เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ สี่สิบแปด

     

    บทที่ สี่สิบแปด

     

    สายลมปลายฤดูร้อนพลิ้วพัดแผ่วบางเบาลอดผ่านหน้าต่างบานกว้างของตำหนักฟู่ตงเข้ามากระทบม่านแพรโปร่งเบาบางแสงตะวันลอดผ่านแมกไม้เหนือชายคา ละอองแสงตกต้องสาดทอสีอุ่นอ่อนทั่วห้องกลางตำหนักอากาศในวันนี้ไม่ได้ร้อนระอุจนชวนให้เหน็ดเหนื่อยกลับอบอวลด้วยกลิ่นเหมยอ่อนที่อบแห้งวางไว้ตามมุมห้อง

    ที่กลางห้องบรรยากาศสงบหลิวชิงเซียงในอาภรณ์สีอ่อนปักลายเมฆาเส้นไหมสีทองนั่งอยู่บนเบาะปักลายผกาบนผืนผ้ากลุ่มผมถูกรวบขึ้นเป็นมวยหลวมประดับด้วยปิ่น เครื่องหน้าของนางแม้ไม่แต่งเติมนักแต่ผิวขาวละมุนนางก้มหน้าใช้เข็มกลัดเส้นไหมลงบนผ้าพื้นขาวตรงหน้าด้วยความตั้งใจท่ามกลางความเงียบสงบ มีเพียงเสียงเข็มทิ่มผ่านผืนผ้าอย่างเนิบช้าเป็นจังหวะไม่ต่างจากลมหายใจของนาง

    ด้านข้างของนางมีอิงหลานนั่งอยู่นางกำนัลคนสนิทผู้หน้านวลกระจ่างแฝงรอยยิ้มแผ่วอย่างภูมิใจอิงหลานใช้มือลูบผ้าปักตรงหน้าพลางปรายตามองนายหญิงของตนด้วยความเอ็นดู

    “พระสนมเพคะ เส้นไหมเส้นนั้นต้องแนบชิดกันอีกนิดไม่เช่นนั้นเหมยจะดูแข็งเกินไป” อิงหลานว่าพลางเอื้อมมือบางมาจับหลังมือของหลิวชิงเซียงเบาๆพลางชี้จุดที่ต้องแก้ไข

    หลิวชิงเซียงเหลือบตามองตามคำแนะนำแล้วพยักหน้าน้อยๆ“ไม่เคยเรียนงานเรือนวันนี้กลับต้องมาจับเข็มความต่างราวฟ้ากับเหวจริงๆ” นางว่าเสียงเรียบเปรียบเทียบฝีเข็มตัวเองกับของนางกำนัลริมฝีปากคลี่บางเฉียบคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม

    อิงหลานหัวเราะเบาๆ“อย่างไรก็ยังดีกว่าไม่เคยแตะต้องเลยเพคะอีกไม่นานฝีมือของนายหญิงต้องดีกว่าหม่อมฉันแน่ๆ”

    “ข้าไม่กล้าคิดจะแข่งกับใครหรอก” หลิวชิงเซียงเอ่ยตอบสายตายังคงจ้องไปยังเข็มที่แทงลงไปบนผืนผ้า

    “แต่วันนี้หลี่ผินยอมลงมือปักผ้าเองหม่อมฉันดีใจยิ่งนัก นี่มิใช่เพราะอยากเตรียมไว้ให้ฝ่าบาทหรอกหรือเพคะ?” เสียงอิงหลานเอ่ยอย่างมีเลศนัยแผ่วเบา

