บทที่ 6 การประมูลที่ร้อนแรง
การต่อสู้สิ้นสุดลงอย่างเหนือความคาดหมายทำให้อัลเบิร์ตกับนิกกี้ตกตะลึงไปครู่ใหญ่จนไม่ทันสังเกตเห็นทักษะแส้ที่เมดูซ่าใช้หลังจากนั้นว่าน่าตกตะลึงมากขนาดไหน
ความดุดันความแม่นยำและความเร็วล้วนบรรลุถึงจุดที่น่าตกตะลึงทั้งสิ้นนอกจากนั้นเธอยังใช้พลังบ้าคลั่งของเผ่าคนเถื่อนออกมาได้อย่างเต็มกำลังดุจเดียวกับที่ยูเมะใช้สภาวะปีศาจไม่มีผิด
ทักษะที่เหนือล้ำนี้เพียงพอที่จะทำให้ใครหลายๆคนตกตะลึงได้ไม่ยาก เพียงแต่มันเกิดขึ้นหลังจากที่ยูเมะะเิท่าไม้ตายติดต่อกันสองครั้งจนบอสกลายเป็อัมพาตไปแล้วทักษะที่น่าในี้จึงไม่เด่นชัดเท่าที่ควร
แต่ในสายตาของยูเมะมันชัดเจนจนไม่อาจมองผ่านไปได้ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆต่อความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดนี้
เมดูซ่าเองก็เหมือนจะคิดแบบเดียวกันเธอเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ต่อทักษะที่พัฒนาขึ้นของยูเมะเช่นกัน
สิ่งเดียวที่ทั้งสองทำนั้นมีเพียงการสบตากันอย่างมีความหมายและรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความหมายที่พวกเขาสามารถเข้าใจกันได้เพียงเท่านั้น
ส่วนอัลเบิร์ตและนิกกี้นั้นหลังจากได้สติ ทั้งสองก็สูดลมหายใจเข้าไปหลายรอบ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
อัลเบิร์ตทำท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มฝืนๆ แล้วส่ายหน้าก่อนจะบ่นออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“เล่นใหญ่เกินไปแล้วเ้าบ้า! พวกเราไม่ได้มาทำ‘สปีดรัน’ นะเฟ้ย! จะรีบไปทำไมฟระ!!”
เสียงบ่นด้วยความทึ่งปนอ่อนใจของอัลเบิร์ตทำให้ยูเมะหัวเราะออกมาเบาๆพลางไหวไหล่ด้วยท่าทีที่ทำราวกับจะบอกว่ามันช่วยไม่ได้
“โทษที มือมันลื่นนะ แบบว่า อยู่ๆก็อยากจัดหนักแบบไม่มีเหตุผล”
คำแก้ตัวของยูเมะทำให้อัลเบิร์ตถึงกับหมดคำพูด แต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้นนอกจากส่ายหน้า ก่อนจะหันไปตรวจสอบของดรอบจากบอสแล้วนำมาแบ่งกันตามที่ตกลง
ใน่เวลานั้นนิกกี้ก็ลอบมองเมดูซ่าด้วยสายตาแปลกๆเธอมีท่าทีสงสัย เหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง แต่ก็ลังเลจนไม่กล้าพูด
สุดท้ายหลังจากลังเลใจอยู่นานสองนานนิกกี้ก็ตัดสินใจไม่พูดออกมาเพราะเธอไม่สนิทกับเมดูซ่าและยูเมะมากพอจึงตัดสินใจไม่ถาม แต่ก็แอบคิดในใจว่าจะเอาเื่นี้ไปคุยกับอัลเบิร์ตในภายหลัง
ด้วยเหตุนี้หลังจากที่แบ่งของดรอบกันเรียบร้อยทั้งสี่ก็แยกกันไปเป็สองกลุ่ม แบ่งเป็กลุ่มของยูเมะกับเมดูซ่าที่ตัดสินใจหยุดพักเพราะยูเมะติดสถานะอ่อนแอจนไม่สามารถต่อสู้ได้ทำให้เมดูซ่าต้องอยู่กับเขาเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น
ส่วนอัลเบิร์ตกับนิกกี้นั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งสองจึงตัดสินใจออกล่ากันต่อ
แต่ก่อนที่จะแยกกันทั้งสองก็นัดเจอกันอีกครั้งที่จุดเกิดบอสแห่งนี้เพื่อนัดเจอกันก่อนจะกลับเข้าเมือง
