แสงแดดยามเย็นทอทาบลงมายังลานดิน
อาซิ่งประคองฟู่เฉิงยันกายลุกขึ้น ชายชราทอดสายตามองร่างไร้ิญญาของหลินเทียนซื่อ แววตาเศร้าสลด ร่างกายสั่นเทาด้วยความสะท้อนใจ “อาซิ่ง... เ้าสังหารประมุขสำนักคุ้มภัยเมฆา เ้าสังหาร... บิดาของเ้า”
เด็กหนุ่มไม่มีแววตระหนก เขาก้าวไปที่ร่างของหลินเทียนซื่อ ก้มลงหยิบกระบี่อ่อนที่ร่วงหล่นขึ้นมาพลิกดู ก่อนขว้างทิ้งลงพงหญ้าอย่างไม่ไยดี
“ท่านพ่อ... ท่านบอกว่ามีสิ่งที่ต้องคืนให้เขาไม่ใช่หรือ”
ฟู่เฉิงนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบห่อผ้าไหมสีเหลืองคร่ำคร่าออกมาคลี่ ภายในคือตำราบันทึกยอดวิชาดาบ วิชาซึ่งแลกมาด้วยชีวิตและเืของผู้คนมากมาย
“นี่คือคัมภีร์ที่เขาเข่นฆ่าเพื่อ” ชายชราเอ่ย “ข้าเก็บรักษาไว้หวังให้เ้าสืบทอด แต่วันนี้ข้ารู้แจ้ง... มันคือคำสาปแช่ง ไม่ใช่วาสนา”
อาซิ่งรับคัมภีร์นั้นมา เด็กหนุ่มไม่ได้เปิดอ่านแม้หน้าเดียว เขาใช้กิ่งสนในมือแทงทะลุใจกลางเล่ม ออกแรงตวัดข้อมือขยี้จนแผ่นกระดาษฉีกขาดกระจุยกระจาย กลายเป็เพียงเศษขยะไร้ค่าบนกองดิน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของฟู่เฉิง
“อาซิ่ง! นั่นคือวิชาประจำตระกูลของเ้า”
“วิชาดาบไม่ได้ฝังอยู่ในแผ่นกระดาษ แต่นอนนิ่งในรอยเท้าที่ท่านสอนข้ามาสิบห้าปี” อาซิ่งตอบราบเรียบ “ตราบใดที่ตำรายังคงอยู่ ย่อมมีผู้คนเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิง แต่หากมันกลายเป็เศษธุลี... ความโลภและความแค้นทั้งมวลย่อมจบลงที่นี่”
ฟู่เฉิงมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ชายชรารู้แจ้งแล้วว่า... สิบห้าปีที่พร่ำสอนจังหวะย่ำก้าว ไม่ได้สร้างเพียงยอดฝีมือเชิงยุทธ์ ทว่าได้หล่อหลอมมนุษย์หัวใจสัตย์ซื่อขึ้นมาคนหนึ่ง
ความเงียบสงบแผ่ปกคลุมเข้ามาแทนที่รังสีฆ่าฟัน ลมป่าพัดเอาเศษกระดาษสีซีดปลิวผ่านร่างหลินเทียนซื่อ ลอยละล่องหายไปในดงไม้
พุ่มไม้ขยับไหวแ่เบา แมวดำตัวอ้วนเดินเยื้องย่างออกมา มันตรงเข้ามาคลอเคลียที่ข้อเท้าของอาซิ่ง ส่งเสียงครางในลำคอเบาๆ
“เ้าอยากไปจากที่นี่หรือไม่” ฟู่เฉิงถาม พลางเหลียวมองกระท่อมหลังเล็ก
เด็กหนุ่มส่ายหน้า ก้มลงหยิบกิ่งสนกิ่งเดิม พลิกดูรอยหยักบนเนื้อไม้ช้าๆ ก่อนเงยหน้าสบตาชายชรา “ที่นี่คือบ้านของข้า และข้าจะอยู่กับท่าน”
“อาซิ่ง... โลกนี้โหดร้ายนัก คำประณามว่าสังหารบิดา จะตามติดเ้าดุจเงาตามตัว” น้ำเสียงฟู่เฉิงสั่นเครือ
อาซิ่งนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนเอ่ยคำราบเรียบ ทว่าหนักแน่น
“ข้าไม่ได้สังหารบิดา... เพราะบิดาของข้า นั่งอยู่ตรงนี้มาตลอดสิบห้าปีแล้ว”
วาจานั้นกระจ่างชัด ทะลวงผ่านเมฆหมอกมืดดำในใจจนหมดสิ้น ฟู่เฉิงยิ้มทั้งน้ำตา ไม้เท้าในมือเคาะลงบนพื้นดินหนึ่งครา
“หากเป็เช่นนั้น... ก้าวที่สิบหก คือการเดินไปข้างหน้า โดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองอดีตอีก”
ท่ามกลางลมป่าที่พัดกรู ชายชราขาพิการและเด็กหนุ่มเริ่มออกเดินรอบลานดินอีกครั้ง จังหวะก้าวนั้นสม่ำเสมอ มั่นคง และสอดประสานเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ไร้สำนัก ไร้คัมภีร์ ไร้ชื่อเสียง
มีเพียงพ่อลูกคู่หนึ่งในกระท่อมชายป่า... และรอยเท้าที่ทอดยาวไปข้างหน้า
.........