ตกกลางคืน เมื่อทุกคนทานกันอิ่มแล้วจึงแยกย้ายกลับไปพักผ่อน คาดว่าคืนนี้คงนอนหลับสนิทกันหมด เพราะว่า่หลัง อาจารย์อย่างนางย่างให้ทุกคนได้กินกันด้วยตนเอง
ขณะนั้น หนานกงอี้เอ๋อร์ยังไม่เข้านอน นางกำลังยืนพิงหน้าต่างคิดถึงเื่อื่น ขั้นแรกคือพังกำแพงสำเร็จแล้ว ขั้นที่สองต้องเริ่มหาเส้นทางออกจากจวน จากการออกแบบเรือนเล็กกลางป่าไผ่นี้ หากนางเดาไม่ผิด เพียงแค่เดินไปตามรอบนอกกำแพงก็สามารถออกจากจวนได้แล้ว เพียงแต่ว่าไม่สามารถออกไปได้ในตอนกลางวัน เมื่อมองดูยามกลางคืน หนานกงอี้เอ๋อร์ก็เผยรอยยิ้มลึกลับออกมา
ดึกดื่นเที่ยงคืน มีเงาของร่างผอมบางออกมาจากกำแพงของเรือนเล็กกลางป่าไผ่ เดินเลียบไปตามแนวกำแพงด้านนอก คาดไม่ถึงว่าจะไม่เจอคนที่คอยเดินตรวจตราเลยสักคน ผ่านไปสองเค่อ ในที่สุดหนานกงอี้เอ๋อร์ก็หาทางออกเจอ นางมองเห็นร้านค้าและบ้านเรือนแบบสมัยโบราณเรียงกันเป็แนวยาวไม่ไกลจากตรงนี้ หนานกงอี้เอ๋อร์แอบอยู่ในป่าไผ่ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะเดินเลาะทางเดินกลับไป
ในยามเช้าตรู่ หลังจากที่เสี่ยวตงเตรียมของสำหรับล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้ว นางก็เข้ามาปลุกหนานกงอี้เอ๋อร์ เมื่อเข้ามาก็พบว่าคุณหนูของนางยังคงหลับอยู่ ในใจคิดว่า ‘เป็เพราะเมื่อคืนวานอยู่กันจนดึกมาก ปล่อยให้คุณหนูนอนต่อไปดีกว่า’ เสี่ยวตงที่ยังคงง่วงอยู่เล็กน้อยได้เผลอฟุบหลับอยู่กับโต๊ะไปโดยไม่รู้ตัว
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามหนานกงอี้เอ๋อร์ถึงตื่นจากนิทรา เสี่ยวตงเองก็ถูกปลุกขึ้นตื่นด้วยเสียงขยับกายลุกของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนลุกขึ้นมาแล้ว เสี่ยวตงจึงรีบวิ่งไปช่วยนางเปลี่ยนเสื้อผ้า
หนานกงอี้เอ๋อร์ไม่คุ้นที่จะให้คนอื่นมาคอยปรนนิบัติรับใช้อะไรเช่นนี้ เพียงแต่การสวมชุดโบราณค่อนข้างยุ่งยาก จึงยอมให้เสี่ยวตงเข้ามาช่วย ส่วนอย่างอื่นไม่ต้องให้นางมาคอยปรนนิบัติ ดังเช่นตอนนี้ นางสั่งให้เสี่ยวตงไปจัดการงานของตน ส่วนเื่ล้างหน้าบ้วนปากพวกนี้นางทำเองได้
เพราะเมื่อคืนมัวแต่กังวลเื่สำรวจเส้นทางออกจากจวนกลางดึก ก่อนเข้านอนเลยเช็ดหน้าแค่ลวกๆ วันนี้อารมณ์ดี แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยตุ่มแต่ก็ยังต้องล้างหน้าให้สะอาด เมื่อคิดแล้ว ก็บิดผ้าขนหนูแล้วเริ่มจัดการเช็ดใบหน้าที่หน้ากระจก
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยสังเกตใบหน้านี้อย่างละเอียดเลย พอวันนี้ลองมองดีๆ จากในกระจก จึงพบว่าเครื่องหน้าของใบหน้านี้ดูดีทีเดียว ‘คิ้วโก่งดั่งวงพระจันทร์ ั์ตาสีดำเป็ประกาย ริมฝีปากแดงดูอวบอิ่ม แนวฟันขาวสะอาด’ น่าเสียดายที่ผิวหน้ามีตุ่มเล็กตุ่มน้อยขึ้นเต็มไปหมด