เหตุผลที่เลือกจุดเกิดบอสนั้นก็เพราะว่าจุดเกิดบอสนั้นมีโอกาสเจอมอนเตอร์ชนิดอื่นนอกจากบอสค่อนข้างต่ำยิ่งหลังจากบอสถูกฆ่าไปด้วยแล้ว โอกาสที่จะเจอมอนเตอร์ก็จะยิ่งต่ำลงยูเมะจึงใช้จุดนี้เป็จุดพักเพื่อรอให้สถานะอ่อนแอหายไป
อัลเบิร์ตก็เล็งเห็นจุดนี้เหมือนกันจึงเลือกจุดนี้เป็จุดนัดพบก่อนกลับเข้าเมือง
หลังจากอัลเบิร์ตกับนิกกี้จากไปบรรยากาศภายในจุดเกิดบอสก็สงบลงอย่างรวดเร็ว เมดูซ่าเริ่มกางเขตแดนพักผ่อนและก่อไฟปรุงอาหารอย่างเงียบๆ
ขณะที่ยูเมะก็ตรวจสอบสกิลของตัวเองไปพลางๆเพื่อสร้างคอมโบรูปแบบใหม่มาใช้แทนคอมโบ 6 ดาบที่ไม่สามารถใช้ได้ในขณะนี้
ระหว่างนั้นทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเลยแม้ภายในใจจะมีคำถามอยู่บ้าง แต่ทั้งสองก็คล้ายกับคิดได้ว่าเื่นี้ไม่ควรที่จะคุยกันในเกม
หลังจากผ่านไปหลายสิบนาทีสถานะอ่อนแอของยูเมะก็ลดระดับลงไป 1 ระดับสีหน้าของเขาจึงดีขึ้นมาไม่น้อยและสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ แต่ยังไม่สามารถต่อสู้ได้เหมือนเดิมและต้องรออีกนานหลายชั่วโมงกว่าสถานะจะหายไปอย่างสมบูรณ์
ชั่วขณะที่ยูเมะลุกขึ้นมานั่งเมดูซ่าก็ส่งแก้วมาให้ ยูเมะรับไปพร้อมกับรอยยิ้มแล้วดื่มซุปในแก้วลงไปอย่างช้าๆทำให้ระยะเวลาของสถานะอ่อนแอลดลงไปเล็กน้อย ซึ่งมันช่วยไม่ได้มากนักแต่ก็ดีว่าไม่ทำอะไร
่เวลานั้นทั้งสองขยับเข้ามาใกล้กันเล็กน้อยยูเมะก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้บรรยากาศเป็แบบนี้ เขาเลยคิดที่จะชวนคุยเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดี สุดท้ายก็จบลงด้วยคำถามที่ไม่ควรจะถาม
“เม..เธอใช้เงาไฮดราโจมตีเป้าหมายเดียวกันได้ั้แ่เมื่อไหร่หรอ”
“เื่นั้น..เมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แค่คิดว่าจะใช้ มันก็ใช้ได้เลย”
ยูเมะได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร เมดูซ่าเห็นแบบนั้นก็อมยิ้มแต่เพราะอยู่ในร่างของคนเถื่อน รอยยิ้มของเธอจึงไม่อ่อนหวานเลยแถมยังดูน่ากลัวนิดๆ อีกด้วย
“แล้วชูร่าล่ะคะ ใช้ ‘จันทราทิ่มแทง’ ได้ั้แ่เมื่อไหร่”
“เื่นั้น..ก็เหมือนกัน แค่คิดว่าน่าจะใช้ได้ มันก็ใช้ได้เลย”
คำตอบของยูเมะทำให้รอยยิ้มของเมดูซ่าดูน่ากลัวกว่าเดิมเพราะร่างคนเถื่อนซึ่งถ้าเป็ร่างกายปกติ มันคงจะเป็รอยยิ้มหวานที่น่าดูไม่น้อยแต่พอเป็คนเถื่อนที่มีใบหน้าคมเข้มดุดันรอยยิ้มหวานจึงกลายเป็ยิ้มเหี้ยมที่ดูน่ากลัว
ทว่ายูเมะก็เหมือนจะชินแล้วจึงไม่มีท่าทีอะไร นอกจากหัวเราะเบาๆให้กับคำตอบของตัวเองที่คล้ายกับของเมดูซ่าไม่มีผิด
หลังจากนั้นทั้งสองก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เมดูซ่าจะเป็ฝ่ายเอ่ยคำพูดออกมา
“พรุ่งนี้ว่างไหมคะชูร่า”
“พรุ่งนี้งั้นหรือ ว่างสิ! ทำไมหรอ”
“ถ้างั้น..เมไปหาได้ไหมคะ”
ยูเมะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วหันไปมองหน้าเมดูซ่าจนได้เห็นใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อน้อยๆซึ่งไม่ได้ดูน่ารักเลยเมื่อปรากฏในร่างคนเถื่อน แต่ในสายตาของยูเมะเมดูซ่าในยามนี้น่ารักเป็พิเศษจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ได้สิ”