    นิ้วเรียวของหลิวชิงเซียงชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะเคลื่อนไหวต่อโดยไม่มีคำตอบใดๆ หลายอึดใจต่อมานางจึงเอ่ยแผ่วเบา “บางครั้งคนที่อยากพูดด้วยน้อยที่สุดกลับเป็นคนที่เราต้องใช้ความเพียรที่สุดกว่าจะได้พูดคุย..” นับตั้งแต่วันที่เขาจับได้ว่านางหนีออกจากวังหลวงเป็นเวลาสองวันสองคืนแล้วที่ไม่ได้พบหน้านางคาดว่าตั้งแต่คืนนั้นบุรุษคนนั้นต้องมาเค้นความจริงจากนางต่อแน่ๆ แต่ก็ไม่..เขาไม่แวะมาที่ตำหนักฟู่ตงแม้ครึ่งก้าวไม่เรียกนางไปรับใช้ที่ห้องทรงงาน แล้วแบบนี้นางจะสืบอย่างไรว่าเขาเป็นเทียนหลงฮ่องเต้ตัวจริงไหม?ระหว่างนี้นางจึงหางานอดิเรกใหม่ไว้เป็นเรื่องเอาใจเขาเพื่อเขาจะได้ลืมเค้นหาความจริงจากนาง ปล่อยให้นางสืบเรื่องเขาแทน

    “เช่นนั้นนายหญิงถึงจะหาเรื่องคุยโดยใช้ผ้าปักหรือเพคะ?” อิงหลานหัวเราะเบาๆขณะโน้มตัวเก็บเส้นไหมลงในหีบตรงหน้า นางกำนัลที่ไม่รู้ความจริงจึงคิดไปต่างๆนานาว่าเป็นเพราะสนมคนหนึ่งหาเรื่องเอาใจฮ่องเต้ให้เป็นที่โปรดปราน “อืม.. เห็นทีหม่อมฉันคงต้องเลือกผืนผ้าลายสวยไว้ให้พระสนมอีกหลายชิ้นเสียแล้ว”

    “แค่ผืนเดียวข้าก็ปักแทบไม่รอดเจ้าอย่าทำให้ข้าหมดกำลังใจไปมากกว่านี้เถิด” หลิวชิงเซียงเอ่ยพลางถอนใจแต่มุมปากกลับคล้ายจะยิ้มอย่างเวทนาตัวเองยามก้มมองลายผ้าที่ตัวเองปัก

    ยังไม่ทันที่สองนายบ่าวจะได้พูดต่อเสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังจากนอกห้อง บานประตูไม้ถูกเลื่อนเปิดออกด้วยมือเรียวของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง

    ฟ่านหรูในชุดสีหมอกเดินเข้ามากิริยาแช่มช้าแฝงความร่าเริงในจังหวะย่างเท้า ใบหน้านางมีเหงื่อจางๆเกาะบนหน้าผากราวกลับจากเร่งรีบ สีหน้าเปื้อนรอยยิ้มนางกำนัลคนสนิทอีกคนของหลี่ผินผู้นี้เดินเข้ามาแล้วทรุดกายลงทำความเคารพอย่างนุ่มนวล“ถวายบังคมหลี่ผินเพคะ” เสียงนางแผ่วเบาแต่กระจ่างชัด

    หลิวชิงเซียงวางผ้าปักลงในกระถางเข็มข้างกายอย่างเรียบร้อยแล้วเงยหน้าขึ้นรับด้วยน้ำเสียงเรียบ “กลับมาแล้วหรือไปสืบเรื่องของไท่ผินมาว่าอย่างไรบ้าง”

    ฟ่านหรูลอบสูดลมหายใจเบาๆก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ทรุดตัวลงข้างๆ ตั่งเห็นผู้เป็นนายเร่งร่อนเอาคำตอบฟ่านหรูก็รีบตอบเช่นกัน “ตามที่หม่อมฉันไปเฝ้าสังเกตและถามไถ่มาไท่ผินมีวิถีชีวิตเรียบง่ายเพคะ ส่วนมากจะอยู่แต่ในตำหนักยู่คังออกนอกตำหนักไม่บ่อยนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ออกเลย” นางหยุดเพื่อให้ผู้เป็นนายตั้งใจฟังก่อนจะกล่าวต่อ

