กรุงเทพมหานคร, พ.ศ. 2569
สายฝนยามค่ำคืนกระหน่ำซัดลงมาไม่ขาดสายราวกับจะชะล้างความโสมมของเมืองหลวงให้เลือนหายไปในซอยแคบที่ลึกและมืดมิดหลังย่านการค้ากลิ่นสาบของขยะเปียกและน้ำครำที่เน่าชืดลอยมาปะทะจมูกเป็ระยะแสงไฟจากหลอดนีออนเก่า ๆ ของร้าน สเปราท์ กะพริบถี่เป็จังหวะสุดท้ายก่อนจะดับวูบลงบนพื้นปูนที่เฉอะแฉะร่างของเด็กหนุ่มที่ชื่อ 'กล้า' นอนคุดคู้ สภาพของเขาสะบักสะบอมจนแทบดูไม่ได้เสื้อเชิ้ตพนักงานพาร์ทไทม์สีซีดขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืสีเข้มที่ไหลซึมจากาแเหนือคิ้ว
"มึงมันก็แค่ไอ้กระจอกไอ้กล้า!" 'สิงห์' นักเลงเ้าถิ่นร่างั์ผู้มีรอยสักเต็มแขนตะคอกลั่นพลางพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าเด็กหนุ่มที่ไร้ทางสู้"แม่มึงดื้อเอง บอกให้จ่ายค่าที่เพิ่มก็ไม่จ่าย แถมมึงยังอวดดีมาขวางทางกู...วันนี้กูจะสอนให้มึงรู้ว่า ลำลูกกามันไม่มีที่ว่างสำหรับพระเอกขี่ม้าขาวหรอกเว้ย!"
สิงห์เงื้อเท้าที่สวมรองเท้าคอมแบตหนักอึ้งถีบเข้าที่ชายโครงของกล้าอย่างจังจนเด็กหนุ่มกระเด็นไปกระแทกกับล้อรถเข็นขายของของแม่ที่จอดอยู่ใกล้ๆ แรงกระแทกทำให้รถเข็นนั้นคว่ำลงข้าวของและวัตถุดิบที่แม่เตรียมไว้ขายวันพรุ่งนี้กระจายเกลื่อนพื้น
กล้าพยายามจะยันกายขึ้นมือที่สั่นเทากำเศษปูนไว้แน่น น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลอาบแก้มผสมไปกับหยาดฝนเขาไม่ได้เจ็บที่ร่างกาย แต่เขาเจ็บใจ...เจ็บใจที่กฎหมายไม่เคยเหลียวมองมาที่คนรากหญ้าเจ็บใจที่ตัวเองไม่มีกำลังพอจะปกป้องแม้แต่รถเข็นทำมาหากินของแม่
หากผมมีพลังมากกว่านี้...หากความยุติธรรมมันมีจริง...
ลมหายใจของกล้าเริ่มขาด่ปอดของเขารู้สึกเหมือนถูกบีบอัดจนขยับไม่ได้สติเริ่มเลือนรางท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของกลุ่มนักเลงในวินาทีที่ความตายกำลังจะมาพรากทุกอย่างไป...
"เ้าจักยอมจำนนต่อโชคชะตาที่เน่าเฟะเช่นนี้จริงหรือ...เ้าหนุ่ม?"
เสียงหนึ่งดังกึกก้องขึ้นในโสตประสาทมันไม่ใช่เสียงคนทั่วไปที่กล้าเคยได้ยิน แต่มันเป็เสียงที่หนักแน่น ทรงอำนาจและแฝงด้วยความเมตตาอย่างประหลาด ในมโนสำนึกที่พร่ามัวกล้าเห็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสมรภูมิในอดีตแววตาคู่ระยับนั้นคมกล้าดุจพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำทุกอุปสรรค
"ข้าคือจะเด็ด...ผู้ที่คนทั้งแผ่นดินขนานนามว่าผู้ชนะสิบทิศ ข้าเฝ้ามองความกตัญญูในหัวใจเ้าและข้ามิอาจทนเห็นยอดคนที่มีหัวใจประเสริฐเช่นเ้าต้องมอดม้วยด้วยน้ำมือของขยะสังคมเช่นนี้!"