หลังจากตอบรับหน้าต่างสื่อสารก็ปรากฏขึ้นทันทีการพูดคุยหลังจากนั้นจึงกลายเป็การพูดคุยแบบส่วนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ใครได้ยิน
แม้ว่ามันจะไม่จำเป็เท่าไหร่นักแต่พวกเขาก็เลือกที่จะทำแบบนี้ จนกระทั่งนัดหมายเวลาเรียบร้อยทั้งสองก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
ไม่มีคำพูดที่มากมายอะไรมีเพียงการนั่งเงียบๆ ฟังเสียงของธรรมชาติโดยรอบ รับฟังเสียงของสายลมเสียงใบไม้และกิ่งไม้เสียดสีกัน รวมไปถึงเสียงของการต่อสู้ที่ดังมาจากที่ไกลๆ
ทั้งสองนั่งเงียบอยู่แบบนั้นดื่มด่ำกับ่เวลาที่แสนสงบโดยไม่มีคำพูดใดทว่าพวกเขาสองคนก็รู้สึกพึงพอใจอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะอะไร
ราวกับว่าพวกเขาคุ้นเคยกับการอยู่ในสภาพนี้มานานจนกลายเป็ความเคยชิน
เวลาผ่านไปนานหลายชั่วโมงอัลเบิร์ตกับนิกกี้ก็กลับมาในสภาพที่อ่อนเพลีย สีหน้าซีดขาวไปไม่น้อยเพราะพลังกายถูกใช้ไปมากจากการต่อสู้มาหลายชั่วโมง
แม้ว่ามอนเตอร์ที่สู้ด้วยจะไม่แข็งแกร่งนักแต่เพราะของที่อัลเบิร์ต้านั้นมีค่อนข้างเยอะทั้งสองจึงต่อสู้กันหนักทีเดียว
หลังจากทั้งสองกลับมาเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็อัลเบิร์ตพูดยูเมะตอบรับ นิกกี้รับฟังพลางเอ่ยทักขึ้นมาเป็บางครั้งหากมีเื่ที่ไม่ถูกต้อง
ส่วนเมดูซ่านั้นเธอนิ่งฟังด้วยรอยยิ้มบางๆ พลางเสิร์ฟซุปและเครื่องดื่มให้กับทุกคนเป็่ๆทำให้การพักผ่อน่สั้นๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อพลังกายฟื้นกลับมาจนเต็มอีกครั้งทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางเพื่อกลับไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดจากนั้นก็บอกลากันแล้วแยกย้ายกันไปออฟไลน์จากเกม
หลังจากออฟไลน์ยูเมะก็ปรากฏตัวขึ้นในร่างอวตารของซามูไรเกราะดำอีกครั้ง เขายืนอยู่ใน ‘อินเทอร์โฮม’ หรือบ้านจำลองในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ครั้งนี้ยูเมะไม่ได้รีบออฟไลน์ออกไปจากระบบแต่เลือกที่จะเข้าไปในเว็บไซต์ของเกมดินแดนเทพเ้าแห่งการต่อสู้เพื่อดูผลลัพธ์ของการประมูลดาบทั้ง6 เล่ม
เพียงแค่เปิดหน้าต่างประมูลขึ้นมาสีหน้าของยูเมะก็เปลี่ยนไปเพราะผลลัพธ์จากการประมูลนั้นเหนือกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก
“เพิ่งจะผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองทำไมยอดประมูลถึงได้พุ่งขนาดนี้นะ”
ยอดประมูลของดาบทั้ง 6 เล่มนั้นพุ่งขึ้นไปอย่างเหนือความคาดหมายแต่ละเล่มนั้นมียอดประมูลอยู่ในหลักแสนเป็ที่เรียบร้อยผลลัพธ์เช่นนี้เป็สิ่งที่ไม่น่าจะเป็ไปได้เลยในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ผลลัพธ์ที่ผิดปกตินี้ทำให้ยูเมะเริ่มคิดและสงสัยว่าอาจจะมีใครทำอะไรบางอย่างอยู่เื้ัเขาเลยเปิดกระดานสนทนาของเกมขึ้นมา จากนั้นไม่นานเขาก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