    “ในหนึ่งสัปดาห์ไท่ผินจะเสด็จออกไปยังอุทยานหลวงราวๆ สองครั้งมักจะทุกวันที่สามและวันที่ห้าถ้าหากในวันนั้นอากาศดีเพคะ ยิ่งโดยวันที่องค์หญิงเล่อเยว่เสด็จมาเยี่ยมไท่ผินก็จะไปประทับที่ศาลาน้ำกลางสวนในช่วงบ่ายมักจะใช้เวลานั่งชมดอกไม้ที่นั่นด้วยกันยิ่งในช่วงที่ฮองไทเฮาประทับที่วังหลวงในสัปดาห์หนึ่งยังมีวันใดอีกวันหนึ่งจะไปถวายพระพรฮองไทเฮาอีกด้วย” คำรายงานจบหลิวชิงเซียงฟังจบก็พยักหน้าเบาๆแววตาทอดนิ่งราวผืนน้ำเรียบ สะท้อนความคิดบางอย่าง

    ช่วงเวลาที่ไท่ผินออกจากตำหนักก็ไม่น้อยหากต้องพบกันก็ขึ้นอยู่กับเราจะเลือกวันใดดีที่พอจะให้เกิดบทสนทนาเพื่อสานสายสัมพันธ์ขณะสายตานางทอดไกล ราวกำลังพิจารณาเงาไม้ลู่ลมที่นอกหน้าต่าง

    เสียงของฟ่านหรูก็แทรกขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทีล้อเล่น“หลี่ผิน..หม่อมฉันมีอีกเรื่องจะกราบทูลดีหรือไม่เพคะ?”

    หลิวชิงเซียงหันมองทันทีแววตาเจือรอยระแวดระวังน้อยๆ แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือความรู้จักนิสัยของคนตรงหน้า “เจ้าดูสิ ออกท่าทีเช่นนี้ข้ารู้แล้วว่าเจ้าต้องอยากเล่าอยู่แล้ว แล้วยังมาถามข้าอีกทำไมกัน? อยากเล่านักก็เล่าเถอะ” มือเรียวของนางยกขึ้นเคาะหน้าผากฟ่านหรูเบาๆหนึ่งทีอย่างเอ็นดู

    สีหน้าของฟ่านหรูยิ้มกว้างก่อนจะหัวเราะคิกคักนางกำนัลผู้นี้คล้ายบุปผาที่บานกลางฤดูถูกใจนางนักมีชีวิตชีวาไม่เคยอยู่นิ่งเฉย “เมื่อเสร็จเรื่องไท่ผินหม่อมฉันได้ยินเรื่องหนึ่งมาเพคะ เป็นข่าวจากตำหนักท้องพระโรง เรื่องที่วันนี้มีการตัดสินสรุปแล้วเพคะ”

    “หืม เรื่องอะไร?” หลิวชิงเซียงหันกลับมามองเต็มสายตาเสียงเรียบนิ่งถามออกมา

    ฟ่านหรูเบิกตากว้างน้อยๆราวกับแปลกใจ “ลืมแล้วหรือเพคะเรื่องที่ฝ่าบาททรงตรัสว่าจะเปลี่ยนกฎตำหนักในน่ะเพคะ”

    พริบตานั้นใบหน้าของหลิวชิงเซียงชะงักเล็กน้อยก่อนดวงตาจะหลุบต่ำ ริมฝีปากคล้ายจะแย้มยิ้มแต่แฝงด้วยความขื่นขม นางหลุบตาต่ำนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ความคิดแทรกเข้ามาในจิตใจช่วงที่ผ่านมานางยุ่งวุ่นวายหลายเรื่องจึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท แต่ฮ่องเต้คงเปลี่ยนใจแล้วยิ่งนางพึ่งกลับมาจากการหนีออกนอกวังเพียงไม่กี่วัน เขาโกรธถึงเพียงนั้นนอกจากวันนั้นที่นางใช้เล่ห์กลเอาตัวรอด ความจริงเขาคงโมโหจนไม่อยากพบนางอีก เขาก็คงไม่คิดจะเปลี่ยนกฎเพื่อนางอีก‘ข้าคงไม่มีโอกาสจะฝึกวิชาใดได้อย่างเปิดเผยอีกแล้ว’

