ในระหว่างเดินทางไปราชสำนัก ขันทีเตี้ยนจื่อ ก็สอนให้เสี่ยวเทียนใช้คำพูด แล้วการทำความเคารพอย่างย่อๆ เพื่อเวลาเจอองค์จักรพรรดิแล้ว ก็จะได้ไม่ตื่นกลัว
เสี่ยวเทียนนั่งรถม้ามาถึงวังที่ใหญ่โต ก็ได้แต่มองอย่างตื่นตะลึง ไม่เคยคิดมาก่อนว่า วังหลวงจะใหญ่โตสวยงามขนาดนี้
“ ท่านกงกง ทำไมถึงสร้างวังหลวงใหญ่โตขนาดนี้ด้วย จักรพรรดินี่ตัวใหญ่มากเลยหรือขอรับ”
“ ไม่หรอก พระองค์ก็เป็คนเหมือนกับเรานี่แหละ ส่วนวังที่สร้างไว้ใหญ่โตก็เพราะว่า พระองค์เปรียบดังเทพเซียน์ จะสร้างสถานทีอยู่เหมือนกับคนทั่วไปได้อย่างไรกันเล่า”
เสี่ยวเทียนถูกขันทีเตี้ยนจื่อ จูงมือเดินผ่าน องค์รักษ์มากมาย ระหว่างทางเสี่ยวเทียนก็ถามโน่น ถามนี ตามประสาเด็กวัย หก ขวบ ทีกำลังอยากรู้ ขันทีเตี้ยนจื่อก็อธิบายทุกอย่างไม่มีปิดบัง แล้วไม่แสดงอาการหงุดหงิดแม้แต่น้อย
“ เ้าขันทีเฒ่าผู้นี้ นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ มีพลังจิตสูงไม่เบา สมแล้วที่อยู่กับจักรพรรดิได้จนแก่เฒ่าเช่นนี้” อาจารย์ลู่เอินยังกล่าวชมขันทีเตี้ยนจื่อ แล้วทั้งสองก็มาหยุดที่ห้องๆ หนึ่ง ซึ่งเขียนตัวหนังสือไว้ว่า เป็ห้องทรงพระอักษร
“ ถวายบังคมฝ่าา กระหม่อมพา เฉินเสี่ยวเทียนมาเข้าเฝ้าแล้วพระเ้าค่ะ”
“ ไหนเงยหน้าขึ้นมาให้ข้าดูหน่อยซิ” จักรพรรดิออกคำสั่ง ในขณะที่เสี่ยวเทียนถูกขันทีจับให้คุกเข่า โก้งโค้งอยู่แบบนั้น พอจักรพรรดิบอกให้เงยหน้าขึ้นมาก็นั่งมองหน้าจักรพรรดิทันที
“ เ้าเองรึ ที่สามารถปราบ กระบี่อาญาสิทธิ์อัสนี์ได้ แล้วยังตัดขาของอู๋เลี่ยงจนขาดอีก”
“ กระหม่อมตัดขาแม่ทัพอู๋เลี่ยงจริงๆ แต่ไม่ได้ปราบกระบี่อาญาสิทธิ์ กระหม่อมถูกสายฟ้าจากกระบี่อาญาสิทธิ์เผาจนตัวดำ แถมเสื้อผ้าก็ถูกทำลายไปจนหมด แต่แม่ทัพอู๋เลี่ยงไม่ใช่เทพ จึงไม่มีพลังพอที่จะทำอะไรได้ ไม่เช่นนั้นกระหม่อมคงต้องตาย ด้วยสายฟ้าจากกระบี่อาญาสิทธิ์ไปแล้ว” เสี่ยวเทียนกล่าวตามจริง
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า จริงของเ้า ไอ้พวกนี้มันไม่ใช่เทพ เสด็จปู่ของข้าให้ กระบี่กับมันเพื่อเป็สิริมงคลกับตระกูลมัน ดันนำมาใช้ทำร้ายผู้คน ถือว่าเ้ามีความดีความชอบไม่น้อย แต่ว่าเ้าก็มีความผิดที่ฐานปกปิด เ้ามีหยกสามาากับตัว แล้วยังกล้าเก็บเอาไว้ ไม่มามอบให้กับข้า ผู้เป็จักรพรรดิ นี่เ้าคิดจะกบฎหรือ”