ช่วยแม่ผมด้วย... กล้าร้องขอด้วยเฮือกสุดท้ายของจิติญญา
"ย่อมได้!ในเมื่อโลกนี้มันไร้ซึ่งความยุติธรรม ข้าจะสอนให้พวกมันรู้จักเองว่า 'อำนาจที่แท้จริง' มันเป็เช่นไร... กายของเ้าข้าขอยืมใช้งาน!"
ในโลกแห่งความเป็จริง ร่างที่สลบไสลไปแล้วของกล้ากลับกระตุกสั่นอย่างรุนแรงเส้นเืตามลำคอปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัวาแที่เคยไหลนองเริ่มหยุดนิ่งราวกับมีพลังบางอย่างมาสมานไว้สิงห์และลูกน้องที่กำลังจะเดินจากไปต้องชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงกระดูกลั่นดัง กร๊อบ!
พวกเขาหันกลับมามองแล้วต้องผงะเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่ควรจะขาดใจตายไปแล้ว กำลังยันกายลุกขึ้นยืนช้า ๆท่วงท่าของเขามั่นคง สง่างาม และน่าเกรงขามอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
กล้า (จะเด็ด)สะบัดหยดน้ำฝนออกจากใบหน้า แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความจนกลับกลายเป็ดวงตาที่คมปลาบดุจดาบที่เพิ่งออกจากฝักเขาจ้องเขม็งไปที่สิงห์ด้วยสายตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น
"ที่นี่...คือมณฑลใด?" กล้าเอ่ยขึ้นเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจสะกดใจคนฟัง
"มึง...มึงยังลุกขึ้นมาได้อีกเหรอวะ?" สิงห์เริ่มใจคอไม่ดีเมื่อสบเข้ากับดวงตานั้น"พูดบ้าอะไรของมึงไอ้กล้า! เฮ้ย! เข้าไปสั่งสอนมันอีกรอบดิ้!"
ลูกน้องสองคนควงไม้หน้าสามพุ่งเข้าใส่จากซ้ายและขวาจะเด็ดในร่างกล้าเพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากอย่างเยือกเย็น เขาขยับกายเพียงนิดตามหลัก'ชัยภูมิแปดทิศ' เพื่อหาจุดบอดของศัตรู
ในพริบตาเดียวที่ไม้จะถึงตัวจะเด็ดสืบเท้าสวนเข้าไปในระยะประชิดเขาใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของคนแรกอย่างแม่นยำจนอีกฝ่ายตาค้างล้มลงไปนอนชักเกร็งกับพื้น ก่อนจะหมุนตัวกลับด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองแทบไม่ทันเขาปลด 'เข็มขัดผ้า' ออกจากเอวแล้วสะบัดออกไปเสียงผ้ากระทบอากาศดัง 'ขวับ!'รุนแรงดุจเสียงดาบตัดอากาศ
เข็มขัดผ้าถูกพันเกี่ยวเข้าที่ลำคอของนักเลงคนที่สองก่อนที่จะเด็ดจะออกแรงเหวี่ยงร่างั์นั้นให้ลอยไปกระแทกกับกองขยะจนสลบเหมือดไปอีกคน
สิงห์ยืนตัวสั่นพั่บ ๆเขาควักมีดพับออกมาด้วยความลนลาน "มึง... มึงไม่ใช่ไอ้กล้า!มึงเป็ตัวอะไรกันแน่!"
จะเด็ดเดินเข้าหาช้า ๆแต่ละก้าวที่เหยียบลงบนน้ำขังดูหนักแน่นจนสิงห์รู้สึกเหมือนแผ่นดินกำลังะเื "ข้าคือใครมิจำเป็ต้องรู้... รู้เพียงแค่ว่า ต่อจากนี้ไปแผ่นดินที่ข้าเหยียบยืนอยู่ จะไม่มีสวะเช่นเ้ามารังแกผู้ใดได้อีก!"