‘มีคนมาช่วยปั่นกระแสงั้นหรือ..ใครกันนะ แต่ก็ช่างเถอะ!แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน’
เหตุผลที่อยู่เื้ัยอดประมูลที่น่าในั้นคือการปั่นกระแสของใครบางคนที่เข้ามาปั่นกระแสเกี่ยวกับดาบทั้ง6 เล่มของเขา ทำให้ความสนใจของผู้เล่นในเกมถูกดึงมายังเื่นี้ การประมูลที่น่าจะเงียบเหงาจึงกลายเป็กระแสร้อนแรงที่สุดในปัจจุบัน
เมื่อรวมกับระยะเวลาในการประมูลที่ค่อนข้างสั้นเพียง3 วันด้วยแล้ว กระแสความสนใจของผู้เล่นจึงมีมากขึ้นอย่างที่ยูเมะเองก็คาดไม่ถึง
ในส่วนนี้ยูเมะต้องยอมรับว่าเขาใมากจริงๆในกระดานสนทนานั้นมีเื่ของเขาเยอะมาก มีการพูดคุยในหลายๆ เื่ มีทั้งเื่ที่เป็ปัญหาการคาดเดาต่างๆ ไปจนถึงข่าวลือว่าเขาจะเลิกเล่นเกมดินแดนเทพเ้าแห่งการต่อสู้ก็มี
ยูเมะนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะหลับตาลงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ก่อนหน้านี้เขาตัดสินใจที่จะเลิกเล่นเนื่องจากเขาอยากให้เวลากับครอบครัวมากกว่านี้และตั้งใจที่จะหาเงินอย่างจริงจังแต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้เล่นในเกม ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
มีความเสียใจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเพราะยูเมะไม่คิดว่า‘แฟนคลับ’ ของเขาจะให้ความสำคัญกับเขามากขนาดนี้
ราคาของดาบแต่ละเล่มนั้นถูกประมูลไปในราคาที่สูงมากหากเทียบกับประสิทธิภาพของมันสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ประมูลดาบไปนั้น มีเจตนาอื่นนอกเหนือจากการนำไปใช้ประโยชน์
ซึ่งคนที่จะทำอะไรแบบนี้กับสิ่งของในโลกออนไลน์นั้นก็มีเพียงเหล่าแฟนคลับเท่านั้น
มีเพียงความรักที่มากพอที่จะทำให้คุณค่าของข้อมูลชุดหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็เงินตราได้และมีเพียงความรักที่จริงใจเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนยอมเสียสละเงินของตัวเองเพื่อสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้จริงเหล่านี้
ยูเมะเห็นภาพนี้แล้วก็ต้องทอดถอนใจออกมาเขารู้สึกเสียใจต่อเหล่าแฟนคลับของเขา
แต่ความคิดที่จะทำงานหาเงินก็ไม่ได้ลดลงเลยความเสียใจยังคงเป็ความเสียใจ แต่ยูเมะก็ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนใจเพราะถ้าเทียบกับความรู้สึกผิดต่อแฟนคลับแล้วเขาให้ความสำคัญกับความรู้สึกผิดต่อครอบครัวมากกว่า
“ขอโทษด้วยนะ แล้วก็..ขอบคุณ”
หลังจากทอดถอนใจออกมาเบาๆ ยูเมะก็มองดูยอดประมูลเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะออฟไลน์ออกจากระบบ
สติของเขากลับมาอยู่ในร่างกายอีกครั้งและััได้ถึงน้ำหนักตัวและความรู้สึกอึดอัดจากการอยู่ในที่แคบ
ความรู้สึกที่น่าอึดอัดนี้ทำให้ยูเมะรู้สึกเกลียดอยู่ลึกๆแต่เขาก็ได้แต่โทษตัวเองที่อ้วนเกินไปและโทษตัวเองที่ไม่มีเงินมากพอที่จะปรับแต่งขนาดของตัวถังเคบินได้
หลังจากดิ้นรนอยู่หลายอึดใจยูเมะก็ก้าวออกมาจากเคบินได้ในที่สุด เขาถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วหันกลับไปมองเคบินด้านหลังอีกครั้งพลางคิดในใจว่าเขาควรที่จะลดน้ำหนักสักหน่อย