องค์จักรพรรดิใช้มือดึงร่างของเสี่ยวเทียนเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ร่างของเสี่ยวเทียนลอยอยู่ตรงหน้าของจักรพรรดิฟงเลี่ยนิ่ง ขยับไม่ได้
“ อาจารย์ เอาไงดี ข้าขยับไม่ได้เลย ช่วยข้าด้วยซิ”
“ ไม่ต้องห่วง จักรพรรดิผู้นี้ไม่มีเจตนาร้าย ข้าอ่านใจมันออก รอดูไปก่อนเถอะ”
จักรพรรดิ จับแขนของเสี่ยวเทียนที่ขวามือ ก็พบหยกัฟ้า ที่หน้าตาประหลาดอยู่ในแขนของเสี่ยวเทียน
“ ท่านเป็ใคร ทำไมมาสิงสู่ อยู่ในหยกัฟ้าได้” จักรพรรดิฟงเลี่ยรู้ทันทีว่ามีจิติญญาอยู่ในหยกัฟ้าในแขนของเสี่ยวเทียน
“ ไม่เลวนี่ รู้ด้วยว่าข้าอาศัยอยู่ในหยกัฟ้าแผ่นนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าข้าชื่ออะไร แต่เ้าหนูนี่ตั้งชื่อข้า ว่าลู่เอิน และบัดนี้ ข้าก็เป็อาจารย์ของเขาแล้ว” อาจารย์ลู่เอินปล่อยพลังออกมา ร่างของเสี่ยวเทียนก็หลุดจากพลังที่ยึดเอาไว้ในอากาศของ จักรพรรดิฟงเลี่ย สร้างความใให้กับ จักรพรรดิฟงเลี่ยยิ่งนัก เพราะแค่จิติญญา ยังสามารถทำลายพลังระดับเซียน์ได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้ว่าิญญาตนนี้ จะมีพลังระดับไหนกัน เพราะว่าถ้ามีพลังระดับเซียน์ลงมาเขาต้องรู้แน่ แต่นี้เขาไม่สามารถตรวจสอบได้เลย
“ ข้าจักรพรรดิฟงเลี่ย ขออภัยท่านผู้าุโ ข้ามิได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่อยากทดสอบเด็กน้อยคนนี้เท่านั้น”
“ เ้าไม่ต้องทดสอบเด็กคนนี้หรอก เพราะว่าอีกไม่นานข้าจะพาเขาไปฝึกแดนพิภพทั้งเก้าชั้น วันหนึ่งเขาโตขึ้น จะได้ช่วยพวกเ้าทั้งเก้าคนให้ผ่านพ้นภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นไว้ได้” อาจารย์ลู่เอินกล่าวจบ จักรพรรดิถึงกับใ
“ นี่ท่านผู้าุโเป็ใครกันแน่”
“ ข้าเองก็จำไม่ได้ แต่รู้ว่า เ้ากำลังฝึกตนเป็เทียนจุน แต่ว่าหากเ้ายังไม่สามารถตัดตัณหา ราคะได้ อีกไม่เกินร้อยปี เ้าได้สิ้นอายุขัยแน่”
“ เป็ความจริงรึ ท่านผู้าุโ” จักรพรรดิฟงเลี่ยเอ่ยด้วยความละอายใจ
“ เ้ากลับไปทบทวน จิตใจของเ้าเอง แล้วเ้าก็จะรู้คำตอบ” อาจารย์ลู่เอินกล่าวจบก็ไม่พูดอะไรอีก เสียงที่คุยกันนั้นมีแค่ จักรพรรดิและลู่เอินที่ได้ยินเท่านั้น
