เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 139 เสียเที่ยว


    ภายในห้องโถงจวนเจ้าเมือง

     

    "หากพวกมันไม่ยอมมอบตัวฆาตกรออกมาล่ะขอรับ"

     

    ชายชรานั่งชันเข่าก้มหน้า

     

    "ก็หาทางบุกเข้าไปใครขวางก็สังหารมันให้สิ้น"หญิงสาวกล่าวด้วยเสียงอันดัง

     

    ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ในกระท่อมเซียน

     

    "พี่สาวเฟยท่านอาการเป็นอย่างไรบ้าง" จางยี่สอบถามอาการเฝิ่นเฟยที่มีโลหิตไหลซึมออกมาจากหน้าท้องจนชุดย้อมไปด้วยสีแดงฉาน

     

    "ข้ายังพอไหวว่าแต่เจ้าเมืองตงกุยจะตามพวกเรามาหรือไม่"หญิงสาวถามด้วยอาการอ่อนแรง

     

    "อาจารย์บอกว่ากระท่อมเซียนแห่งนี้หากมีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าจักรพรรดิฟ้าก็ยากที่จะฝ่าข่ายเวทเข้ามาได้"จางยี่พูดอย่างมั่นใจ สิ่งใดที่อาจารย์กล่าวเขาไม่เคยนึกสงสัยเลยแม้แต่น้อย

     

    "สหายจางข้าไปหาดูแล้วไม่พบศิษย์พี่รองของเจ้าเลย"หลานเอ้อที่ไปได้รับมอบหมายให้ไปหาตัวหงลี่กลับมาด้วยสีหน้าหมองเศร้า

     

    ขณะที่คนทั้งสามปรึกษากันก็หันไปมองชายชุดแดงตัวต้นเรื่องที่ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่มาถึง

     

    "พี่ชายอู๋ท่านมีความคิดดีๆ หรือไม่" จางยี่สอบถาม เมื่อได้เห็นฝีมือการต่อสู้อย่างกล้าหาญทำให้เขายอมรับในตัวอีกฝ่ายอย่างหมดใจ

     

    "หากสู้ไหวก็สู้" อู๋เซี่ยนตอบสั้นๆ

     

       เขาเลือกที่ไม่ใช้คำตอบประเภท"พวกท่านหนีไปเถอะ" อะไรทำนองนี้เพราะมีเกณฑ์ที่เจ้าเมืองตุงกุยต้องการปิดปากทุกคนเพื่อไม่ให้ข่าวรู้ไปถึงหูของสำนักอรุณหรือเทพกระบี่

     

    ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาควรทำคือในตอนนี้คือรักษาตัวเตรียมพร้อมรับมือเพื่อถ่วงเวลารอสองปรมาจารย์กระบี่กลับมา

     

    ผ่านไปไม่กี่อึดใจ

     

    จางยี่ก็ทำสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบก่อนสีหน้าจะดูเคร่งเครียด

     

    "มีอะไรไม่ดีรึน้องชายจาง" เฝิ่นเฟยที่กำลังโคจรพลังเพื่อกระจายฤทธิ์ของเม็ดยาที่กินเข้าไปอยู่ถามด้วยความสงสัย

     

    "พวกมันมากันแล้ว"

     

       จางยี่หยิบกล่องไม้เก่าแก่ขึ้นมาเปิดออก ทำให้เกิดลำแสงฉายออกมาเป็นภาพของทัศนียภาพด้านนอกทำให้เห็นว่ามีกลุ่มคนเกือบสามสิบคนปิดล้อมกระท่อมเซียนเอาไว้

     

    พร้อมชายชราตาเดียวในชุดสีฟ้าก้าวออกมาด้านหน้า

     

    "ข้ารู้ว่าพวกเจ้าได้ยิน จงรีบมอบตัวฆาตกรที่สังหารบุตรชายของเจ้าเมืองตงกุยออกมาเสีย"

     

       ขณะที่ทุกคนไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเพราะรู้ว่ากระท่อมเซียนแห่งนี้ไม่ได้ทำการบุกฝ่าเข้ามาง่ายๆหลานเอ้อที่ยืนอยู่ก็หน้าซีด

     

    เมื่ออู๋เซี่ยนสังเกตความผันผวนทางอารมณ์ของหญิงสาวจึงออกปากถาม

     

    "แม่นางหลานมีอะไรผิดปกติหรือไม่"

     