    แววตาของนางแฝงแววปลงตกแม้ไม่พูดออกมา แต่สีหน้าและอากัปกิริยาไม่อาจหลบซ่อนจากสายตาของฟ่านหรูได้ “หลี่ผินเพคะ หากพระสนมไม่ประสงค์หม่อมฉันจะไม่เอ่ยถึงอีกแล้วดีไหมเพคะ?” น้ำเสียงของฟ่านหรูอ่อนลงเล็กน้อย“เพียงแต่ครั้งก่อนที่ได้ยินเอ่ยถึงเรื่องนี้ดูท่าทางพระสนมจะคาดหวังอยู่บ้าง..หม่อมฉันเลยจึงอย่างเล่าเท่านั้นเอง”

    หลิวชิงเซียงส่ายหน้าเบาๆ“ไม่มีสิ่งใดที่ข้าพึงใจหรือไม่พึงใจหรอกฟ่านหรูไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร ข้าก็ต้องยอมรับมันอยู่ดีหากฟ้ากำหนดให้เราต้องอยู่ใต้ผืนฟ้าเดียวกับผู้มีอำนาจก็ต้องรู้จักก้มหน้าเมื่อถึงคราวจำเป็น”

    อิงหลานที่เงียบมาตลอดพลันเอ่ยเร่งเร้า“ฟ่านหรู ไหนๆเจ้าก็จะพูดแล้วก็เล่าให้หมดเถอะ ถึงไม่ค่อยเกี่ยวกับข้า แต่ข้าก็อยากรู้แล้ว!”

    ฟ่านหรูหัวเราะเบาๆแล้วยื่นหน้ามาใกล้เพื่อนสนิทกระซิบเหมือนกำลังเปิดกล่องของขวัญสำคัญ “เรื่องนี้ได้ยินมาจากนางกำนัลประจำตำหนักท้องพระโรงเชียวนะเรื่องนี้ถือว่าเชื่อถือได้สิบส่วน!” เสียงสุดท้ายของฟ่านหรูดังขึ้นอย่างระมัดระวังแต่ไม่อาจห้ามความสนุกสนานในแววตาได้

    หลิวชิงเซียงได้ยินคำเล่าจนจบก็นิ่งไปดวงตากะพริบซ้ำๆ ราวไม่ทันตั้งตัว ใจที่เคยปลงตก คล้ายมีประกายบางอย่างจุดขึ้นช้าๆแม้จะยังไม่แน่ว่านั่นคือแสงแห่งความหวัง หรือเพียงภาพลวงตาที่วูบขึ้นในพริบตาเดียว

    ณท้องพระโรง แสงแดดยามสายของปลายฤดูร้อนกรองผ่านหน้าต่างบานสูงของท้องพระโรงราชวังในวันนี้ดูสงบนิ่งดังทุกวันทว่าภายในห้องว่าราชการใหญ่ด้านในกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศอันเคร่งขรึมและความตึงเครียดแฝงเร้น

    เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างทยอยเข้าแถวประจำตำแหน่งซ้ายขวาแบ่งตามฝ่าย ถ้อยคำทักทายยามเช้าถูกกล่าวสั้นๆ แล้วคลี่คลายไปอย่างรวดเร็วราวกับทุกคนต่างรอคอยสิ่งหนึ่งที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    เมื่อเสียงขันทีประกาศก้องสะท้อนโถงสูง“ฮ่องเต้เสด็จ..” บรรยากาศทั้งห้องเงียบสนิทลงในพริบตา

    ร่างสูงของโม่เหวินหานก้าวผ่านม่านทองประจำอย่างมั่นคงอาภรณ์มังกรสีดำลายทองสะท้อนแสงเป็นประกายราวเปลวเพลิงเมื่อขยับกายเขามิได้เร่งร้อนแต่มิได้เนิบนาบ เมื่อประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรมือเรียวทรงพิงแขนเก้าอี้ไม้หอมแกะลาย เสียงของพระองค์จึงเปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำ

    “วันนี้เราจะว่าด้วยเรื่องที่ยังค้างคาในคราวก่อน เรื่องการแก้ไขกฎตำหนักในให้มีสิทธิ์ศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ เทียบเท่าฝ่ายนอก” เสียงฮ่องเต้หนักแน่นแววตาของพระองค์กวาดมองผู้คนด้านล่างสายหนึ่งดั่งต้องการประเมินความเคลื่อนไหวเบื้องลึกในใจของผู้ใต้บังคับบัญชา

    ทันทีที่เสียงเงียบลงบุรุษวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยอาภรณ์เจ้ากรมพิธีก้าวออกมาจากแถวฝั่งขวา ก้าวเท้าช้าๆดวงตาคมลึกฉายความมั่นใจ

    เขาคือซ่งชิวเห่อขุนนางอาวุโสแห่งกรมพิธีผู้อยู่ในราชการมาสองรัชศก รู้ธรรมเนียมประเพณีจนเรียกได้ว่าทุกบททุกบรรทัดในคัมภีร์หลวงล้วนหล่อหลอมเป็นกระดูกสันหลังของเขา

    “ฝ่าบาท..หม่อมฉัน ซ่งชิวเห่อเห็นว่ากฎนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยง่ายพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยเสียงชัดเจนแต่แฝงความสงบนิ่ง “วังหลังนั้นคือหัวใจของการรักษาระเบียบหากสตรีล้วนเอาใจใส่การศึกษาวรยุทธ การเมืองหรือกลศีก ย่อมทำให้เกิดความสับสนในหน้าที่ทั้งยังอาจทำให้เกิดการชิงดีชิงเด่นเกินควรในวังหลวงได้เพคะ” เขาเว้นช่วง แล้วมองไปรอบห้องก่อนกล่าวต่อด้วยถ้อยคำที่ราวกับฟันเหล็กหั่นน้ำแข็ง “เมื่อบุปผาแข่งแสงตะวันจะไม่แผดเผาสวนหรือเพคะ?”

    น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นเรียบหากแต่หนักแน่นจนบางผู้สะดุ้ง ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะตอบโต้เสียงของบุรุษอีกผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากแถวตรงข้าม อวี๋เสวียนหย่งผู้นำกองจตุรทิศแห่งเมืองหลวงร่างสูงสง่าแม้ในชุดราชการธรรมดาไม่ใช่ชุดเกราะแววตาเด็ดขาดเสมือนยังยืนอยู่ในสนามรบเขาก้าวออกมาก่อนจะคารวะอย่างสง่างามแล้วเอ่ยขึ้น

    “หม่อมฉันขอแย้งพ่ะย่ะค่ะบุปผาที่กล้าแสงแดด หากเติบโตได้ก็ย่อมแข็งแกร่งกว่าผู้อาศัยเพียงเงาไม้” เสียงของเขาก้องไปทั่วห้องก่อให้เกิดเสียงฮือเบาๆ ทันที “สตรีในวังหลวงมิใช่มีหน้าที่ชิงความโปรดหลายนางสืบสายขุนนาง บางนางเป็นธิดาของแม่ทัพ บางนางมีภูมิหลังที่สามารถรับรู้โลกนอกวังได้ยิ่งกว่าแม้กระทั่งขุนนางขั้นสามหากจะปล่อยให้ความสามารถเหล่านี้ถูกลืมเลือนอยู่ในเงาห้องหอ มิใช่การสิ้นเปลืองอัจฉริยภาพโดยใช่เหตุหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เสียงของแม่ทัพใหญ่มีพลังดั่งหอกลั่นจากใจ กล้าแกร่งและเถรตรง

    เสียงอีกฝ่ายแทรกขึ้นทันทีหวังเย่าซินรองเจ้ากรมพระคลังยื่นหน้าออกมา กล่าวด้วยสีหน้ากังวล “แต่หากมีการศึกษาวิชายุทธ วิชากลศาสตร์ต่างๆโดยไม่ควบคุม มิอาจนำไปสู่แผนชิงอำนาจในภายหน้าได้หรือ?” เขามองตรงไปที่แม่ทัพอวี๋เสวียนหย่ง “ขุนนางฝ่ายในอาจใช้สตรีเหล่านี้เป็นทางผ่านสู่ราชการและคลื่นใต้น้ำในตำหนักในได้” คำพูดของเขาทำให้เกิดเสียงพึมพำขึ้นอีกครั้งในหมู่ขุนนางบางกลุ่ม

