยอมให้พวกเราอัดแกซะ ”
    “ ทําตามที่เพื่อนของฉันสั่งซะ พวกเราขี้เกียจจะเล่นกับแกแล้วไอ้โง่ ”
    “ รีบๆหมดสติไปดีกว่านะไอ้โง่ ไม่งั้นแกจะรู้จักว่านรกมันเป็นยังไง ”
    ยูหมิงที่สวนทางมาอยู่ด้านหลังถึงกับเหวอไปเลยทีเดียว ไอ้คนพวกนี้มันเต็มรึเปล่าเนี่ย ? จะให้เขายืนเฉยๆโดยไม่ต้องหลบนี่นะ ? ทั้งยังบังคับให้เขาหมดสติไปอีก…
    นี่กะจะไม่ถามความเต็มใจที่จะทําให้ของเขาบ้างเลยรึไง !
    แล้วถ้าเขาไม่ยอมทําตามจะสอนให้เขารู้จักว่านรกเป็นยังไง ? 
    พูดซะยังกับว่าเคยไปที่นั่นมาอย่างนั้นแหละ !
    “ คุณเคยไปนรกมาด้วยเหรอ ? ” ยูหมิงมองไปที่นักเลงคนนั้นที่เป็นคนจะสอนให้เขารู้จักนรก
    นักเลงที่ถูกถามถึงกับชะงัก ใบหน้าของเขาเหยเกไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “ แก…นี่แกกล้าย้อนฉันงั้นเรอะ ! ” เขาจะไปรู้จักนรกได้อย่างไร เพราะเขาก็แค่พูดเล่นๆไปเท่านั้นแหละ ทว่าเขานึกไม่ถึงเลยจริงๆว่าไอ้หมอนี่มันจะกล้าย้อนเขากลับมา
    “ ย้อน ? คุณกําลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่น่ะ ก็คุณพูดเองไม่ใช่เหรอว่าจะสอนให้ผมรู้จักนรก ผมก็เลยคิดว่าคุณน่าจะเคยไปนรกมาก่อน ไม่งั้นผมคงไม่ถามหรอก สรุปว่าคุณเคยไปนรกมาหรือเปล่า ? ” ยูหมิงรู้สึกสับสน เขาย้อนตรงไหน ? ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายหรอกเหรอที่บอกจะสอนให้เขารู้จักนรก ? 
    เขาก็แค่จงใจถามไปเท่านั้นเอง แต่ใครจะไปคิดกันล่ะว่าอีกฝ่ายจะมาหาว่าเขาย้อนทั้งๆที่เป็นคนพูดมันออกมาเอง 
    “ กะ…แก… ” นักเลงคนนั้นถึงกับสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ หากสามารถมองเห็นหน้าของเขาได้ จะพบเลยว่าในตอนนี้หน้าของเขามันแดงกรํ่าสุดขีดด้วยความโกรธ
    ซินเสวี่ยและลู่ซวนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับตะลึงในสิ่งที่ได้เห็น นี่ใช่สถานการณที่ปกติแน่เหรอ ? คนที่กําลังจะโดนอัดบ้านไหนเขาจะมาพูดคุยชิวๆแบบนี้ !
    ชายคนนี้สงสัยถ้าจะไม่เต็ม แต่ที่พวกเขาตกตะลึงก็คือการที่ชายคนนี้สามารถสงบนิ่งในสถานการณ์แบบนี้ได้ ทั้งยังมีฝีปากที่เป็นเลิศจนแม้แต่นังเลงทั้งสี่ยังต้องถูกยั่วยุจนโกรธจัด !
    นี่เขาใช่เชฟที่แค่ผ่านทางมาแน่เหรอ ?
    ซินเสวี่ยและลู่ซวนนึกขึ้นถึงคําพูดที่ยูหมิงเคยพูดเอาไว้ด้วยใบหน้าพิลึกพิลั่น