วินาทีต่อมาไฉ่หงหนีออกมาจากตรงนั้นได้ก็วิ่งไปไม่รู้ทิศทาง ต้นหญ้าปลิวไปตามลมแรงในคืนนี้เสียงดังเป็พิเศษเหมือนธรรมชาติจะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น แสงจันทร์สว่างแต่ความมืดน่ากลัวยิ่งนัก
บรรยากาศชวนใจคนตกหล่นหมอกขาวหนาจนมองไม่เห็นสิ่งใด ปลายหญ้าเหมือนภาพฝันทุกวินาทีช่างเชื่องช้า ไฉ่หงวิ่งไปเรื่อยๆ เหมือนเห็นภาพเท้าของตัวเองวิ่งย่ำอยู่กับที่เสียงเท้าที่ย่ำลงบนกอหญ้าเสียงดังมากในความรู้สึกของนาง นางอยากให้มันสงบเงียบกว่านี้เพื่อนางจะได้ซ่อนตัวได้แต่เป็ไปมิได้มันดังอยู่แบบนี้และดังก้องอยู่ในหูของนาง
“แกร๊บๆๆๆๆ”
ภาพนั้นวนไม่รู้จบในชีวิตของไฉ่หงไม่เคยมีภาพหลอนเช่นนี้มาก่อน คิดอะไรไม่ออกไม่รู้จะทำอย่างไรความกลัวของนางเริ่มมากขึ้นและทำให้นางมือไม้สั่นกว่าเก่า
ตอนแรกนางแค่ใไม่มากพอนางถูกเ้าสิ่งนั้นลากมานางก็เริ่มวิตกขึ้น ตอนนี้นางจะสติแตกอยู่แล้วน้ำตาเริ่มเอ่อขอบตาในใจคิดถึงแต่ท่านพ่อ…
“ทำไมกัน? ข้าไม่กลัวมันนี่…ทำไมตอนนี้ข้าหวั่นไหว” นางสับสนในใจตัวเอง
“นี่ข้ากลัวขนาดนี้ได้อย่างไร…?” ข้าเหมือนเด็กน้อยหลงทางในความมืดอีกไม่นานข้าคงจะไม่เหลือความกล้าหาญที่มี…
วิ่งไปได้สักพักกลับชนเข้ากับร่างใครสักคนในความมืด ทันทีที่เห็นใบหน้านั้น
“ลู่หลิน!” นางเปล่งเสียงดังเรียกและนางสวมกอดลู่หลินในทันที น้ำตาคลอเบ้าตามากขึ้น
“เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม?” ลู่หลินถามด้วยความเป็ห่วงสองมือประคองแก้มมองตานางแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงอันเบา
“ไม่เป็ไรแน่นะ?” นางกอดเอวเขาไว้แน่น ลู่หลินมองนางด้วยสายตาหวาดหวั่น
“สายลมเรียกเ้ามา…ข้ารอสิ่งใด…อย่าถามไถ่…เหมันต์พัดรักมา…เ้าอยู่ที่ใจ……” เพลงที่ข้าคุ้นเคยดังขึ้นอีกแล้ว…
“ข้า..ข้าไม่เป็ไร” ไฉ่หงจับแขนเขาไว้ไม่ปล่อย เขาเห็นนางจะร้องไห้เขาเลยกอดไฉ่หงลูบหัวแล้วปลอบโยน
“ไม่เป็ไรแล้วๆ เรากลับกันเถอะ” ไฉ่หงไม่เข้าใจทำไมเจอหน้าลู่หลินนางถึงอยากจะร้องไห้ออกมา นางรู้สึกว่าคิดถึงเขาทั้งที่พึ่งจากมาเมื่อสักครู่นี้เองหรือนางจะหมดที่พึ่งเลยเห็นเขาเป็ที่พึ่งสุดท้าย
ไฉ่หงเดินตามลู่หลินกลับจวนมือก็จับชายเสื้อของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย นางเริ่มรู้สึกว่าถ้านางตาย….จะไม่ได้เจอลู่หลินอีกในใจก็คิดเื่ที่ทิ้งหลิวเทาไว้ เขาช่วยนางไว้ไม่รู้เขาจะเอาตัวรอดได้อย่างที่เคยเป็หรือไม่แต่ก็คิดว่าหลิวเทาเป็ทหารน่าจะมีลูกน้องตามเพิ่มมาด้วย เขาน่าจะหนีไปได้ทันอยากจะชวนลู่หลินออกไปช่วยหลิวเทาด้วยแต่นางเหลือบเห็นมือของลู่หลินเืยังไม่หยุดไหลดี นางจึงคิดว่ายังไม่ต้องบอกเขาจะดีกว่าและนางยังไม่อยากพูดเื่ราวมากไปกว่านี้ อยากออกจากป่าหญ้าดำนี่ไปเสียให้พ้นๆ ก่อน ถึงแม้นางจะกล้าหาญเพียงไหนแต่ขอตั้งหลักก่อนแล้วกัน