    ทว่าเสียงอ่อนนุ่มแต่มั่นคงของหญิงผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างกล้าหาญจ้าวหลานชิงขุนนางสตรีคนเดียวในที่ประชุมครั้งนี้ ตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นจากกรมศึกษาและเป็นผู้นำสำนักบัณฑิตหญิงหนึ่งเดียวของเมืองหลวง นางค้อมตัวแล้วกล่าวชัดเจน “การศึกษามิได้ก่อปัญหา..มีแต่ความเขลาและการตีกรอบเท่านั้นที่ก่อปัญหาเพคะหากเรากลัวเงาตนเอง ก็ไม่มีวันเดินพ้นคืนเดือนดับ”

    เสียงเงียบงันไปครู่หนึ่งสายตาหลายคู่หันไปมองจ้าวหลานชิงด้วยความประหลาดใจก่อนที่นางจะกล่าวต่อ “แม้ปัจจุบันสำนักบัณฑิตหญิงเริ่มเปิดสอนให้กับสตรีชั้นสูงแต่วิชาการสอนยังจำกัดไม่กี่แขนงเช่นเขียนพู่กัน ภาพวาด โคลงกลอน ไม่มีแม้แต่ศาสตร์วางแผน ประวัติศาสตร์ปกครองเพราะมาจากขนบที่ว่าสตรีควรอยู่เหย้าเรือน ถ้ามีการเปลี่ยนที่วังหลวงก่อนภายนอกก็ย่อมเปลี่ยนตาม”

    จากนั้นเสียงของแม่ทัพอวี๋เสวียนหย่งก็เสริมขึ้นในทันที“แต่ในกองทัพข้ามิเคยเลือกทหารจากเพศแต่เลือกจากฝีมือ ผู้ใดก้าวเข้าสมรภูมิคือผู้ทรงเกียรติหากหญิงในวังมีมันสมองและจิตใจที่แข็งแกร่ง ก็ควรเปิดโอกาสให้ใช้สิ่งนั้นรับใช้แผ่นดิน”

    ครานี้แม้ซ่งชิวเห่อยังนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งเสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มเบาลง ความคิดที่เคยต้านกลายเป็นลังเล

    โม่เหวินหานทอดพระเนตรผู้คนตรงหน้ามือเรียวเคาะเบาๆ บนพนักบัลลังก์ ท่าทีของพระองค์ยังนิ่งดั่งผืนน้ำหากในดวงตานั้นมีเพลิงกล้าลุกโชนอย่างเงียบงัน “ถ้าเช่นนั้น..” พระสุรเสียงเปล่งขึ้น “ข้าขอฟังอีกครั้งมีผู้ใดขัดข้องในหลักการนี้อีกหรือไม่? ขอเป็นคำค้านที่ไม่เกี่ยวกับถ้าสตรีนางในมีหลักวิชารู้การต่อสู้แล้วจะประสงค์ร้ายจะก่อเหตุใหญ่หลวงเรื่องนี้เป็นเรื่องของเรา หากใครคิดว่าเราคุ้มไม่ได้ก็เท่ากับหยามหน้าเราให้พิจารณาจากเหตุผลและมองผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นหลัก”

    หลังคำกล่าวนี้จบลงความเงียบครอบงำห้องโถงยิ่งกว่าเดิมไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใด “ในเมื่อไม่มีผู้คัดค้าน เช่นนั้นเราจึงตัดสินว่า..ให้เปลี่ยนกฎวังหลัง ตั้งแต่วันนี้ สตรีในวังหลังจะได้เรียนรู้ทุกศาสตร์ไม่เว้นแม้แต่ยุทธภัณฑ์หรือกลศึก ไม่เว้นแขนงใดทั้งสิ้น”