คิดแล้วยูเมะก็ถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูอีกครั้งและอ่านค่าสถานะเกี่ยวกับร่างกายซ้ำอีกรอบ
“ดูจากค่าสถานะแล้วก็พอจะเดาได้แล้วละว่าทำไมเราถึงเป็แบบนี้..เพราะความสามารถในการดูดซึมสารอาหารที่มากเกินไป”
แม้ว่าก่อนหน้านี้ยูเมะจะรู้ดีอยู่แล้วว่าโรคที่เขาเป็อยู่นั้นเกิดขึ้นมาจากอะไรแต่เขาก็ไม่เคยรู้เลยว่าเขาจะรักษาโรคของตัวเองได้ยังไง
ทั้งนี้ก็เพราะไม่สามารถหาสาเหตุของการเกิดโรคได้ทำได้เพียงวินิจฉัยผลกระทบของโรคที่เป็อยู่
หากเป็ก่อนหน้านี้ยูเมะคงไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะลดน้ำหนักลงได้นอกจากใช้วิธีที่หมอแนะนำ นั่นคือการเปลี่ยนไปทานอาหารเม็ดแทนอาหารจริงๆเพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณแคลลอรี่ที่ได้รับอย่างแม่นยำ
แต่วิธีนี้เป็วิธีที่แม่ของเขาไม่ชอบรวมไปถึงตัวเขาเองด้วยเมื่อหลายปีก่อนยูเมะเคยใช้วิธีนี้มาก่อนและใช้มันอยู่นานจนทำให้เขาผอมลงได้จริง
ทว่ามันกลับทำให้เขาป่วยเป็โรคประสาทจากการทานอาหารเม็ดที่ไม่มีรสชาติเป็เวลานานสุดท้ายเขาก็จำต้องกลับมาทานอาหารปกติที่มีรสชาติเพื่อรักษาอาการป่วยทางจิต
ผลลัพธ์ของมันทำให้เขากลายมาเป็คนอ้วนเหมือนทุกวันนี้และไม่สามารถกลับไปผอมได้อีกไม่ว่าจะใช้วิธีอะไร
แม้กระทั่งการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อก็ยังช่วยเขาไม่ได้มากมันทำได้เพียงควบคุมไม่ให้น้ำหนักตัวของเขาเพิ่มสูงขึ้นจนเกินไปเท่านั้น
‘ก่อนหน้านี้มันอาจจะไม่ได้ผลเพราะร่างกายของเราอ่อนแอแต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว’
คิดถึงตรงนี้ยูเมะก็มีความมั่นใจมากเขาเชื่อว่าหากเขาเพิ่มค่าสถานะทางร่างกายให้มากพอและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเขาก็เชื่อว่าเขาจะต้องกลับไปผอมได้อย่างแน่นอน
ความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลยูเมะเชื่อว่าหน้าต่างระบบนี้สามารถช่วยเขาได้ หากสาเหตุที่ทำให้เขาอ้วนเกิดจากความสามารถในการดูดซึมที่มากเกินไปเช่นนั้นหากเขาทำให้ค่าสถานะทั้งหมดมันสมดุลกันปัญหาทั้งหมดก็ควรจะหายไปด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้เชื่อมโยงกับกฎข้อหนึ่งที่ทุกคนรู้จักดีอย่าง‘กฎการอนุรักษ์พลังงาน’ ซึ่งยูเมะเชื่อว่าหากร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นเพราะหน้าต่างระบบจริงเช่นนั้นปริมาณแคลลอรี่ที่ร่างกายของเขา้าในแต่ละวันก็น่าจะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
ถึงตอนนั้นการสะสมของไขมันที่รวดเร็วก็จะหายไปเพราะความ้าที่สมดุลกับพลังงานที่ได้รับ
ความคิดนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับยูเมะ ทำให้เขามีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นจนคลายความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากถอนหายใจออกมาเป็ครั้งสุดท้ายยูเมะก็มองเวลา ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วออกไปเตรียมอาหารเย็นสำหรับครอบครัว