“ เฉินเสี่ยวเทียน เ้ามีความดีความชอบ ดังนั้นข้าจะให้กระบี่อาญาสิทธิ์อัสนี์ ซึ่งเป็ตัวแทนของข้าให้กับเ้า หากใครมีปัญหา หรือสร้างความวุ่นวาย เ้าเห็นสมควรฆ่า ก็จัดการด้วยกระบี่นี้ได้เลย” แล้วกระบี่อาญาสิทธิ์ก็ลอยมาอยูตรงหน้าเสี่ยวเทียน
“ขอบพระทัยฝ่าา” เสี่ยวเทียนเก็บกระบี่ไปแล้วค่อยนึกขึ้นได้เลยรีบขอบคุณจักรพรรดิทีหลัง
“ เตี้ยนจื่อ เ้านำป้ายทองคำไปให้ผู้นำตระกูลจาง ต่อไปนี้หากใครคิดร้าย ต่อตระกูลจาง โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากข้าก่อน จะต้องถูกลงโทษไม่มีละเว้น”
ขันทีเตี้ยนจื่อรีบไปดำเนินการทันที
“ เสี่ยวเทียน ต่อไปเ้าต้องเชื่อฟังอาจารย์ของเ้าให้ดี อย่าเกียจคร้าน ขยันฝึกฝนหากมีปัญหาอะไรในดินแดนพิภพแห่งนี้ เ้าก็ส่งกระแสจิต มาหาข้า ได้เลย ในโลกชั้นนี้ ข้าใหญ่ที่สุดแล้ว”
“ ขอบพระทัยฝ่าา” เสี่ยวเทียนเอ่ยขอบคุณ ไม่รู้ว่าอาจารย์ไปพูดอะไรกับจักรพรรดิฟงเลี่ย ถึงได้ทำดีกับตนเช่นนี้
พอกลับมาถึงบ้านตระกูลจาง ขันทีเตี้ยนจื่อ ก็นำราชโองการออกมาอ่าน
“ ทุกคน คุกเข่ารับราชโองการ ด้วยจางซื่อเป่า มีบุตรหลานอันประเสริฐ อย่างเฉินเสี่ยวเทียน สร้างความดีความชอบ ให้บ้านเมือง ดังนั้นจึงมอบป้ายชื่อสกุลทองคำพระราชทานให้ ไม่ให้ใครกล้าข่มแหงรังแก ได้อีก ใครฝ่าฝืนต้องได้รับโทษสถานหนัก ส่วนเฉินเสี่ยวเทียน ให้มอบกระบี่อาญาสิทธิ์ ถือเป็ตัวแทนของพระองค์ปะาได้ ก่อนกราบทูล” ทกคนได้ฟังเื่แบบนี้ก็ตาเหลือกสูงขึ้นทันที ไม่คิดว่า ตระกูลจางจะได้รับสิทธิ ความคุ้มครองจากฝ่าาขั้นสูงสุด ถึงระดับนี้ แต่ละคนถึงกับกลั้นน้ำตาความยินดีไม่อยู่ ยิ่งรู้ว่า เสี่ยวเทียนได้รับพระราชทานกระบี่อาญาสิทธิ์อีกด้วย ทำให้ ตระกูลจาง ล้วนคุกเข่าขอบพระทัย จักรพรรดิกันจนหัวแดงกันเป็แถว
“ นี่ลูกไปทำอะไรมา จักรพรรดิถึงให้ของสำคัญเช่นนี้กับลูกมาได้เนี่ย” แม่เอ่ยถาม
เพราะว่าอยากรู้จริง ๆ รวมทั้งคนอื่นๆ ที่ยืนฟังอยู่ด้วย
“ ลูกไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่รู้ว่า อาจารย์เป็คนพูดทั้งหมด” พอเทียนเอ่ยคำนี้ออกมา ทุกคนก็ไม่ถามต่อ ได้แต่ยกมือไหว้ขอบคุณ ท่านเซียนกันทุก ๆคน
แล้ววันเกิดของท่านเสนาบดีซุน ก็มาถึง เสี่ยวเทียนถูกจับแต่งตัวด้วยชุดใหม่