เมืองจงหนานหลิวเทานั่งบนเตียงตัวเต็มไปด้วยผ้าพันแผล โดยเฉพาะที่ไหล่ที่หลังมือก็มีรอยข่วนยาวหมอยากำลังผูกผ้าพันแผลรอยสุดท้ายก่อนจะเก็บยาลงกล่อง เจียงเจียงสาวรับใช้ไฉ่หงเก็บเอาผ้าเปื้อนเืไปทิ้ง
“นายท่านนายกองหลิวเทาไม่เป็ไรแล้ว ข้าทำแผลให้แล้วอีกไม่นานก็หายดีไม่มีพิษใดๆ” หมอยาพูดพลางเก็บของลงกล่องไปพลาง
“ข้าจะจัดยาให้ ท่านสั่งให้บ่าวไพร่ต้มให้ท่านกินเช้าเย็นก็จะทุเลาลงนะ”
“ถ้าไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอลา” พูดจบหมอยาก็เดินออกไป
“ขอบใจท่านหมอ” หลิวเทากล่าวตามหลังหมอยา หยูเฟยมองหลิวเทาแล้วเอ่ยถาม
“เ้าได้พบไฉ่หงหรือไม่” หยูเฟยรีบถามไม่รอช้า
“ข้าเจอนางในป่าหญ้าดำคืนนั้น ข้าพบกับสิ่งประหลาดทำร้ายนางอยู่สภาพข้าเลยเป็เช่นนี้แต่ท่านไม่ต้องเป็ห่วงนางหนีไปได้นางไม่ได้าเ็ เท่าที่ข้าเห็นนางยังสบายดี”
“เ้าแน่ใจนะแต่ข้ายังไม่วางใจ ข้าจะทำอย่างไรดี?” หยูเฟยกล่าวด้วยความกังวลใจ
“ข้าคิดว่านางน่าจะมีที่พัก ดูจากสภาพนางไม่ได้อิดโรยโหยหิวหรือสกปรกใดๆ แม้ว่าคืนนั้นจะมืดแต่ข้าเห็นนางก็ดูปกติดี เพียงแต่เ้าสิ่งนั้นข้าไม่สามารถฆ่ามันได้” หลิวเทาก้มโค้งตัวทั้งที่นั่งอยู่สำลักน้ำลายตัวเองเพราะพยายามแจกแจงถึงรายละเอียดให้เร็วกลัวว่าหยูเฟยจะคิดมากและเสียใจ
“เ้าพักผ่อนเถอะ ข้ารู้ที่ป่านั่นมันไม่มีอะไรนอกจากสิ่งนั้น ข้ารู้นางเอาตัวรอดได้แต่ข้าก็ยังห่วงอยู่ดี เอาเถอะถ้าเ้าหายดีข้าจะให้เ้าออกแรงไปตามหานางอีกครั้ง” หยูเฟยสีหน้าเคร่งเครียด
“ขอรับ”หลิวเทารับคำและล้มตัวลงนอน เขารู้สึกง่วงและหมดแรงมากที่รีบหนีรีบเดินทางกลับมารายงาน รีบไปหมดทุกสิ่งั้แ่ออกเดินทางไปจนกลับมา
“ข้าไม่อาจจะคิดสิ่งใดได้ในยามนี้อีกต่อไปแล้ว” ตอนนี้เขาจะได้หลับพักสักที
“เ้าไปเอานกส่งข่าวมาให้ข้าพรุ่งนี้เช้า” หยูเฟยออก เสียงสั่งบ่าวรับใช้ในเรือน
“อ๋อ…แล้วก็บอกพ่อบ้านให้ไปทำศพให้ทหารที่ตายไปสิบคนนั่นด้วย ไม่มีร่างก็ส่งคนไปดูแลครอบครัวพวกเขาด้วย” หยูเฟยกำชับ
“ขอรับนายท่าน” บ่าวชายผู้หนึ่งรับคำสั่ง
เมืองชิงหนงไฉ่หงเดินตามหลังลู่หลินผ่านเรือนใหญ่ในจวนเ้าเมืองอยู่ๆ ลู่หลินก็หยุดเดินทำให้ไฉ่หงไม่ทันมองหน้าผากของนางชนเข้ากับหลังเขาทันที
“โอ๊ย..หยุดเดินทำไมไม่บอกข้าก่อนเล่า” ไฉ่หงตัดพ้อสายตาของลู่หลินมองคนผู้หนึ่งอยู่ เขาคือหมอยา
“มาทำอะไร? ที่นี่กันนะ” ลู่หลินพูดเบาๆ เดินย่องเข้าไปที่ข้างเรือน ไฉ่หงย่องตามไปดูอย่างเงียบๆ
“หมอยามารักษาใครกัน” ไฉ่หงนึกในใจ
ภาพเบื้องหน้าคือหมอยากำลังทายาที่หลังมือของเ้าเมืองจางหย่ง ลู่หลินกับไฉ่หงมองตากันเป็เชิงเข้าใจ
บัดนี้…
“ในใจของเราทั้งสองคิดเหมือนกันหรือไม่?” หลิ่วตาเป็เชิงถามต่อกัน ภายในห้องส่วนตัวของลู่หลินไฉ่หงกำลังทายาที่หลังมือให้ลู่หลินอย่างเบามือ
“เ้าไม่แสบใช่ไหม” ไฉ่หงถามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไร” ลู่หลินมองหน้านาง
“เ้าหนีมาได้อย่างไร?” เขาถามไฉ่หง
“ข้าคิดว่าถ้าเ้าไม่ตายก็คงแขนขาด” ลู่หลินหยอกนาง
“ข้าเกือบจะแย่โชคดีที่หลิวเทามาช่วยไว้ได้ทัน” นางลืมตัวรีบเล่าออกไปอย่างตื่นเต้นทั้งที่ยังไม่อยากเล่า
“เอาไว้ข้าจะเล่าให้ฟังนะข้าเหนื่อยมากเลยขอข้าไปนอนก่อนได้ไหม” นางหลบตาเขาไปเสี้ยวหนึ่งก่อนจะทำทีหาวว่าง่วงนอนลู่หลินสงสัยใครกันคือหลิวเทา
“เ้าอยู่กับข้ามีแต่เื่ ก่อนหน้าที่เ้าจะมา…” ลู่หลินกลืนน้ำลาย เขารู้ตัวว่าเริ่มพูดจาไม่ดีจึงหยุดพูดไว้แบบนั้น
“ไม่มีเ้าข้าสบายดี เ้าอยากไปก็ไปเถอะ” เขาพูดตัดความ…พลางล้มตัวลงนอน
“พูดแค่นี้คิดว่าข้าจะโกรธเหรอผู้ชายอะไรเปลี่ยนอารมณ์ไวมาก นี่ถ้าไม่เห็นว่าาเ็ไม่มาทำแผลให้หรอก” ไฉ่หงคิดในใจ
“แบร่ๆ” นางเดินออกจากห้องพร้อมแลบลิ้นใส่น้อยๆ แล้วปรายตายิ้มให้
นางเดินกลับไปที่ห้องได้แต่ครุ่นคิดว่าสิ่งนั้นมันตัวอะไรกันแน่ ทำไมดูเหมือนเกรงกลัวแสงสะท้อนจากสร้อยของนางในความมืดนั้น เหมือนนางจะได้ยินลู่หลินเรียกนางว่า
“หงหง” เสียงนั้นทำไมคุ้นหูจังนางคิดว่านางโชคดีที่พลังที่นางมีพอจะช่วยชีวิตตัวเองได้บ้าง ตอนนี้นางก็เผลอเอามือจับสร้อยดาวที่คอ ทั้งยังคิดถึง เสียงที่ลู่หลินเรียกนาง
“หงหง!!”
“ทำไมคุ้นเคยยิ่งนัก”
นางใช้นิ้วถูเหรียญรูปดาวที่ห้อยคอไปมาอยู่ๆ กลับมีแสงเรืองหลากสีออกมาเล็กน้อย นางไม่เคยได้สังเกตดูแสงของมันเลย ทำให้นางแปลกใจว่ามันสวยมากกว่าเดิมที่เคยห้อยคออยู่ประจำทุกวันก็ไม่เคยเห็นแสงหลากสีออกมาแบบนี้ แต่เคยเห็นแสงขาวบ้างบางครั้งคราว
ทั้งไฉ่หงและลู่หลินต่างคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นและสงสัยเ้าเมืองที่มีาแแต่ก็ไม่อยากคิดมากไป ตอนนี้ทั้งคู่เหนื่อยและไม่อาจฝืนร่างกายทนทานได้อีกต่อไป จะต้องหลับพักเอาแรงคืนนี้จึงทำได้แค่ครุ่นคิดไปต่างๆ นาๆ ที่เรือนใหญ่จางหย่งเดินไปใกล้แสงตะเกียงแล้วยกถุงหอมรูปดาวที่พ่อบ้านฉางเก็บมาจากป่าในคืนที่มีผู้บุกรุกมาดู มองเห็นรูปดาวที่ปักลายไว้บนถุงจางหย่งหลิ่วตามองครุ่นคิด