เก็บสีหน้าที่ดูผิดหวังไป จากนั้นหนานกงอี้เอ๋อร์จึงเริ่มเช็ดหน้าจากทางด้านขวาก่อน แล้วจึงเหน็บผมขึ้นเพื่อเช็ดทางด้านซ้ายต่อ แต่ทันใดนั้นหนานกงอี้เอ๋อร์ก็ได้หยุดการกระทำลง เนื่องจากใบหน้าด้านซ้ายในกระจกเผยให้เห็นถึงผิวส่วนหนึ่งที่เกลี้ยงเกลาใสสว่าง ตรงข้ามกับใบหน้าส่วนที่เหลือที่เต็มไปด้วยตุ่ม หนานกงอี้เอ๋อร์ก็ใตนเองเช่นกัน รีบตั้งสติ นำผมลงมาอีกครั้งเพื่อบดบังส่วนนั้นไว้
นึกย้อนกลับไปถึงเมื่อวาน นางอยู่แต่ในเรือนเล็กกลางป่าไผ่ ที่เดียวที่ไปคือนอกจวน แต่ตอนที่นางออกไปนั้นไม่มีสิ่งใดเฉียดเข้ามาโดนใบหน้าเลยสักนิด! ตอนที่กลับมานางก็ตรงเข้านอนเลย
ในขณะที่หนานกงอี้เอ๋อร์กำลังนึกว่ามีสิ่งใดบ้างที่เข้ามาััโดนใบหน้านี้ ฉับพลันก็มีบางสิ่งแวบเข้ามาในความคิด เมื่อวานนี้นางดูเหมือนจะไม่ระวัง ทำให้น้ำส้มสายชูกระเด็นโดนผิวหน้าไปหลายหยดเลยทีเดียว เมื่อคิดถึงน้ำส้มสายชูที่ถูกซ่อนและปิดผนึกไว้ไหนั้น อันที่จริงแล้ว เมื่อมีการทำอาหาร เสี่ยวตงหรือแม่นมควรจะเตรียมมันไว้ข้างนอกบ้าง แต่ว่าเมื่อคืนนี้นางไม่เห็นแม้แต่ภาชนะที่ใส่น้ำส้มสายชูไว้เลย
คำอธิบายที่ดีที่สุดคือ พวกนางไม่เคยใส่น้ำส้มสายชูในการทำอาหารมาก่อน หรือความเป็ไปได้อีกอย่างนั้นก็คือ เพื่อไม่ให้คุณหนูเจ็ดคนนี้เข้าไปเจอ ถ้าหากนางเดาไม่ผิด เหตุผลที่แท้จริงที่กันนางออกจากน้ำส้มสายชูไหนั้น ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าอันเต็มไปด้วยตุ่มนี้เผยความลับออกมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง และตอนนี้นางก็พอจะรู้ตัวผู้ที่อยู่เื้ัแล้ว เป็แม่นม คนที่นางเชื่อใจมากที่สุดนั่นเอง
เหตุที่นางมั่นใจขนาดนี้ เพราะถ้านางจำไม่ผิด ตอนอายุสี่ขวบที่นางไม่สบาย วันถัดมาเมื่อตื่นขึ้นมาใบหน้าก็เต็มไปด้วยตุ่มแล้ว และคืนนั้นก็มีแต่แม่นมคนเดียวเท่านั้นที่คอยดูแลนางทั้งคืน นี่คือจุดที่น่าสงสัยที่สุด
ก่อนหน้านี้ไม่กล้าสงสัย เนื่องจากหนานกงอี้เอ๋อร์ตัวจริงได้ยอมรับกับเื่นี้มาสิบปีแล้ว ดังนั้นความทรงจำที่ปรากฏแก่นางที่มาสิงร่างจึงเป็เช่นนั้น หากน้ำส้มสายชูไม่กระเด็นใส่หน้าโดยบังเอิญ บางที นางที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วยเกียรตินิยมก็คงถูกหลอกต่อไป
ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ เสี่ยวตงและแม่นมก็ได้ยกอาหารเช้าเข้ามา เมื่อทั้งสามคนนั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน เสี่ยวตงพบว่า วันนี้คุณหนูของนางดูแปลกไป ปกติเวลากินข้าวจะมีพูดคุยบ้าง แต่วันนี้กลับไม่พูดสิ่งใดเลย แม่นมราวกับจะััได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติไปเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมา
เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว เสี่ยวตงและแม่นมจึงเริ่มจัดเก็บจานชาม รอพวกนางกำลังจะออกไป หนานกงอี้เอ๋อร์จึงเอ่ยเรียกไว้ “แม่นม ท่านรอสักครู่ อี้เอ๋อร์มีเื่อยากจะถามท่าน”
หัวใจของแม่นมเต้นกระหน่ำ มีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง หนานกงอี้เอ๋อร์เดินไปปิดประตู หลังจากนั้นจึงหันกายเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ ถามเงียบๆ ว่า “แม่นม ใบหน้าที่เป็ตุ่มของข้า เกิดตอนสี่ขวบที่ข้าป่วยจริงหรือ”
แม่นมตกตะลึงเล็กน้อย จึงรวบรวมสติแล้วตอบกลับไปว่า “คุณหนูเจ็ด ใบหน้าที่เป็ตุ่มนี้เกิดในตอนนั้นจริงๆ เ้าค่ะ แม่นมในตอนนั้นรู้สึกใเป็อย่างมาก”
หนานกงอี้เอ๋อร์รู้ว่าแม่นมไม่ได้พูดความจริง จึงเอ่ยต่อไปว่า “เมื่อคืนนี้ข้าทานเซาเข่า อยากจะทำน้ำจิ้มจากน้ำส้มสายชู จึงเข้าไปหาในครัว ไม่คิดว่าแม้แต่ภาชนะที่ใส่น้ำส้มสายชูก็ไม่มี ต่อมาข้าเจออะไรบางอย่าง ท่านลองเดาดูสิ”
หนานกงอี้เอ๋อร์จงใจหยุดพูด เห็นว่าแม่นมตื่นตระหนกจนตัวสั่นเทา และดวงตาที่ดูประหลาดใจนี้ล้วนตกอยู่ในสายตาของอ้ายอี้เอ๋อร์ จึงเอ่ยไปว่า “เพราะไม่ระวัง น้ำส้มสายชูกระเด็นเข้ามาโดนใบหน้าของข้า หลังจากนั้นจึงเป็เช่นนี้” กล่าวจบก็เหน็บผมที่ปิดบังใบหน้าด้านซ้ายอยู่ขึ้นมาเพื่อให้แม่นมได้ดู
แม่นมใจนก้าวถอยหลัง ในใจคิดว่า ‘หรือว่านี่จะเป็ลิขิตของฟ้า ดูจากสถานการณ์ในวันนี้ ถ้าคิดจะปิดบังต่อไปก็คงปิดไม่อยู่แล้ว’ ทันใดนั้นเอง ก็เห็นแม่นมคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกล่าวว่า “คุณหนูเจ็ด บ่าวขออภัยเ้าค่ะ เป็แม่นมที่หลอกลวงท่าน เป็แม่นมที่ซ่อนใบหน้าแท้จริงของท่านด้วยตนเอง ท่านจะตีหรือจะด่าแม่นมก็ยอมเ้าค่ะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์ใกับการกระทำของแม่นมมาก รีบตรงเข้าไปดึงแม่นมขึ้นมาพร้อมกล่าวว่า “แม่นม ถึงแม้อี้เอ๋อร์จะโกรธท่านที่หลอกข้ามาหลายปี แต่ไม่ได้จะต่อว่าท่าน เพียงแต่้ารู้ว่าเหตุใดแม่นมจึงต้องทำเช่นนี้”
เมื่อดึงแม่นมให้ขึ้นมานั่งด้วยกันบนเก้าอี้ แม่นมก็เริ่มเล่าให้ฟังั้แ่ต้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/59dde8270fb69cad137491bc0e18e922