“ ท่านแม่ ท่านไม่ไปด้วยกันรึ” เสี่ยวเทียนชวนท่านแม่ไปด้วย
“ น้องยังเล็ก แม่ยังไม่อยากให้หลิงน้อยอยู่คนเดียว เ้าไปเถอะ ท่านตารอเ้าอยู่แล้ว” เสี่ยวเทียนออกไปขึ้นรถม้าคันใหญ่ มี ท่านตา ลุงใหญ่ ลุงห้า พี่จางชงและต้าเกิน รวมแล้วงานนี้ตระกูล จางไปกันทั้งหมด ห้าคน พอไปถึงคฤหาสน์เสนาบดีซุน ก็มีรถม้าจอดกันจนเต็มไปหมด จนต้องเดินเข้าไปในงาน จะได้ไม่เสียเวลารอรถม้าที่ติดกันแน่นไปหมด
งานวันนี้ เสนาบดีซุน ได้เชื้อเชิญบุคคลสำคัญ ใน เมืองฉางอันมาแทบจะหมดเมือง ทำให้ หน่วยอารักขา องครักษ์ของแต่ละตระกูลก็มากันมากมาย แต่ทุกคนได้ถูกกันเอาไว้ ไม่ให้เข้ามาในงานเลี้ยงภายใน โดยที่ท่านเสนาบดีซุน ได้จัดผู้คุ้มกันที่เตรียมเอาไว้ ดูแลทุกคน สองร้อยกว่าคน กลุ่มของเสี่ยวเทียนได้ถูกจัดให้นั่งแถวหน้าเลย
แต่พอทุกคนได้ที่นั่งกันอย่างดีแล้ว ท่านเสนาบดีซุนก็ปรากฏตัวออกมาต้อนรับ
จากนั้นก็เริ่มทักทายแต่ละโต๊ะ แล้วมาหยุดที่โต๊ะของ ตระกูลจาง
“ ท่านจางเด็กน้อยคนนี้ใช่ไหม ชื่อ ว่าเฉินเสี่ยวเทียน”
“ ใช่แล้ว เสี่ยวเทียนคำนับท่านเสนาบดีซุนซะ” ท่านตาจางเอ่ยบอกเสี่ยวเทียน
“ ท่านเสนาบดีซุน”
“ ข้าเพิ่งได้ข่าว ว่าเ้าเพิ่งชุบชีวิตคนตายจริงหรือไม่”
“ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น เขาเพียงแต่มีลมหายใจที่แ่เบาเท่านั้น ยังไม่ได้ตายสักหน่อย” เสี่ยวเทียนบอกไปตามจริง แต่ท่านตากับลุงทั้งหลาย ล้วนใกับเื่นี้ที่ได้ยิน
“ นี่เ้าไปชุบชีวิตคนตายจริงๆ รึ?” ท่านตาถามย้ำอีกที
“ นี่พวกท่านไม่รู้กันเลยหรือยังไง บัดนี้ชาวเมืองฉางอัน เรียกขานหลานของพวกท่านกันว่า หมอเทวดาน้อยไปแล้ว บุตรชายคนโตของฮูหยินหยวนอิง กำลังจะนำไปฝัง แต่หลานชายท่านะโมาขวางเอาไว้ บอกว่า บุตรชายของนางยังไม่ตาย ทั้งที่อยู่ในโลงศพสามวัน ใครเล่าจะเชื่อเื่นี้” ท่านเสนาบดีซุนเล่าให้ทุกคนฟัง แต่เสี่ยวเทียนนั่งฟังได้แต่ยิ้มอย่างเดียว
“ มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือนี่ ปกติเสี่ยวเทียนไม่ค่อยบอกเื่แบบนี้กับใครเท่าไร” ท่านตาจางรีบเอ่ยทันที