    "พวกเราแย่แน่..." หลานเอ้อพูดด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดกว่าเดิม

     

    "ใช่แย่มาก เพราะชายชราตาเดียวผู้นั้นหากข้าเดาไม่ผิดเขาคือหมาเฒ่าหม่าฮั่น"หลังจากเห็นชายชราชุดฟ้าจางยี่ก็มีสีหน้าหมองลงเช่นกัน

     

    "หมาเฒ่างั้นหรือ" เฝิ่นเฟยที่ฟังอยู่ก็พูดทวนด้วยน้ำเสียงสงสัย

     

    "หลายร้อยปีก่อนเคยมีอาวุโสระดับสูงของสำนักชั้นสองไปสังหารคนในครอบครัวของหม่าฮั่นเข้าทำให้ถูกตามล่าต่อเนื่อง อยู่หลายสิบปี กระทั่งเมื่อหม่าฮั่นตัดผ่านเข้าสู่จักรพรรดิฟ้าได้จึงได้บุกไปสำนักชั้นสองสังหารอาวุโสผู้นั้นได้สำเร็จอีกทั้งล้างบางสำนักชั้นสองที่ให้การปกป้องคนผู้นั้นจนสิ้นชื่ออีกด้วย เพราะการตามล่าศัตรูไม่ปล่อยเป็นระยะเวลาหลายสิบปีเขาจึงได้รับสมญานามว่า หมาเฒ่า" หลานเอ้อเป็นอาสาเป็นผู้เล่าออกมา

     

       ทุกคนที่ฟังอยู่ก็เริ่มมีสีหน้าดิ่งลงไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายมีสมญานามหมาเฒ่าแต่เพราะคำว่า"จักรพรรดิฟ้า" ที่หลุดออกมาต่างหากที่ทำให้ทุกคนเคร่งเครียด

     

    "จะให้เวลาพวกเจ้าเพียงหนึ่งร้อยลมหายใจเท่านั้น มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าหม่าฮั่นไร้เหตุผล"กล่าวจบชายชราก็ยืนกอดอกสงบนิ่งไม่ไหวติง

     

    ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้นจางยี่ก็หยิบแผ่นยันต์สีแดงเข้มขึ้นมาจุดไฟเผา

     

    พฤติกรรมนี้ทำให้อู๋เซี่ยนถึงกับพยักหน้าเพราะอีกฝ่ายมีของวิเศษมากมายสมกับเป็นศิษย์เอกของเทพกระบี่จริงๆ

     

    "เจ้ากำลังเรียกหาใคร"หลานเอ้อรู้ดีว่ายันต์แผ่นสีแดงนั้นถูกเรียกว่ายันต์เรียกหา

     

       เพราะยันต์นี้จะถูกสร้างขึ้นมาเพียงสองแผ่นเท่านั้นโดยจะใช้ส่วนหนึ่งในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเส้นผมหรือเล็บอะไรก็ได้ที่เป็นของตนและผู้ที่ต้องการสื่อสารฝังลงในยันต์ทั้งสองแผ่นแล้วแยกกันเก็บคนละใบและเมื่อเผาผู้ถือจะรับรู้พิกัดและภาพเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายประสบอยู่เป็นเวลาสิบวินาที

     

    "เสียดายที่ยันต์เรียกหาข้าทำไว้กับบรรดาศิษย์พี่ ไม่ใช่อาจารย์ฉู่เหยียนแต่หากศิษย์พี่ข้ามาช่วยจริงไม่แน่พวกเราอาจจะมีสิทธิ์รอด"จางยี่พูดด้วยสีหน้ามีความหวัง

     

    "เอาล่ะในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมทำตามแม้จะเป็นศิษย์ของเทพกระบี่ข้าก็จะไม่ละเว้น"มีเสียงแทรกขึ้นจากด้านนอก

     

    สิ้นคำชายชราตาเดียวก็ชกเข้าที่ม่านน้ำหน้ากระท่อมทำให้ผืนดินโลกเสมือนที่คนทั้งสี่อยู่ถึงกับสั่นไหว

     

    "ม่านพลังคงทนได้ไม่นานเท่าไหร่" จางยี่พูดขณะชักกระบี่ออกมาเขารู้ดีว่าวันนี้คงไม่อาจเลี่ยงชะตากรรมนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก่อนจะถูกจัดการตนต้องสังหารคนของอีกฝ่ายทิ้งให้มากที่สุด

     