มื้อเย็นของวันนี้ยูเมะตัดสินใจทำอาหารมื้อใหญ่อีกครั้งเขาตั้งใจจะทำเมนูที่ซับซ้อนกว่าเมื่อตอนเช้าเพราะเขามีเวลามากนอกจากนั้นยูเมะก็อยากท้าทายขีดจำกัดของทักษะทำอาหารระดับ 1 อีกด้วย
‘หากอิงตามมาตรฐานของเกมการฝึกฝนสมควรที่จะทำให้ระดับทักษะเพิ่มสูงขึ้นได้’
แม้จะไม่มั่นใจว่าทักษะที่ได้จากหน้าต่างระบบนี้เป็เหมือนทักษะในเกมหรือไม่แต่ยูเมะก็อยากจะลอง เขาอยากรู้ว่าหากเขาทำอาหารบ่อยๆ และทำอาหารที่ใช้ทักษะสูงเขาจะสามารถเพิ่มระดับทักษะได้หรือไม่
หากมันสามารถเพิ่มได้เช่นนั้นค่าสถานะเองก็อาจจะสามารถฝึกฝนได้เช่นกัน
ยูเมะคิดในใจด้วยความตื่นเต้นแล้วเริ่มหาเมนูที่้าจากนั้นสั่งวัตถุดิบในการทำให้มาส่ง แล้วเริ่มเตรียมการอย่างตั้งใจ
การทำอาหารในครั้งนี้ยูเมะััได้ว่าเขาทำได้ดีกว่าเดิมเพียงแต่เขาไม่ทราบว่าทั้งหมดนี้เป็ผลจากความชำนาญที่เพิ่มขึ้นหรือเป็เพราะความคุ้นเคยที่มีต่อการทำอาหารกันแน่
แต่ใน่ที่ทำอาหารอยู่ยูเมะก็เริ่มรู้สึกว่าน้ำหนักของกระทะนั้น ดูเหมือนจะเบาลงเล็กน้อย
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ยูเมะยิ้มกว้างอยู่ในใจแม้จะไม่มั่นใจเต็มร้อยแต่ก็เชื่อว่าความรู้สึกนี้น่าจะเกิดจากค่าสถานะที่เพิ่มขึ้น เขาจึงทำอาหารด้วยความตั้งใจที่มากกว่าเดิมจนเริ่มเพลิดเพลินไปกับการทำอาหาร
โดยไม่รู้ตัวประตูบ้านก็เปิดออก พร้อมกับเสียงหวานใสของน้องสาวที่ดังมาแต่ไกล
“กลับมาแล้วค่า!!”
ยูเมะที่ยุ่งอยู่ในครัวได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มก่อนจะหันไปส่งเสียงตอบรับอย่างที่เคยจากนั้นไม่นานเสียงฝีเท้าของน้องสาวก็ดังเข้ามาใกล้ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ประตูห้องครัว
ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับไม่อยากเชื่อสายตาว่าพี่ชายของเธอกำลังทำอาหารอยู่ในครัวจริงๆ
พอคิดถึงเื่นี้สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปอีกครั้งเนื่องจากเธอเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าอาหารเมื่อตอนเช้านั้นดูหรูว่าปกติจนดูไม่เหมือนอาหารที่สั่งจากร้าน
“นี่อย่าบอกนะว่า! เมื่อเช้าเป็ฝีมือพี่”
“ก็ใช่นะสิ! เพิ่งจะรู้ตัวหรือไงหืมยัยเด็กคนนี้!”
เด็กสาวได้ยินแบบนั้นก็ตาโต มีทั้งความใ ประหลาดใจและดีใจ ทั้งนี้ก็เพราะรสชาติของมื้อเช้ายังติดอยู่ในปากของเธออยู่เลยทำให้เธอรู้สึกน้ำลายไหลขึ้นมาทันทีจนอดไม่ได้ที่จะเข้าไปในครัวเพื่อดูว่ามื้อเย็นวันนี้คืออะไร
“โห! แกงกะหรี่ทงคัตสึ!!”
หลังจากอุทานออกมาด้วยความใเด็กสาวก็เงยหน้ามองพี่ชายด้วยสีหน้าแตกตื่น ก่อนจะเริ่มกังวลใจ
“พี่..แบบนี้จะดีหรอ”
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็เข้าใจว่าน้องสาวคิดยังไงเขาจึงยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
“อย่าคิดมากกินแค่มื้อสองมื้อไม่ทำให้พี่อ้วนขึ้นขนาดนั้นหรอก นอกจากนี้..พวกเราก็ไม่ได้กินแกงกะหรี่ทำเองนานแล้วนี่ใช่ไหม”