    เสียงสะท้อนคำตัดสินนั้นดังกังวานไปทั่วทั้งโถงท้องพระโรง

    “ตั้งแต่วันนี้ให้กรมวังร่วมกับกรมพิธีและกรมศึกษา เริ่มจัดร่างกฎใหม่และให้มีผลบังคับใช้ทันทีหลังประกาศ” กล่าวจบพระหัตถ์ของฮ่องเต้ยกขึ้นเบาๆ แสดงให้ขันทีเตรียมเขียนสรุปการประชุมท่ามกลางความเงียบอันปนเปด้วยแรงสั่นสะเทือนในใจของขุนนางน้อยใหญ่

    บรรยากาศภายในตำหนักฟู่ตงยังคงอบอวลอบอุ่นที่แทรกผ่านผืนม่านโปร่งบางเข้าไปจนถึงจิตใจของผู้เป็นเจ้าของตำหนักเสียงนกร้องเบาๆ ที่แว่วจากสวนด้านนอกแต่คล้ายโลกทั้งใบกำลังหยุดพักหายใจในชั่วขณะหลิวชิงเซียงนั่งนิ่งอยู่โดยริมฝีปากที่เคยแน่นเรียบคลี่ออกเพียงนิดราวจะยิ้ม ดวงตาคู่สวยทอดเหม่อผ่านม่านไปไกล

    เสียงของฟ่านหรูบอกเล่าเหตุการณ์เป็นเรื่องยาวเมื่อครู่ที่กล่าวจบยังดังก้องอยู่ในห้วงความคิด"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งแล้วว่าจะให้เปลี่ยนกฎวังหลังให้สตรีศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ ได้อย่างไม่จำกัดเพคะ"

    คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าหากแต่มันคือแสงแรกแห่งอิสรภาพ ที่ลอดเข้ามาในโลกที่เคยมีเพียงม่านบังตาเงาสว่างนั้นค่อยๆ ไล่ความเยียบเย็นออกไปทีละน้อย ในจินตภาพของนางคล้ายได้เห็นภาพท้องพระโรงที่ยิ่งใหญ่ก้องไปด้วยเสียงผู้คนโต้แย้งอารมณ์พลุ่งพล่านของขุนนางฝ่ายหนึ่งที่ยังยึดมั่นในกรอบเก่าฝ่ายตรงข้ามที่พยายามแหวกม่านประเพณีเพื่อนำพาแสงใหม่เข้าสู่วังหลัง

    นางไม่รู้แน่ว่าใครพูดอะไรอย่างแน่ชัดแต่นางเหมือนสายตาของผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน..บุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงส่งสายตาเขาแน่วแน่ยิ่งนัก ไม่ใช่ความแข็งกระด้าง แต่คือความหนักแน่น

    ‘ตั้งแต่วันนี้สตรีในวังหลังจะได้เรียนรู้ทุกศาสตร์ ไม่เว้นแม้แต่ยุทธภัณฑ์หรือกลศึก’ เสียงพัดผ่านใจของหลิวชิงเซียงจนรู้สึกจะหลุดลอยจากความจริงในขณะที่นางยังนิ่งงันอยู่ในภวังค์นั้น เสียงเรียกเบาๆ ก็ดึงความคิดนางกลับมา

    “อิงหลานเจ้าทำอะไรอยู่ตอนที่ข้าไม่อยู่?” ฟ่านหรูเอ่ยถามอย่างช่างเจรจาพลางเอนตัวไปมองบนตั่งที่อิงหลานนั่งอยู่ สีหน้าของนางฉายแววอยากรู้และรื่นเริงราวกับว่าในตำหนักนี้ไม่มีความลับใดหลบพ้นสายตาของนางได้

    อิงหลานที่กำลังม้วนเส้นไหมเข้าหลอดเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาเป็นประกายอย่างอ่อนโยนขณะยิ้มตอบ “ก็กำลังปักผ้าอยู่หลี่ผินประสงค์จะหัดปักถุงหอมจะนำไปมอบให้ฝ่าบาท” น้ำเสียงของอิงหลานเจือความสุขเล็กๆที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้

    “ถุงหอม? เพื่อมอบให้ฝ่าบาท?” ฟ่านหรูย้อนเสียงด้วยความแปลกใจดวงตากลมเบิกกว้างพลางหันขวับมาทางผู้เป็นนายที่ยังนั่งเหม่อเล็กน้อยอยู่ด้านข้าง “พระสนมเพคะ แล้วจะปักลายอะไรหรือ?” นางเอ่ยถามพร้อมโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อยน้ำเสียงเจือความสนุกอยากรู้อย่างไม่ปิดบัง

    หลิวชิงเซียงกะพริบตาหนึ่งทีก่อนจะหันหน้ามาทางฟ่านหรูอย่างตกใจน้อยๆ “ขะ..ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจเลยแค่ลองปักเฉยๆ เท่านั้น”นางตอบติดขัดเล็กน้อยสีหน้าแดงระเรื่อที่ปรากฏขึ้นคล้ายกลีบดอกท้อเมื่อถูกแดดเช้าแตะเบาๆ

    ฟ่านหรูไม่ปล่อยให้โอกาสลอยหายไปง่ายๆนางหัวเราะเบาๆ พร้อมเอนตัวข้างฝ่ามือพลางเอ่ยต่อด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์ “อะไรทำให้จู่ๆหลี่ผินของหม่อมฉันสนใจการปักผ้าหรือเพคะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจกันนะ?”

    แม้จะคำถามนี้จะเอ่ยเย้าผู้เป็นนายเล่นอยากที่ชอบทำแต่คำถามนี้ก็พาเอาความเงียบงันเข้ามาปกคลุมชั่วครู่ หลิวชิงเซียงหลุบตาลงต่ำมือนางลูบผ่านผืนผ้าในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ ราวกับเลือกคำ“ก็ข้าไม่เคยเรียนอย่างที่สตรีในเมืองหลวงเรียนกันนี่” น้ำเสียงของนางกล่าวเรียบ

    หลิวชิงเซียงไม่รู้วิชางานบ้านงานเรือนอย่างสตรีในเมืองหลวงเลยตอนนี้คิดว่าถ้ารู้ไว้สักอย่างจะได้มีเรื่องให้ชวนสนทนาอย่างเปิดเผยได้บ้างและทั้งยังเอาไว้คุยเพื่อเป็นฉากหน้ากรณีเกิดเรื่องจวนตัวอีกตัวอีกด้วยเพื่อไม่ต้องถูกเขากินเต้าหู้เวลาบุรุษผู้นั้นย่างเท้ากลับมาที่ตำหนักฟู่ตง “อีกทั้งตอนนั้นข้าเรียนแต่สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตในแดนกันดาร” คำพูดนั้นไม่ได้กล่าวด้วยความเจ็บปวดเพียงแต่เป็นการบอกเล่าความจริงเท่านั้น

    ฟ่านหรูเองกะพริบตาเล็กน้อยมือที่เคยแตะผ้าปักพลันชะงัก ส่วนอิงหลานส่งยิ้มบางเบาแล้วผายมือแตะลงบนมือของนายหญิงเบาๆ “แต่ไม่ว่าวิชาใดจากนี้พระสนมก็สามารถเลือกได้อย่างใจแล้วนะเพคะ” เสียงนั้นเป็นลมแผ่วให้ผู้เป็นนาย

    หลิวชิงเซียงเงยหน้าขึ้นนางไม่ได้คิดมากแต่ไหนแต่ไรจะปักผ้าออกมาสวยหรือไม่สวยนางว่านั้นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ฝ่าบาทลดความโปรดปรานเวลานี้ไม่รู้เขาจะยังมีโทสะต่อนางอยู่ไหม น่าจะยังมีอยู่แน่ๆไม่เช่นนั้นคงไม่หายไปสองวัน.. ‘คอยดูเถอะ กลับมาเมื่อไรข้าจะ ‘ลอกหนังหน้า’ ท่านเลยคอยดู’

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613