    เริ่มเกิดเสียงราวกับกระจกแตกร้าวม่านพลังน้ำที่มีก็สั่นไหวราวกับพร้อมจะหายไปทุกเมื่อ

     

    หากม่านพลังนั้นพังทลายลงเมื่อไหร่ทำให้กลุ่มคนข้างนอกก็จะเข้ามาในกระท่อมได้

     

     

    เมื่อเห็นคลื่นพลังทำลายที่แผ่ออกมาจากร่างกายหม่าฮั่นที่เป็นจักรพรรดิฟ้าก็ทำให้พวกเขาอดสั่นไม่ได้

     

     

    "เอาล่ะเพื่อไม่ให้เรื่องราวมันใหญ่โตไปกว่านี้ ข้ายอมมอบตัว"ชายชุดแดงที่มีผ้าผูกตายักไหล่แบบสบายๆ

     

    "พี่ชายอู๋หากไปพวกมันต้องทรมานท่านจนตายมิสู้พวกเราอยู่สู้ตายกับมันที่นี่จะดีกว่า"จางยี่ที่ชักกระบี่ตะโกนออกมาอย่างกล้าหาญ

     

    "ใช่พวกเราพร้อมที่จะช่วยเจ้า" หลานเอ้อเองก็พูดออกมาด้วยสายตาซับซ้อนความจริงเธอก็ไม่ได้รู้จักชายผู้นี้สักเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ทำไมตนจึงพูดออกไปแบบนั้น

     

    เฝิ่นเฟยเองก็เดินไปแตะบ่าก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงบอกให้เขาอย่าไป

     

    "ลูกผู้ชายกล้าทำก็กล้ารับ" อู๋เซี่ยนเดินตรงดิ่งออกจากประตูตึกไม้เผชิญหน้ากับผู้คนด้านนอก

     

    เมื่อเห็นชายชุดแดงก้าวออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนผู้คนด้านนอกก็มองมาที่เขาอย่างสนใจ

     

    "เจ้าสินะที่สังหารคุณชายตงหวน นายหญิงอินอินมีคำสั่งให้จับเป็นเจ้ากลับไปหากผู้ใดคิดขัดขวางสังหารให้สิ้น" ดวงตาข้างเดียวของชายชราจ้องมาทางอู๋เซี่ยน

     

    ชายชุดแดงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะยกสองมือขึ้นเหลือศีรษะเป็นสัญลักษณ์ว่าตนยอมจำนน

     

    กระทั่งเมื่อคนทั้งหมดคุมตัวอู๋เซี่ยนและถอนกำลังกลับไปแล้ว

     

    ภายในโลกเสมือนจางยี่ก็เดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายปากก็พึมพำว่า

     

    "ทำไมยังไม่มา" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     

    "สหายจางข้าว่าจะลองสืบหาร่องรอยอาจารย์ของพวกเราดู ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย"

     

    อยู่ดีๆเฝิ่นเฟยก็แทรกกลางเข้ามาแล้วกระซิบอะไรบางอย่างกับจางยี่และหลานเอ้อ

     

    "สหายทั้งสองข้ามีข้อความของน้องชายอู๋เซี่ยนจะบอก..."

     

    ในเมืองเดือนดับตอนนี้เป็นเวลากลางทำให้ผู้คนกำลังพลุกพล่าน

     

    กลางถนนชายชุดแดงมีผ้าผูกตาถูกล้อมไว้โดยกลุ่มคนชุดเขียวอาวุธครบมือก้าวต่อไปอย่างเชื่องช้า

     

    "รีบเดินสิวะ" ชายคนหนึ่งในกลุ่มสบถอย่างหัวเสีย

     

       เดิมทีเขาเป็นศิษย์ชั้นต้นที่โดดเด่นในสำนักพยัคฆ์ขาวแต่กลับต้องติดร่างแหตามอาวุโสที่ระดมศิษย์ชั้นรองและชั้นต้นตามอำเภอใจออกมาทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการแก้แค้นให้กับบุตรชายตนเอง

     

    อีกทั้งตนก็รู้มาชายที่ถูกคุมตัวมาอีกฝ่ายมีความเกี่ยวข้องกับสองปรมาจารย์กระบี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งแคว้น

     