“ นั่นซิ ข้าเองก็คิดไว้ แต่ที่สำคัญก็คือ ว่าบุตรของฮูหยินหยวนอิง ถูกหลานชายของท่าน ใช้วิชาแพทย์ล้ำลึก รักษาเขาจนฟื้นกลับมาเป็ปกตินี่ซิ ชาวเมืองถึงได้ลือกันไปทั่ว ข้าเองก็เลยกำชับให้ท่านพาเขามาหาที่บ้านด้วย เพราะว่ามีเื่อยากให้ช่วยหน่อย” ท่านเสนาบดีซุนเอ่ยกับท่านตาจางซื่อเป่า ด้วยเสียงแ่เบา
“ ท่านเสนาบดีบอกมาเถอะ เสี่ยวเทียนก็เหมือนบุตรหลานของท่าน เชิญท่านเรียกใช้ได้เลย ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” ท่านตาจางเอามือมาโอบไหล่เสี่ยวเทียน
“ คือเื่นี้ ข้าไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้มากนัก ขอเชิญท่านจางกับเสี่ยวเทียนไปกับข้า ที่ด้านใน พวกเขารออยู่” แล้วท่านเสนาบดีก็พาเสี่ยวเทียนเข้าไปด้านในคฤหาสน์ที่มี ความกว้างขวางใหญ่โต ไม่แพ้วังหลวงเลยทีเดียว
พอเข้าไป ก็ถูกพาไปส่วนที่ลึกของตัวคฤหาสน์กว่าจะเข้ามาถึงห้องใหญ่ห้องหนึ่งต้องใช้เวลาเดินพอสมควร พอเข้าไปถึง ก็พบว่า มีคนมารออยู่ในห้องเกือบสิบคน
เสี่ยวเทียนไม่สนคนอื่น ๆ แต่สนเด็กสาวผู้หนึ่ง นอนเล่นอยู่กลางบ้าน ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊ก อ๊ากอยู่คนเดียว เป็เด็กหญิงตัวน้อยๆ ผิวพรรณน่ารัก อยู่ในวัยขวบกว่าๆ แต่ว่ามีสิ่งผิดปกติกับเด็กคนนี้คือ หัวของเธอโตกว่าลำตัวมากนัก เรียกได้ว่า หัวของเธอใหญ่มากจนไม่สามารถที่จะทำให้เธอลุกเดินเหมือนเด็กปกติได้เลย พอเห็นท่านเสนาบดีซุนพาคนเข้ามาหลายคน ก็ร้องเรียกท่านปู่ อุ้ม อุ้ม จนท่านเสนาบดีซุนต้องเข้าไปประคองเด็กคนนี้ขึ้นมา วางแนบไหล่ แล้วเดินวนไปรอบๆ
เทียนสังเกตเห็นสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่งมองตาม น้ำตาไหล เทียนคิดว่ สตรีผู้นี้คงจะเป็แม่ของเด็ก แล้วยังมีฮูหยินซุน นั่งอยู่บนรถเข็นมองตามด้วยสายตาที่มีน้ำในตาล้นเอ่อออกมา ท่านตาจางเรียกให้เทียนไปคำนับฮูหยินซุนทันที
“ ฮูหยินซุน”
“ เ้าคือหมอเทวดาน้อยที่เขาร่ำลือกันใช่ไหม ได้โปรดเถอะ ช่วยถิงถิงด้วย”
“ ท่านคือหมอเทวดาน้อยจริงๆหรือ ท่านช่วยถิงถิงลูกข้าได้ไหม ถิงถิงน่าสงสารมากแกเพิ่งมามีอาการเช่นนี้ได้ไม่นาน เมื่อก่อนแค่มีอาการหัวโตเพียงเล็กน้อย แต่ไม่กี่เดือนก็เป็อย่างที่ท่านเห็นนี่แหละ หมอทุกคนที่มาต่างส่ายหัวกันไปหมด”
แม่ของถิงถิง เอ่ยไปน้ำตาคลอเบ้า
“ อาจารย์ท่านพอจะช่วยได้ไหมเนี่ย?”
“ ต้องตรวจดูอาการที่สมองก่อน เ้าพูดตามที่อาจารย์บอกก็แล้วกัน” อาจารย์ก็เริ่มพูดถึงอาการของถิงถิงทันที
“ อาการนี้เป็เพราะมีน้ำอยู่ในโพรงสมองมากเกินไป อาจเป็เพราะท่อทางเดินของน้ำในสมองและไขสันหลังอุดตัน ทำให้สมองเริ่มโตขึ้นอย่างที่เห็น อาการนี้น่าจะเป็ั้แ่ ถิงถิงเกิดมาแล้ว แต่พวกท่านไม่รู้กันเอง โรคนี้เรียกว่าเด็กหัวบาตร ถิงถิงจะมีอาการปวดหัวมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ถิงถิงคงจะร้องไห้ทุกๆคืนในยามดึก” เสี่ยวเทียนหยุดพูดก่อนแล้วหันไปมองถิงถิง ที่กำลังหัวเราะกับท่านเสนาบดีซุน
“ ใช่แล้ว ท่านหมอเทวดาน้อย พูดถูกทุกอย่างถิงถิง พอตกกลางคืนจะร้องปวดหัวทรมานมากเลย” แม่เริ่มสะอื้นไห้
“ ท่านหมอเทวดาน้อยมีหนทางช่วยถิงถิงบ้างไหม”
ท่านตาจางมองเห็นอาการแบบนี้ คิดในใจว่า คงต้องให้เทพเซียนช่วยอย่างเดียวแล้ว เสี่ยวเทียนคงทำเองไม่ได้หรอก
“ วิธีรักษาก็ต้องใช้เข็มเจาะเข้าใปในกระโหลกของถิงถิง แล้วดูดน้ำที่ทำให้หัวโตออกมาให้หมด แล้วอาจต้องฝังเข็มเพื่อให้น้ำไม่ให้ไหลเข้ามาในสมองอีก”
เสี่ยวเทียนเอ่ยไปตามที่อาจารย์บอก แต่ทุกคนอ้าปากค้าง
“ อะไรนะ ใช้เข็มเจาะเข้าไปในหัวของถิงถิงเนี่ยนะ” ท่านฮูหยินซุนเอามือทาบอกใกับสิ่งที่เสี่ยวเทียนบอก ซึ่งเสี่ยวเทียนก็ใไม่แพ้กัน
“ อาจารย์เจาะเข็มเข้าไปให้เด็กตัวแค่เนี้ย ร่างกายถิงถิง จะรับได้หรือ” เสี่ยวเทียนก็อดสงสัยเช่นกัน
“ รับไม่ได้หรอก ต้องมีตัวช่วยมิเช่นนั้น ถิงถิงตายแน่” อาจารย์ลู่เอินอธิบาย
“ ถ้าหากไม่รีบรักษา ถิงถิงคงอยู่ได้อีกไม่นาน” เสี่ยวเทียนกล่าวตามที่อาจารย์บอกมา ทำให้ทุกคนเวลานี้เริ่มเครียดขึ้นมาทันที
“ ท่านหมอเทวดาน้อย ท่านว่าโอกาสที่ถิงถิงจะปลอดภัยมีมากไหม”
ท่านเสนาบดีซุนเข้ามาถามต่อทันที
“ โอกาสรอด แปดในสิบ ส่วน” เสี่ยวเทียนกล่าวตามตรง
“ สะใภ้ใหญ่ เ้าตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ถ้าถามความเห็นของข้า เื่นี้ข้าเชื่อใจเสี่ยวเทียน” สะใภ้ใหญ่มองหน้าลูก ถิงถิง ที่มองตรงๆ ไม่ได้ ตรงมองมาข้างล่างได้เพียงอย่างเดียว แม่ถิงถิงสูดลมหายใจแล้วตัดสินสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต
“ ข้ายินยอม ท่านหมอเทวดาน้อยเชิญท่านรักษาได้เลย”....