       นั่นก็เท่ากับว่าเขาได้ก้าวขาร่วมขบวนการกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปด้วยเรียบร้อยแล้วดังนั้นตนอยากให้รีบทำเรื่องนี้ให้จบๆ จะได้กลับไปบ่มเพาะตามปกติ เพราะเทศกาลสำคัญสำหรับรุ่นเยาว์ทุกคนอย่าง"งานชุมนุมวิหารทองคำ" ใกล้เข้ามาแล้ว

     

       เมื่อถูกพูดใส่ก็เหมือนยิ่งยุ ชายชุดแดงก็ทำทีเดินให้ช้าลงคล้ายกับมาเดินเที่ยวชมเมืองเท่านั้นทำให้หม่าฮั่นที่นำหน้าอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว

     

       ทุกอิริยาบถของชายที่คุมตัวมาแม้หันหลังแต่ตนก็ตรึงสัมผัสเอาไว้ที่ร่างคนผู้นี้อยู่ตลอดเพราะหากอีกฝ่ายคิดหนีละก็ตนที่เป็นจักรพรรดิฟ้าก็มั่นใจว่าตามอีกฝ่ายทันแต่หลังที่ตนนึกทวนข้อมูลของคนผู้นี้จากคำบอกเล่าของตงกุยก่อนมาก็ต้องมีสีหน้ามืดครึ้ม

     

    "ชายผู้นี้มีทักษะระดับตำนานในครอบครองรวมถึงมีทักษะที่น่าปวดหัวอย่างการสร้างร่างจำแลงอีกด้วย" เสียงของตุงกุยลอยเข้ามา

     

    หม่าฮั่นชะงักร่างก่อนจะค่อยๆหันหน้ากลับมา

     

    "เจ้าใช้กระบี่แทงไปที่ลำตัวของเขาซิ"หม่าฮั่นจ้องไปทางชายชุดแดงเขม็งอีกรอบ

     

    คำสั่งนี้ทำให้ผู้คนที่เดินอยู่ในเมืองหันมองอย่างสนใจเพราะน้อยครั้งที่จะเห็นการต่อสู้กันในเมืองเดือนดับแห่งนี้

     

    "อาวุโสหม่าหากข้าน้อยจำไม่ผิดนายหญิงสั่งให้จับตัวเขาไปเป็นๆไร้รอยขีดข่วน"ศิษย์ชั้นต้นผู้หนึ่งกล่าวเตือนสติเพราะไม่อยากถูกตำหนิจากอินอินที่เป็นอาวุโสระดับสูงกว่าหม่าฮั่น

     

    ฟิ้วพลังปราณจับตัวเป็นเข็มเล่มเล็กนับสิบพุ่งเข้ากลางลำตัวของอู๋เซี่ยนโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว

     

    "เฮ้อโดนจับได้ซะแล้ว"ชายหนุ่มมองเข็มปราณสีเงินที่กลางลำตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

     

    ทำให้ร่างของเขาค่อยๆสลายกลายเป็นหมอกควัน

     

    "เจ้าเด็กบัดซบ กล้าหลอกข้า" หม่าฮั่นสบถอย่างหัวเสีย

     

      ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนโง่เพราะอู๋เซี่ยนนั้นเลือกใช้วิธียอมจำนนออกมาง่ายๆตนจึงวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง

     

       ตอนแรกชายชราคิดว่าอีกฝ่ายจะคิดเล่นตุกติก โดยการเปิดฉากโจมตีก่อนซึ่งหากเป็นกรณีนั้นตนก็ไม่กลัวเพราะตามคำบอกว่าของตงกุยอีกฝ่ายมีระดับการบ่มเพาะที่ต่ำกว่าราชันยุทธอย่างแน่นอน

     

       สองต่อให้เขาเลือกหนีไปแต่ด้วยความเร็วของจักรพรรดิฟ้าก็ไม่น่ายากที่จะจับตัวกลับมาถึงต่อให้หนีสำเร็จตนก็จะจับตัวหนึ่งในสหายเขามาเป็นเหยื่อล่ออยู่ดี

     

       ด้วยท่าทีเหมือนกล้าหาญของอีกฝ่าย ทำให้เขาตีความเอาว่าชายหนุ่มคงเป็นห่วงสหายว่าจะพลอยซวยไปกับตนจึงเลือกจบเรื่องด้วยการมอบตัวจนลืมนึกไปถึงความสามารถสร้างร่างจำแลงที่เจ้าเมืองตงกุยบอกไว้เสียสนิท

     

    "พวกเรากลับไปที่กระท่อมนั่นอีกรอบ"


    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน